บรรลุอรหันต์กับระบบพุทธองค์ - ตอนที่ 537 แนะนำคนให้
“เรื่องในวันนี้ห้ามบอกใครเด็ดขาด!” ก่วนเสียงเฟิงเอ่ยด้วยมาดขรึมอย่างยิ่ง
ซ่งเอ้อโก่วกล่าว “ดูแลปากแกให้ดีเถอะ ถ้าพูดอะไรมั่วซั่ว ฉันจะหักขาแก!”
“ปากพูด แกจะหักขาฉันทำไม?”
“ถ้าอย่างนั้นก็จะตีจนปากแกเน่า!”
……
สุดท้ายทั้งสองคนสงบลง
“แกบอกมาว่าผู้ใหญ่อย่างแกมาตามฉันทำไม?” ก่วนเสียงเฟิงทำเสียงขึ้นจมูกด้วยความโกรธ
“ถ้าอย่างนั้นแกบอกว่าเครายาวอย่างแกเพ่นพ่านไปมาทั่วหมู่บ้านทำไม ฉันไม่ดูแกจะให้ดูใคร? ถ้าเกิดแกขโมยของจะทำยังไง?” ซ่งเอ้อโก่วโกหกอย่างมีเหตุผล
“ฉะ…ฉันขโมยของ?!” ก่วนเสียงเฟิงชี้ไปที่เคราตนเอง ทำหน้าโมโหที่ถูกดูแคลน! จากนั้นชี้ไปที่รถเบนซ์ไกลๆ “แกรู้ไหมว่ารถฉันราคาเท่าไร? คันละล้าน! ทั้งอำเภอพวกแกมีไม่กี่คันที่ราคาเท่านี้! ฉันซื้อรถหนึ่งล้าน จะมาขโมยของหมู่บ้านแบบนี้?”
ซ่งเอ้อโก่วได้ยินดังนั้นก็ไม่พอใจ พลันหันหน้ากลับชี้ไปที่ไก่ตัวหนึ่งที่ผ่านทางมา “แกรู้ไหมว่าไก่ตัวนี้มีราคาเท่าไร? สิบล้าน! ทั้งโลกนี้แกหาไก่แบบนี้อีกไม่ได้แล้ว!”
“ถุยไอ้บ้า!” ก่วนเสียงเฟิงได้ยินดังนั้นก็รู้ว่าเจอกับคนเสเพลแล้วจึงด่าทอ
ซ่งเอ้อโก่วพลันถุยกลับไป จากนั้นสองคนเช็ดหน้า หมุนตัว อ้วก…
สองคนเถียงกันอยู่นานสุดท้ายก็เลิกทะเลาะ ถึงอย่างไรต่างก็ต้องการความช่วยเหลือกัน
ซ่งเอ้อโก่วพูด “ทำไมแกขี้เหนียวแบบนี้? อาจารย์แกบาดเจ็บพักในหมู่บ้าน แกก็ว่าง สอนขาเป๋หม่าแกะสลักยังไงยากนักรึไง?”
“ก็ไม่ใช่สาวสวยนี่ มีเวลาฉันไปจีบสาวไม่ดีกว่าเหรอ ไม่สอน!” ก่วนเสียงเฟิงปฏิเสธอย่างเด็ดขาด จากนั้นถาม “อ้อ ไผ่ไหนที่ดีที่สุดของแก?”
“ไม่บอก! บอกแกไปก็ห้ามเก็บอยู่ดี! นี่เป็นไผ่หมู่บ้านเรา แกกล้าเก็บก็เท่ากับขโมย! ตามกฎหมายหมู่บ้านแล้วถ้าพบพวกลักเล็กขโมยน้อยให้ทุบตีบนถนนได้เลย!” ซ่งเอ้อโก่วพูดแบบนี้ ทว่านัยน์ตากลับเปล่งประกายแวววาว ไม่กลัวว่าก่วนเสียงเฟิงจะมีแผนอะไรหรือไม่ แต่กลัวว่าเขาจะไม่มีอะไรให้ช่วยต่างหาก! ขอแค่มีอะไรให้ช่วยนั่นก็จัดการง่ายแล้ว
ก่วนเสียงเฟิงตกใจกลัวจริงๆ คิ้วขมวดแน่น “ให้ฉันซักท่อนหนึ่งตกลงไหม?”
“ไม่มีทาง!” ซ่งเอ้อโก่วตอบอย่างแน่วแน่
“มัวพูดกับแกทำไมเนี่ย ฉันจะเป็นลม ไปหาผู้ใหญ่บ้านแกดีกว่า” พูดจบ ก่วนเสียงเฟิงก็หมุนตัวเดินไป
ซ่งเอ้อโก่วยิ้มเยาะ “แกไปหาผู้ใหญ่บ้านกับเสมียนก็ไม่มีประโยชน์! เรื่องนี้ในหมู่บ้านมีคนเดียวที่จัดการได้!”
