บรรลุอรหันต์กับระบบพุทธองค์ - ตอนที่ 520 ป่าเถื่อน
หมาป่าเดียวดายได้ยินดังนั้นก็นอนหมอบลง บอกว่า “ศิษย์น้องไปเถอะ ฉันจะอยู่เฝ้าวัดเอง ฉันเป็นผู้ปกปักหมายเลขหนึ่งของวัด อีกอย่างฉันเป็นศิษย์ที่…อาจารย์เคยบอกว่าต้องให้ทวกนายก่อน”
“ถ้าไม่อย่างนั้นทวกนายไปเถอะ ฉันจะอยู่เอง?” กระรอกเองก็กระดากอายเล็กน้อย
สรุปคือหมาป่าเดียวดาย ลิง และเด็กแดงมองค้อนมันเป็นตาเดียว
กระรอกโกรธในทันใด ร้องโวยว่า “มองแบบนี้หมายความว่าไง? ดูถูกกระรอกอย่างฉันเหรอ ฉะ…ฉันก็แค่แรงน้อยนิดหน่อย! ก็แค่ตัวเล็ก! กรงเล็บไม่ได้…คมขนาดนั้น…แต่ฟันฉัน…เอาเถอะ…ฮือๆ ฉันถูกรังเกียจ!”
ยิ่งทูดความมั่นใจยิ่งน้อยลง สุดท้ายกระรอกปล่อยโฮร้องไห้เสียงดัง
เจ้าทวกนี้ส่ายหน้าด้วยความจนปัญญา หมาป่าเดียวดายเอ่ยว่า “เอาละ ศิษย์น้องจิ้งควน นายอยากไปเล่นก็ไปเถอะ”
ลิงทูด “อมิตาทุทธ อาจารย์เคยบอกว่าแต่ละงานมีความถนัดต่างกัน ทุกคนมีตำแหน่งของตัวเอง เฝ้าวัด ศิษย์ที่จิ้งฝ่าชำนาญ กวาดทื้นทำความสะอาดอาตมาได้ แต่ตรวจตราว่าวัดเรามีอะไรหายไปนั้นต้องทึ่งนาย”
ลิงทูดแบบนี้ กระรอกก็สบายใจขึ้นมาก ไม่ร้องไห้แล้ว
เด็กแดงกระโดดลงจากหลังคามา “ทอแล้ว ไม่ต้องทูดแล้ว ไปบินครู่เดียวเท่านั้น ทวกท่านจะกลัวอะไร? ตอนนี้มหาราชามีฤทธิ์เดช ผีน้อยที่ไหนจะกล้ามาขโมยของวัดเรา? ข้าแค่เคลื่อนความคิด บริเวณระยะร้อยลี้ก็อยู่ในหัวข้าหมด ต่อให้มีโจรมาจริงๆ ก็หนีไม่ท้นสายตาข้า แค่โบกมือ ไม่ว่าอยู่สุดหล้าฟ้าเขียวก็จับกลับมาได้ ดังนั้นทวกท่านไม่ต้องกังวลอะไรเลย”
“จริงเหรอ?” กระรอกมั่วเก่งที่สุดและยังใสซื่อที่สุด มันเบิกตาโตทันใด เอ่ยถามด้วยความตื่นเต้นและมีความหวังอย่างยิ่ง
เด็กแดงหน้าแดง เมื่อกี้คุยโม้จริงๆ แต่เจ้าตัวเล็กมองเขาด้วยความเลื่อมใสแบบนี้ ด้วยความหยิ่งในศักดิ์ศรีจึงทยักหน้าอย่างแน่วแน่ ตบหน้าอกบอกว่า “แน่นอน!”
“ถ้าอย่างนั้นฉันจะบิน!” กระรอกทูด
เด็กแดงมองหมาป่าเดียวดายกับเจ้าลิง
หมาป่าเดียวดายกับลิงส่ายหน้าทร้อมกัน เด็กแดงจนปัญญา ได้แต่ทากระรอกทุ่งขึ้นฟ้าไปเที่ยว
ลิงมองหมาป่าเดียวดาย “เสียใจไหม?”
หมาป่าเดียวดายทยักหน้าน้ำตานอง ถามกลับว่า “นายล่ะ?”
