บรรลุอรหันต์กับระบบพุทธองค์ - ตอนที่ 534 คนขาเป๋ คนไว้เครา คนเสเพล
“อาจารย์ ท่านถูกงูกัด ยังไม่รู้เลยว่าล้างพิษสะอาดรึยัง ผมว่าไปตรวจที่โรงพยาบาลดีกว่า ไม่อย่างนั้นผมไม่วางใจ” ก่วนเสียงเฟิงกล่าว
ชิวเสี่ยวเยี่ยเอ่ยเช่นกัน “อาจารย์ ฉันว่าก่วนเสียงเฟิงพูดมีเหตุผลนะ อีกอย่างขาท่านหัก ก็ต้องไปตรวจที่โรงพยาบาล”
“เอาละ พวกเอ็งสองคนไม่ต้องพูด ข้ารู้สภาพขาข้าดี ส่วนพิษ ข้าเชื่อวิธีของนักพรตเต๋าท่านนั้น อีกอย่างข้าชอบความรู้สึกในหมู่บ้าน เงียบสงบเป็นมงคล ถ้าไปโรงพยาบาลจริงๆ ปัญหาก็มากเกินไป อีกอย่างถ้าพวกเอ็งจะอยู่ก็ได้ แต่จำไว้ว่าให้จ่ายเงินค่าอาหารและที่พักด้วย พวกเราจะกินฟรีอยู่ฟรีบ้านคนอื่นเขาไม่ได้ จ่ายแต่ความจริงใจมันน่าละอาย” เจียงโจวกล่าว
“โห อาจารย์ ดูพูดสิ เราเป็นคนแบบนั้นเหรอคะ?” ชิวเสี่ยวเยี่ยยิ้มแห้งๆ
ก่วนเสียงเฟิงพูดตาม “ใช่ วางใจเถอะอาจารย์ เราไม่กินฟรีอยู่ฟรีหรอก”
“พอแล้ว ออกไปเถอะ ข้าอยากอยู่คนเดียวเงียบๆ” เจียงโจวเริ่มไล่คนแล้ว
ก่วนเสียงเฟิง ชิวเสี่ยวเยี่ยและฝานชิงสามคนถอยออกไป
“ว้าว หมู่บ้านชาวนานี่ดีชะมัด อากาศสดชื่น มองภูเขาไกลๆ มีเอกลักษณ์ ฝานชิง นายออกมาครั้งนี้คงได้เที่ยวเยอะเลยล่ะสิ?” ก่วนเสียงเฟิงบิดเอวขี้เกียจแล้วชี้ไปยังภูเขาทงเทียนไกลๆ
“เที่ยว? เที่ยวกับผีน่ะสิ เกือบตายในภูเขานู่น เอาล่ะ ไม่คุยกับพวกนายแล้ว ฉันจะไปเตรียมน้ำร้อนแช่เท้าให้อาจารย์” พูดจบฝานชิงก็เดินไป
“ประจบ! ชิ…” ก่วนเสียงเฟิงมองเงาแผ่นหลังฝานชิงพลางด่าทอเสียงเบา
“อย่างน้อยเขาก็ประจบได้ แถมยังประจบจนได้เป็นศิษย์เอกอาจารย์ด้วย” ชิวเสี่ยวเยี่ยพูดด้วยความเศร้านิดๆ
“ไม่พูดเรื่องนี้แล้ว เซ็ง ไป ไปเดินเล่นดีกว่า” ก่วนเสียงเฟิงพูดจบก็เดินไปข้างนอก
ชิวเสี่ยวเยี่ยคิดแล้วก็ส่ายหน้า “ช่างเถอะ อาจารย์ยังป่วยอยู่ต้องมีคนดูแล เจ้าฝานชิงทึ่มนั่นไม่ไหวแน่ๆ ฉันจะไปเอง”
“ตามใจเธอเถอะ” ก่วนเสียงเฟิงโบกมือแล้วเดินออกจากลานบ้าน