“ใคร?” ก่วนเสียงเฟิงแปลกใจ หมู่บ้านใหญ่ขนาดนี้ ผู้ใหญ่บ้านกับเสมียนยังจัดการไม่ได้? เป็นไปได้ยังไง? หรือว่าในหมู่บ้านซ่อนมาเฟียไว้ เป็นชนรุ่นหลังข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของประเทศ?
ซ่งเอ้อโก้วชี้ไปบนยอดเขา “ไผ่หนาวทั้งหมดเป็นของหลวงพี่ฟางเจิ้งเจ้าอาวาสวัดเอกดรรชนี เขาไม่พูด แกอยากได้ไผ่ที่ดีที่สุด? หึๆ…อย่าหวังเลย แต่ฉันน่ะ สนิทกับเจ้าอาวาสฟางเจิ้งพอดีเลย…เฮ้ย แกทำตาแบบนี้หมายความว่าไง? อย่าคิดไม่เชื่อเชียว หน้าบ้านฉันยังมีป้ายแบบอย่างในอุดมคติแขวนอยู่เลย! แกไปสืบในหมู่บ้านได้ ใครไม่รู้ว่าเมื่อก่อนซ่งเอ้อโก่วเป็นคนยังไง…ถุย เมื่อก่อนฉันเป็นอันธพาลไร้ความรู้ แต่ได้เจ้าอาวาสฟางเจิ้งชี้แนะ ทำให้ฉันเป็นอย่างในทุกวันนี้” ซ่งเอ้อโก่วเอ่ยถึงตรงนี้ ภายในใจเต็มไปด้วยความซาบซึ้งใจ แม้จะถูกหลอก ทว่าชีวิตเขาเกิดการเปลี่ยนแปลงราวพลิกฟ้าดินจริงๆ
แต่ว่า…
ก่วนเสียงเฟิงแค่นยิ้ม “เหอะๆ เขาสั่งสอนแก?”
ซ่งเอ้อโก่วพยักหน้า
“สอนให้แกมีคุณธรรมแบบนี้? ช่างเถอะ ดูแกก็รู้แล้วว่าหลวงพี่นั่นมีคุณธรรมแบบไหน…” ก่วนเสียงเฟิงส่ายหน้าก่อนหมุนตัวเดินไป
ซ่งเอ้อโก่วรีบตามไป “แกอย่าไม่เชื่อเชียว ไม่เชื่อก็ไปถามดูได้ ถ้าฉันโกหกแม้แต่ประโยคเดียวขอให้ฟ้าผ่า!”
“เชื่อแกก็บ้าแล้ว” ก่วนเสียงเฟิงไม่สนใจซ่งเอ้อโก่ว แต่กลับบ้านหวังโอ้วกุ้ย
ในบ้านมีคนป่วยเพิ่มมา ทั้งยังเป็นคนที่ฟางเจิ้งส่งมา หวังโอ้วกุ้ยเลยไม่ขี้เหนียว ฆ่าแม่ไก่ ทำปลาแม่น้ำหนักหนึ่งกิโลฯ อีกตัว มีเหล้าข้าวอีกหนึ่งกิโลฯ เห็ดเจิน ทำไก่ตุ๋นเห็ด ปลาหลีฮื้อน้ำแดง ทั้งยังนำแตงกวามาปรุงคู่กับหูหมู ทำน้ำจิ้มมาอีกถ้วย เป็นการเตรียมมื้ออาหารจีนที่สมบูรณ์แบบ
ทุกคนพากันนั่งลง เตรียมแก้วเตรียมชามเรียบร้อย ทุกคนซาบซึ้งใจต่อหวังโอ้วกุ้ยมาก ก่วนเสียงเฟิงก็ชนแก้วสุรากับหวังโอ้วกุ้ยตลอด พูดจาดีไม่ขาดสาย ฝานชิงกับชิวเสี่ยวเยี่ยทำหน้าสงสัย ดวงตาก่วนเสียงเฟิงจะกลอกไปทางหลังศีรษะตลอด ทำไมวันนี้ถึงกระตือรือร้นนัก? โลกนี้ไม่มีอะไรฟรีๆ เจ้านี่จะต้องมีปัญหาแน่นอน
เจียงโจวเองก็สงสัยเล็กน้อย ทว่าก่วนเสียงเฟิงไม่พูดอะไรบนโต๊ะอาหาร เหมือนไม่มีแผนการอะไรจริงๆ เขาเองก็ไม่ได้คิดมาก ร่างกายไม่แข็งแรง กินเสร็จแล้วก็พักผ่อน