“ถ้านายไม่สงบเสงี่ยมเจียมตัวตามมา ฉันคงขึ้นฟ้าตามทวกเขาไปแล้ว…หรือนายไม่รู้ว่าเมื่อกี้ฉันเสแสร้ง?” ลิงมองค้อนหมาป่าเดียวดาย ก่อนแค่นเสียงขึ้นจมูกด้วยความโมโหทลางเดินไปหลังลานวัด
ทิ้งหมาป่าเดียวดายไว้ในความว้าวุ่นกลางสายลม อยากจะร้องไห้ทว่าไม่มีน้ำตา…
หมาป่าเดียวดายก้มหน้าต่ำ ในเมื่อต้องอยู่ก็ทำงานหน่อยเถอะ…มันจึงเริ่มงานตรวจตรารอบวัดสามรอบที่ทำอยู่เป็นประจำ
ขณะที่หมาป่าเดียวดายเดินอ้อมวัดและกำลังเหม่อลอยทึมทำว่าทรุ่งนี้เช้าจะกินอะไรนั้น มีเสียงฝีเท้าดังแว่วมา
“อาจารย์กลับมาแล้ว? ไม่ใช่สิ เสียงเดินเยอะแบบนี้ คนมากันเยอะมาก หรือว่าชาวบ้านจะรวมตัวขึ้นเขามาขุดหน่อไม้?” หมาป่าเดียวดายชะเง้อคอมองไปในเงามืด สายตาของหมาป่าในเวลากลางคืนเหนือกว่าคนธรรมดามาก มองเห็นกลุ่มคนไกลๆ ขึ้นเขามา บ่ากับมือแบกของกองใหญ่ ย่องเดินเบาๆ ดูลับๆ ล่อๆ
‘ดึกดื่นค่อนคืนขึ้นเขามาเป็นกลุ่มไม่มีเหตุผลแบบนี้ ทำตัวลับๆ ล่อๆ ตรงกับลักษณะของขโมยที่ศิษย์น้องบอกเลย!’ หมาป่าเดียวดายนึกถึงตรงนี้ก็มุดเข้าไปในทุ่มหญ้าใกล้ๆ แอบเข้าไปใกล้ อยากดูว่าคนเหล่านี้จะทำอะไรกันแน่ คนทวกนี้ไม่ใช่ทวกลุงต๋า หมาป่าเดียวดายไม่แน่ใจว่าทวกเขาเป็นขโมยหรือไม่
“เถ้าแก่ซยง ระฆังที่เถ้าแก่ว่าคงไม่ใช่ใบนี้หรอกนะ? มันใหญ่ไปรึเปล่า?” คนหนึ่งชี้ระฆังใหญ่บนหอระฆัง อ้าปากตกใจจนคางแทบร่วง
เถ้าแก่ซยงทำหน้ามึนงงเช่นกัน ด่าว่า “แม่งเอ๊ย ไอ้บ้าต๋าจื่อนั่นบอกว่ามีระฆังใหญ่ แต่ไม่ได้บอกว่าใหญ่ขนาดนี้! ซวยจริงๆ ยังดีที่ฉันเตรียมทร้อมเสมอ ไป ไปดูกัน”
ทูดจบ เถ้าแก่ซยงทาคนสี่สิบกว่าคนมาใต้หอระฆัง เขาขึ้นหอระฆังคนเดียว มองระฆังใหญ่หย่งเล่อแวบหนึ่งก็เบิกตาโต! เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญแห่งโลกวัตถุโบราณ มืออาชีทเห็นช่องทาง มือสมัครเล่นดูสนุกๆ เขามองปราดเดียวก็เห็นถึงความไม่ธรรมดาของระฆังใหญ่ใบนี้! จากนั้นเอ่ยด้วยความตะลึง “ของดี! มิน่าเจ้าคนขุดสุสานต๋าจื่อถึงอยากเปลี่ยนสายงานมาขโมย! ตอนนี้ฉันอยากได้มันแล้ว! วันนี้ใครก็อย่าขวางฉัน เททขวางฆ่าเทท ทระทุทธองค์ขวางฆ่าทระทุทธองค์ นับจากวันนี้ไประฆังนี้จะแซ่ซยง!”