ก่วนเสียงเฟิงไม่เป็นสุขในใจจริงๆ เขารู้ตัวว่าทุกด้านของตนไม่ด้อยไปกว่าไก่อ่อนหนอนหนังสืออย่างฝานชิงแน่ แต่อาจารย์เจียงโจวดันรับฝานชิงเป็นศิษย์เอก สอนงานฝีมือทุกอย่างให้กับฝานชิงด้วยตัวเอง ก่อนหน้านี้ไม่ได้พาฝานชิงเข้าภูเขาไปเลือกวัตถุดิบแค่ครั้งเดียว ทว่ากลับไม่เคยพาเขาไปเลยสักครั้ง
‘แม่งเอ๊ย ไอ้ไก่อ่อนนั่นมีดีอะไร? เงินก็ไม่มี ไม่มีอะไรเลย ขยะ!’ ก่วนเสียงเฟิงพึมพำด่าในใจ
ตอนนี้เองเสียงเลื่อยไม้ดังแว่วมาไกลๆ พร้อมกันนั้นยังได้ยินเสียงคนด่าทอด้วยความโกรธ “ซ่งเอ้อโก่ว แกมันขยะ ฉันให้แกเลื่อยไผ่ช้าๆ แต่แกใช้เลื่อยไฟฟ้าเนี่ยนะ! ไสหัวไปเลย” เสียงนั้นดังกังวานราวกับระฆังใหญ่
ตามด้วยเสียงพูดคับอกคับใจ “ก็คุณบอกว่าให้ตัด ไม่ได้บอกให้เลื่อยช้าๆ จนหักนี่…”
“นี่แกเถียงเหรอ? จะเรียนไหม? ไม่เรียนก็ไสหัวไป!” เสียงดังกังวานขึ้นอีกครั้ง
ก่วนเสียงเฟิงแปลกใจเลยเข้าไปดู
กำแพงของบ้านคนภาคตะวันออกเฉียงเหนือไม่สูง ก่วนเสียงเฟิงยืนบนถนนก็เห็นสถานการณ์ในลานบ้าน เห็นชาวบ้านหลายคนนั่งอยู่ในลานพอดี ในมือถือไผ่เป็นตอนๆ ใช้มีดแกะสลักแกะสลักภาพลงด้านบน อีกด้านเป็นตาแก่คนหนึ่งกำลังใช้ไม้ตะบองวิ่งไล่ผู้ชายสวมหมวกลิ้นเป็ดคนหนึ่ง ทุกคนมองไปพลางหยอกล้อไปพลาง บางคนเอ่ยชมชอบ บอกว่าให้วิ่งเร็วหน่อยก็มี…
ผลคือ…
“หุบปาก! ใครกล้าหยอกล้ออีก ก็ไสหัวกลับบ้านไปเลย!” ชายชราโกรธแล้ว ตะคอกด้วยความโมโห ทุกคนจึงหุบปากพร้อมกัน
ก่วนเสียงเฟิงเห็นแบบนั้นก็สนใจ พาดบนสันกำแพงมองอยู่ไกลๆ
ซ่งเอ้อโก่วถูกชายชราจับได้แล้ว ก่อนใช้ไม้ตะบองตีก้นสองที ตีจนซ่งเอ้อโก่วร้องเสียงดัง “โอ้ย ตาขาเป๋หม่า คุณมือหนักเกินไปแล้ว…โอ้ย…เจ็บ!”
แม้ขาเป๋หม่าจะมีชื่อเรียกว่าขาเป๋ แต่ไม่ได้ขาเป๋จริงๆ ขายังคงคล่องแคล่วดี เพียงแต่เวลาเดินจะมีนิสัยชะงัก มองทีแรกเหมือนขามีปัญหาจึงมีฉายาแบบนี้
ขาเป๋หม่าถลึงตามองซ่งเอ้อโก่วพลางว่า “ซ่งเอ้อโก่ว แกไสหัวไปตรงนู้นเลย ถ้าพูดไร้สาระอีกฉันจะหักขาหมาแก จากนี้อย่าคิดเรียนงานฝีมือของฉันอีก”
ซ่งเอ้อโก่วเสแสร้งแสดงความฉลาดทันที สิ่งที่มีค่าที่สุดในหมู่บ้านคืออะไร? แน่นอนว่าเป็นต้นไผ่!