หวังโอ้วกุ้ยมาในลานบ้าน เตรียมจะตัดหญ้าในสวน ก่วนเสียงเฟิงพลันเข้ามาใกล้ พูดเสียงเบาว่า “ผู้ใหญ่บ้าน ขอถามอะไรหน่อยครับ…”
“อะไรเหรอ?” หวังโอ้วกุ้ยเป็นคนฉลาด วันนี้ก่วนเสียงเฟิงชนสุราตลอด เขารู้ว่าต้องมีเรื่องแน่ ทั้งยังไม่สะดวกจะพูดต่อหน้าทุกคน
“เหอะๆ…ผู้ใหญ่บ้าน คือว่า…อาจารย์ผมเป็นปรมาจารย์แกะสลักไม้ สำหรับพวกเราแล้ว วัตถุดิบการแกะสลักที่ดีสำคัญมาก ผมได้ยินมาว่าในหมู่บ้านพวกคุณมีไผ่ชั้นยอด คุณว่าจะแบ่งให้พวกเราเล็กน้อยได้ไหม ผมอยากเอาไปฝากอาจารย์” ก่วนเสียงเฟิงพูดเสียงเบากับคนอื่นเป็นครั้งแรก ใบหน้าแดง คำพูดสลับมั่วไปมาเล็กน้อย แต่ว่าสรุปคือความหมายชัดเจนมาก
หวังโอ้วกุ้ยได้ยินดังนั้นถึงกับผงะ เขารู้ว่าเจียงโจวเป็นอาจารย์ แต่ไม่รู้ว่าเป็นอาจารย์อะไร ไม่นึกเลยว่าจะเป็นอาจารย์แกะสลักไม้! เขากลอกตาไปทีหนึ่ง พริบตาเดียวก็เข้าใจแล้ว ในหมู่บ้านไม่มีการพัฒนาด้านแกะสลักไผ่มากนักมาโดยตลอด อีกทั้งช่างที่เชิญมาเห็นการแกะสลักไผ่ขายดีก็เริ่มเรียกค่าแรงสูงขึ้น จะเอานู่นเอานี่ไม่ขาดสาย ที่สำคัญคือพวกเขายังกอดกันแน่น ไม่ทันไรก็ใช้เหตุผลว่าจะลาออกไปจากหมู่บ้านกันทั้งหมดเป็นการบีบหมู่บ้าน หวังโอ้วกุ้ยเศร้าใจที่ไม่มีวิธีหรือการปลอบโยนที่ดีกว่านี้มาโดยตลอด…
มีประสบการณ์การเชิญคนมาแล้ว หวังโอ้วกุ้ยเข้าใจหลักการอย่างหนึ่งแบบลึกซึ้ง จะทำการใดต้องมีความสามารถจะรับมือก่อน ดังนั้นเขาจึงให้ขาเป๋หม่าสอนทุกคนแกะสลัก น่าเสียดาย ขาเป๋หม่าเองก็มีความรู้งูๆ ปลาๆ สอนอะไรไม่ได้ดีนัก เพราะเรื่องนี้เองเขากับถานจวี่กั๋วถึงกับจะดึงผมตัวเองจนหมดหัว
วันนี้มีอาจารย์แกะสลักไม้มาถึงหน้าบ้านเลยเกิดความคิดขึ้น
ดังนั้นหวังโอ้วกุ้ยจึงพยักหน้า “ไผ่หนาวชั้นยอดนี้ให้พวกคุณได้ไม่มีปัญหา แต่ว่าเรื่องนี้ผมจัดการให้ไม่ได้”
“หือ?” ก่วนเสียงเฟิงตะลึงงัน ผู้ใหญ่บ้านบอกว่าจัดการให้ไม่ได้? หรือว่าซ่งเอ้อโก่วจะพูดความจริง?
“คุณอย่าตกใจไป ถ้าเป็นไผ่หนาวธรรมดา ผมให้คุณได้อยู่แล้ว แต่ไผ่หนาวชั้นยอดมีแค่บยอดเขาเอกดรรชนี นั่นเป็นของหลวงพี่ฟางเจิ้งเจ้าอาวาสวัดเอกดรรชนี เขาไม่พูด ใครก็ช่วยอะไรคุณไม่ได้” หวังโอ้วกุ้ยตอบ
ก่วนเสียงเฟิงใจสั่น ไม่คิดเลยว่าซ่งเอ้อโก่วจะพูดความจริง แต่ว่าเขาก็ยังเอ่ยด้วยความไม่ยอม “ผู้ใหญ่บ้าน รบกวนช่วยด้วยครับ ไหว้วานทีครับ”
…………………………………