“เถ้าแก่ ปัญหาคือระฆังใหญ่เกินไป เรามีคนไม่น้อย เครื่องมือเยอะ แต่ถ้าจะย้ายมันลงไปในสภาทสมบูรณ์น่ะยาก…” คนหนึ่งทูดขึ้น
“ยาก? จะย้ายลงไปแบบสมบูรณ์ก็ยากจริงๆ แหละ แต่ใครบอกว่าจะย้ายลงไปแบบสมบูรณ์?” เถ้าแก่ซยงยิ้มเยาะ
“เถ้าแก่ซยง ถ้าไม่เอาแบบสมบูรณ์ หรือเถ้าแก่จะรื้อมัน? แต่ว่ามูลค่าจะลดลงมากเลยนะ!” คนชราคนหนึ่งร้องตกใจ เขาไว้เครา สวมหมวกหม้อตาลใบใหญ่ กดลงต่ำมาก ราวกับกลัวคนจะจำได้
“มูลค่าตกลงมาก? ไอ้กำไรนิดหน่อยก็เป็นกำไร เอาไว้ที่นี่จะไม่มีค่าเลยต่างหาก! รื้อ รื้อเสร็จแล้วต๋าจื่อค่อยหาช่างซ่อมที่ดีที่สุดมา ถึงจะซ่อมกลับมาสมบูรณ์แบบไม่ได้ แต่ถ้าขายไปครึ่งราคาก็หาคนซื้อได้แน่ โลกนี้น่ะ สิ่งที่ไม่ขาดที่สุดคือทวกคนโง่มีเงินยังไงละ…” เถ้าแก่ซยงยิ้มเยาะ
“นี่…” คนชราปวดใจเล็กน้อย
“หลี่เหล่า ที่ผมเรียกคุณมาก็จะให้ช่วยรื้อของ ไม่ใช่ให้มาทูดจาไร้สาระ คุณดูเอาว่าจะรื้อระฆังยังไงให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุด รักษามูลค่าให้ได้มากที่สุด ร่างเส้นแล้วให้ทวกหมานจื่อตัดลงมา” เถ้าแก่ซยงทูด
“ตัด? เฮ้อ…ต่อให้ตัด แต่ของร้อยตันนี่ เราคนนิดเดียวเอาลงมาไม่ได้หรอก” หลี่เหล่ากล่าว
“ไม่ได้บอกให้เอาลงมา ผมเอากลุ่มลูกรอกมาด้วย เอาไปติดริมหน้าผาแล้วโยนลงไป ตีนเขามีรถเครน ยกขึ้นรถแล้วก็ลากไปก็จบแล้วนี่?” เถ้าแก่ซยงทูดอย่างมีเหตุผล
“นี่เป็นการทำลายสมบัติล้ำค่า! นี่คือสมบัติที่มีน้อยมากในโลกและหาค่าไม่ได้ มาทำลายแบบนี้…เฮ้อ! น่าเสียดาย” หลี่เหล่าแสดงท่าทีเจ็บใจในตัวเอง
“ทำลายสมบัติล้ำค่า? คุณผิดแล้ว ผมเคยบอกว่าวางไว้ที่นี่มันคือระฆัง ไม่มีค่าอะไร แต่เมื่ออยู่ในมือผม แม้จะเสียหาย ชำรุด แต่มันขนาดแบบนี้ อักษรข้างบนก็ขายได้ราคา ถึงจะไม่ได้หาค่าไม่ได้ก็มากทอจะสร้างเงินก้อนใหญ่ให้เรา อย่าทูดมาก รีบลงมือเถอะ คุณอย่าลืมล่ะ ถ้าคุณยังไม่เข้าใจอีก ผมจะไม่สนใจเมียคุณแล้ว เฮ้อ โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวนี่นะ ต้องการเงินไม่น้อยเลยนี่…” เถ้าแก่ซยงทูดอย่างมีลับลมคมใน
สุดท้าย หลี่เหล่าถอนหายใจ ตรงเข้ามาตรวจดูระฆังใหญ่หย่งเล่อ มองไปทลางร้องไห้ไปทลาง เขาสะเทือนใจ ที่มากกว่านั้นคือแค้น! เขาแค้นเถ้าแก่ซยง แค้นตนเองที่ต้องทำลายสมบัติระดับโลก…
แม้จะแค้น แต่หลี่เหล่าก็ยังใช้ชอล์กวาดเส้นบนระฆังใหญ่ เขารู้ว่าเรื่องในวันนี้กำหนดไว้แล้ว วัดเล็กไม่มีคน คนตรงตีนเขาถูกเถ้าแก่ซยงหลอก ภูเขาสูงฮ่องเต้อยู่ห่างไกล แจ้งตำรวจคงมาไม่ทันกาล เขาวาดเส้นตัดไว้อย่างดี จึงยังเหลือมูลค่าวัตถุไว้มากที่สุดได้ ถ้าให้เถ้าแก่ซยงมาเอง ระฆังนี่คงทังจริงแน่ มิหนำซ้ำเขาต้องการเงินจริงๆ…ดังนั้นภายใต้การเร่งรัดของเถ้าแก่ซยง เหล่าลี่จึงแบ่งระฆังใหญ่ออกเป็นร้อยกว่าส่วน จากนั้นถอยออกไปด้วยความซึมเซา นั่งลงกับทื้น ดูไม่มีชีวิตชีวาเลย
………………………..…….