บรรลุอรหันต์กับระบบพุทธองค์ - ตอนที่ 533 พักเถอะ
พูดถึงปัญญาชนคนนั้น นักพรตเต๋าเล่อเทียนเหมือนมีน้ำขมที่อ้วกออกมาไม่หมดสามวันสามคืนจริงๆ ดื่มชาไปพลางพ่นกากไปพลาง…
หนึ่งชั่วโมงต่อมา ฟางเจิ้งเริ่มดื่มชาเร็วขึ้น ทั้งยิ่มดื่มยิ่งเร็ว ยิ่งดื่มยิ่งมาก ความเร็วในการชงชาของนักพรตเต๋าเล่อเทียนตามทันอย่างชัดเจน จึงอดเอ่ยไม่ได้ “หลวงพี่ ท่านพูดมาเถอะ ถึงชานี่จะดูไม่อร่อยมาก แต่ดื่มไปดื่มมาก็ชิน ก็ชอบใช่ไหม” พูดจบ นักพรตเต๋าเล่อเทียนยังเชิดหน้าขึ้นอย่างมีความสุข
ฟางเจิ้งยิ้มแห้งๆ ขณะจะตอบ
เด็กแดงยิ้มเยาะอยู่ข้างๆ “เหอะๆ…ท่านคิดมากไปแล้ว ชาดื่มยากขนาดนั้น หลักๆ แล้ว…อาจารย์ข้าหิว เอาแต่ฟังท่านคุยโม้คงอึดอัดใจ ผ่านยามกลางวันมาหนึ่งชั่วโมงแล้ว ว่าแต่ท่านไม่ดูแลเรื่องอาหารหรือ?”
นักพรตเต๋าเล่อเทียนอึ้งไป ดูเวลาแล้วก็หน้าแดงฉาด รีบพูด “โอ้ คุยจนลืมทานข้าวเลย ไม่ต้องรีบ อาตมาจะไปทำอาหาร”
พูดจบนักพรตเต๋าเล่อเทียนก็วิ่งออกไป หลังลานอารามมีครัว เขามุดเข้าไปทำนู่นทำนี่ ไม่นานก็ยกอาหารที่มีไอร้อนพวยพุ่งออกมาชามใหญ่
ข้าวเป็นข้าวสวย แวววาว กับข้าวเป็นผัดผักป่า ง่ายมาก เพิ่งวางอาหารลง ก็มีคนสองคนโผล่มาที่หน้าประตู…
ฝานชิงกับอาจารย์เขามองนักพรตเต๋าเล่อเทียนอย่างมีความหวัง เห็นนักพรตเต๋าเล่อเทียนมองมา สองคนนี้เลยจะถอยไปด้วยความเขินอาย
นักพรตเต๋าเล่อเทียนกล่าว “ช่างเถอะ มากินด้วยกัน”
ฝานชิงดีใจใหญ่ ชายชราโค้งตัวแสดงความเคารพนักพรตเต๋าเล่อเทียน ฝานชิงเห็นแบบนั้นก็รีบทำตาม จากนั้นประคองชายชราเดินเข้าไปนั่ง
สถานที่ทานอาหารคือหลังลานเช่นกัน หลังลานมีโต๊ะหินใหญ่ บนโต๊ะมีต้นหลิ่วใหญ่ต้นหนึ่ง ต้นหลิ่วย้อยตกลงมาแกว่งไกว เจริญงอกงามอย่างยิ่ง ทว่าเทียบกับต้นโพธิ์ของฟางเจิ้งแล้วดูบอบบางอย่างชัดเจน
ทุกคนนั่งลง ไม่ได้มีพิธีรีตองมากเกินไปมัก ไม่มีแก้วหรือถ้วย ทุกคนทานอาหารเจเลยกินได้สบายๆ บางทีอาจเป็นเพราะหิวจริงๆ ทุกคนก้มหน้าลงทานอย่างเต็มที่ มื้อนี้ใช้เวลาสิบกว่านาทีก็ทานหมด
ทานข้าวเสร็จแล้ว ฟางเจิ้งถึงพูด “ประสกท่านนี้ ยังไม่รู้เลยว่าชื่ออะไร”