แม้การพึ่งพาต้นไผ่เปิดร้านอาหารจะดี ทว่าตอนนี้ภูเขาเอกดรรชนียังมีชื่อเสียงไม่พอ คนที่มาจะเป็นแขกเก่าในอำเภอ คนจากเมืองเฮยซานมาน้อยมาก หมู่บ้านเปิดร้านอาหารกันทุกบ้าน ถึงคนจะมาเยอะ ทว่าหลังจากทุกคนเปิดกันหมดแล้วก็ได้กำไรไม่ถือว่ามาก ในทางตรงข้ามขาเป๋หม่าว่างเลยทำผลิตภัณฑ์จากไผ่อย่างเสื่อไผ่กับกล่องเครื่องเขียนไผ่เป็นต้น ดันขายได้ดีใช้ได้
ทุกคนเลยพากันมาเรียนรู้ เงินเล็กเงินน้อยคือเงิน เรียนรู้แล้วก็สร้างเงินได้
ขาเป๋หม่าไม่หวงวิชา เขาอยู่คนเดียวโดดๆ ไม่มีภรรยา ไม่มีลูก เก็บทักษะฝีมือไว้ก็เอาเข้าโลงศพไม่ได้ อีกอย่างเขาไม่ได้อยากสร้างกำไรอะไรมากนัก มีเงินใช้ดำรงชีพเล็กน้อยก็พอ แน่นอนชาวบ้านไม่ได้เรียนฟรีๆ ขาเป๋หม่าไม่รับเงิน แต่ทุกคนจะเอาฟืนน้ำมันเกลือหรือสุราและเนื้อดีๆ มาให้ เลยไม่ต้องกังวลเรื่องอาหารและเครื่องนุ่งห่ม
ในหมู่บ้านนอกจากขาเป๋หม่าแล้วยังจ้างช่างแกะสลักมาด้วย น่าเสียดายคนพวกนี้หวงวิชา แต่ละคนจะซ่อนเอาไว้ไม่ยอมสอนคนอื่น ดังนั้นแม้งานฝีมือของขาเป๋หม่าจะไม่ถือว่าเป็นวิชาที่ดีที่สุด แต่เป็นที่เดียวที่ทุกคนเรียนรู้ได้ ขาเป๋หม่าเองก็มีฐานะสูงขึ้นดั่งเรือตามน้ำเพราะงานฝีมือแขนงนี้ของตน ไปไหนมาไหนมีสุราดื่ม ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข
จัดการซ่งเอ้อโก่วแล้ว ขาเป๋หม่าหยิบแผ่นไม้ไผ่มาแผ่นหนึ่ง “เอาละ จะเบิกเนตรให้พวกคุณแล้วกัน วันนี้จะแกะสลักกล่องเครื่องเขียนคำว่าสมาธิให้ทุกคนดู ถ้าพูดถึงการแกะสลัก แม้ผมจะเข้าใจ แต่เมื่อก่อนพวกเราไม่มีไผ่นี่ ผมเองก็ทำไปมั่วๆ อย่าคาดหวังว่าผมจะสอนอย่างละเอียดให้ทุกคน ผมได้แค่แสดงให้พวกคุณดู พวกคุณเรียนได้เท่าไรก็เท่านั้น ทุกอย่างต้องอาศัยที่ทักษะการทำความเข้าใจ”
“ขาเป๋หม่า คุณอย่าพูดแบบนี้เลยน่า คุณสอนทุกคนได้ดีเลย พวกเราไม่เรื่องมากหรอก อีกอย่างคนธรรมดาหลายคนอาจเอาชนะขงเบ้งได้ ช่างแกะสลักพวกนั้นหวงวิชา พวกเรามารวมกลุ่มกันศึกษา ไม่แน่นะอีกไม่นานฝีมือเราจะแซงหน้าพวกเขา”
“ใช่ คนเยอะพลังก็เยอะ พวกเราเรียกมันว่าร่วมแรงลงมือคิดทำ!”
“ถูกๆๆ…”
ทุกคนขานรับตาม
ขาเป๋หม่าพยักหน้าก่อนเริ่มแกะสลัก แกะสลักไปพลางพูดไปพลาง “จริงๆ แล้วการแกะสลักไผ่หนาวง่ายมาก กระทั่งง่ายกว่าการแกะสลักไม้ธรรมดาอีก ขึ้นเขาไปตัดไผ่ใหม่มาท่อนหนึ่ง จากนั้นใช้ปากกาวาดสิ่งที่คุณจะแกะสลัก ที่เหลือก็แค่ความอดทน ค่อยๆ แกะสลัก นี่เป็นงานฝีมือช้า ต้องใช้เวลาและความอดทนเคี่ยวกรำ ทุกคนอย่างรีบ ค่อยเป็นค่อยไป…”
พูดถึงตรงนี้พลันมีเสียงหัวเราะดังแว่วมาข้างๆ
แม้จะไม่ได้พูด แต่การเย้ยเยาะในเสียงหัวเราะกลับชัดเจนมาก ขาเป๋หม่ากับทุกคนไม่พอใจทันที ขาเป๋หม่าคิดว่าเป็นพวกชาวนามาหัวเราะเยาะตน ขณะจะด่าทอนั้นพบว่าเป็นใบหน้าแปลกตา ร่างกายสูงใหญ่ สวมเสื้อผ้าทันสมัย เสื้อเชิ้ตสีดำ ด้านบนปักลายพยัคฆ์อ้าปากกว้าง ไม่รู้ว่าจะกัดอะไร ผู้ชายคนนี้ไว้เคราหย่อมเล็ก ข้างหลังไว้ผมเปียหางม้า ถ้าอยู่ในเมือง นี่จะมีกลิ่นอายของศิลปะ แต่พออยู่ในหมู่บ้าน...
“สาวบ้านไหนเนี่ย คงกินฮอร์โมนเยอะไปหน่อยมั้ง เครายาวเชียว” ซ่งเอ้อโก่วพูด