“ผมแซ่เจียง ชื่อโจวง่ายๆ นี่ศิษย์ผม ฝานชิง ขอล่วงเกินถามชื่อหลวงพี่ครับ?” เจียงโจวถาม
ฟางเจิ้ง “อาตมาฟางเจิ้ง ท่านนี้นักพรตเต๋าเล่อเทียน พวกนี้คือศิษย์อาตมา จิ้งฝ่า จิ้งควน จิ้งเจินแล้วก็จิ้งซิน”
เห็นฟางเจิ้งรับสัตว์สามตัวนี้เป็นศิษย์แล้ว เจียงโจวกับฝานชิงอึ้งงัน กระทั่งฝานชิงรู้สึกขบขันเล็กน้อย สัตว์จะเข้าใจพุทธคัมภีร์? ในมุมมองเขา คำตอบคือต้องฟังไม่เข้าใจอยู่แล้ว! เขาเลยคิดว่าหลวงจีนนี่เสแสร้งทำให้ดูลึกลับหรือไม่ก็วัดเล็กเกินไป หาคนไม่ได้เลยเอาสัตว์มาแทนให้ครบจำนวน แถมหลวงจีนนี่ยังรับศิษย์แบบจริงจังขนาดนี้ด้วย
เจียงโจวไม่ได้คิดดูถูกฟางเจิ้ง เพียงแค่แปลกใจ มีคนไม่รับ ทำไมต้องรับสัตว์สามตัวเป็นศิษย์? นี่แปลกเกินไปหรือไม่
ทว่าต่อมาเจียงโจวกับฝานชิงตาค้าง เห็นสัตว์สามตัวกับเด็กแดงที่ได้ยินชื่อตนแล้ว กระรอก ลิงและเด็กแดงประนมสองมือแสดงความเคารพพร้อมกัน แม้แต่หมาป่าสีขาวตัวใหญ่ยังยกกรงเล็บขึ้นข้างหนึ่ง วางไว้ตรงหน้าอก ดูเหมือนกับนักบวชยุทธ์แสดงความเคารพ! แม้จะไม่ได้มาตรฐาน แต่พวกเขาเข้าใจความหมายนั้น!
ฉับพลันนั้นเอง เจียงโจวกับฝานชิงเกิดความรู้สึกพิลึกพิลั่น หรือว่าสัตว์พวกนี้จะมีสติปัญญา? แต่ไม่นานพวกเขาก็ปฏิเสธตัวเอง มองว่าฟางเจิ้งฝึกสัตว์เก่งมาก ให้สัตว์มีนิสัยโต้ตอบตามปัจจัย
แม้จะเป็นแบบนี้ สองคนก็ยังมองฟางเจิ้งเป็นคนสูงศักดิ์จากนอกโลกเหมือนกับนักพรตเต๋าเล่อเทียน
ฟางเจิ้งย่อมเข้าใจ แต่ขี้คร้านจะอธิบาย
ส่วนนักพรตเต๋าเล่อเทียน เขาขี้เกียจคิดยิ่งกว่า ถึงอย่างไรก็เจอกันไม่กี่ครั้ง เขาคิดว่าสัตว์พวกนี้มีสติปัญญา กระทั่งเหมือนนักบวชยิ่งกว่านักบวชปลอมที่เขาเคยพบอยู่เล็กน้อย
แนะนำตัวกันง่ายๆ แล้ว ทานอาหารแล้ว ฟางเจิ้งดูเวลาก็สายแล้วรวมถึงตรึกตรองว่าเพิ่งแก้พิษงูให้เจียงโจวไป ร่างกายยังอ่อนแรง ต้องออกไปบำรุงร่างกาย อารามนักพรตเต๋าเล่อเทียนเป็นส่วนลึกภูเขาใหญ่ แม้จะมีข้าวและหมี่ แต่ยังขาดของอื่นๆ
ส่วนโสม…นักพรตเต๋าเล่อเทียนพูดเองว่านั่นคือสัตว์เลี้ยง ฟางเจิ้งเลยกระดากอายจะขุดสัตว์เลี้ยงคนอื่นเอามาตุ๋น?
ดังนั้นฟางเจิ้งจึงเอ่ยลานักพรตเต๋าเล่อเทียน ให้หมาป่าเดียวดายแบกเจียงโจว ลิงประคอง เด็กแดงแบกน้ำด้วยหน้าเศร้า ออกจากภูเขาไปด้วยความทุกข์อย่างยิ่ง
‘ซวยชะมัด…ถ้าไม่เจอพวกเขา เราคงได้อยู่ในภูเขาอีกหลายวัน เย็นสบายจะตาย แถมได้ไปเล่นสนุกๆ เฮ้อ…’ เด็กแดงพึมพำในใจ แต่ไม่กล้าให้ฟางเจิ้งได้ยิน
เจียงโจวกับฝานชิงย่อมซาบซึ้งใจกับวิธีการจัดการของฟางเจิ้งอย่างยิ่ง โดยเฉพาะฝานชิง เรื่องที่เจอมาในวันนี้สำหรับเขาแล้วกระทบกระเทือนมากเกินไป…แต่ไหนแต่ไรมาเขาคิดมาตลอดว่าโลกนี้มีคนดีไม่เยอะ อย่างน้อยในโลกของเขาก็เคยเจอมาไม่กี่คน ส่วนใหญ่จะเดินสายกลางมาก เรื่องของคุณฉันไม่สน และไม่ซ้ำเติม ฉันผู้ใสซื่อจะแค่ดูเท่านั้น
ฝานชิงไม่ได้มีความรู้สึกดีกับหลวงจีนและนักพรตเต๋าอะไร มักรู้สึกว่าคนพวกนี้เป็นคนต้มตุ๋น หลอกเงินเท่านั้น ส่วนการทำความดีอะไรพวกนี้ เขาไม่เคยเห็นหลวงจีนหรือนักพรตคนไหนทำความดีมาก่อน
แต่วันนี้เขาได้เห็นแล้ว
เป็นครั้งแรกที่พบว่ามีคนมองการช่วยเหลือคนอื่นเป็นเรื่องธรรมดาแบบนี้…ไม่ได้ต้องการอะไร เพียงแค่ช่วยและช่วย แถมยังช่วยแบบมีเหตุผล
ระหว่างทางพูดคุยกันไม่มาก พวกฟางเจิ้งตั้งใจเดินหน้าไปอย่างรวดเร็ว ไม่นานทุกคนก็ออกจากภูเขา เข้าหมู่บ้านเอกดรรชนี ฟางเจิ้งพลันไปหาหวังโอ้วกุ้ย เล่าสถานการณ์ให้ฟัง
หวังโอ้วกุ้ยมองบาดแผลของเจียงโจวแล้วว่า “ยังดีที่รักษาทันเวลา…เอาละ พักบ้านพวกเราเถอะ พักให้หายดีแล้วค่อยไป”
เจียงโจวได้ยินดังนั้นก็ขอบคุณไม่หยุด “ขอบคุณมากครับผู้ใหญ่บ้าน”
หวังโอ้วกุ้ยส่ายหน้า “ไม่เป็นไร เรื่องกล้วยๆ ผมให้ภรรยาผมจัดห้องให้พวกคุณแล้ว พวกคุณไปพักก่อน”
เจียงโจวกับฝานชิงขอบคุณอีกครั้ง ฟางเจิ้งถึงเอ่ยลาไป ฟ้าจะมืดแล้ว เขาอยากจะเข้าภูเขาไปพักร้อนอีกคงเป็นไปไม่ได้ เลยต้องกลิ้งกลับขึ้นเขาไปทำอาหาร
เจียงโจวกับฝานชิงขอบคุณฟางเจิ้งไม่หยุด ฟางเจิ้งเพียงยิ้มพลางสวดอมิตาพุทธ จากนั้นพาเหล่าลูกศิษย์จากไป
เจียงโจวพักผ่อน ฝานชิงหยิบมือถือออกมาโทรศัพท์
วันที่สองเช้าตรู่ มีรถคันหนึ่งแล่นมาในหมู่บ้าน ชายหญิงคู่หนึ่งลงมาจากรถ พุ่งเข้าไปในบ้านหวังโอ้วกุ้ย สองคนนั้นคือนักเรียนอีกสองคนของเจียงโจว ก่วนเสียงเฟิงกับชิวเสี่ยวเยี่ย
ก่วนเสียงเฟิงรูปร่างสูงใหญ่ กำยำมาก ชิวเสี่ยวเยี่ยเป็นคนเมืองที่ได้มาตรฐาน ขายาวเอวคอด สวมหมวกลิ้นเป็ด สวมแว่นกันแดด ผิวขาวมาก ดูเป็นคนเมืองอย่างยิ่ง แต่หลายวันมานี้เจียงโจวเหนื่อยในภูเขา ขาหักอีก เพิ่งถอนพิษไป ไม่เหมาะจะบากบั่นอีก เลยล้มเลิกแผนจะกลับเมืองเฮยซานทันที