บรรลุอรหันต์กับระบบพุทธองค์ - ตอนที่ 538 ตะโกนหยุดหน้าประตูวัดหลวงพี่
ก่วนเสียงเฟิงได้ยินดังนั้นพลันดีใจใหญ่ ร้องตะโกนบ้าคลั่งในใจ ‘เป็นไงล่ะไอ้ซ่งเอ้อโก่ว! เป็นไง! ไม่มีแกฉันก็เอาไผ่หนาวมาได้…ฮ่าๆ…ได้ไผ่หนาวแล้ว อยากเห็นจริงๆ ว่าหน้าเจ้านี่จะขาวจนเขียวยังไง เขียวจนคล้ำ คล้ำจนดำ! ฮ่าๆ…’
สิบกว่านาทีต่อมา
ก่วนเสียงเฟิงเดินขึ้นภูเขา ข้างหน้ามีผู้ชายคนหนึ่งเดินอยู่ นอกจากนี้ยังสวมหมวกลิ้นเป็ด เอามือไพล่หลัง เชิดหน้าขึ้น พูดน้ำลายกระเด็นว่า “บอกแกแล้วไง ฉันพาแกขึ้นเขามาก็จบแล้วไม่ใช่เหรอ ทำไมจะต้องไปพูดกับผู้ใหญ่บ้าน…แกดูสิ เดินไปรอบหนึ่งแล้วสุดท้ายก็เดินวนมาอยู่ในมือฉัน? ฉันก็บอกแล้วนี่ แกนี่นะ ยังหนุ่มยังแน่นไม่ฟังกันเลย…%¥…”
ก่วนเสียงเฟิงที่เดินตามหลังซ่งเอ้อโก่วหน้าทั้งขาวและคล้ำ…สุดท้ายดำมืด ในใจมีเพียงประโยคเดียว ‘ตบหน้ากันชัดๆ! ตบหน้าอย่างโจ่งแจ้ง!’
ขณะเดียวกันบนยอดเขา
“อาจารย์ เหตุใดท่านเอาไผ่กลับมาเยอะขนาดนี้?” เด็กแดงนั่งยองในลานวัด มองฟางเจิ้งนั่งปอกเปลือกไผ่
“เร็วๆ นี้พวกนายทำตัวดี อาจารย์เลยเตรียมของรางวัลให้” ฟางเจิ้งมองไผ่ในมือพลางพูดยิ้มๆ
“รางวัล? รางวัลอะไร?” เด็กแดงถามด้วยความตื่นเต้น
“เตียงนอนคนละเตียง!” ฟางเจิ้งตอบ
“จริงรึ?!” เด็กแดงตื่นเต้นแล้ว เขามาวัดเอกดรรชนีนานขนาดนี้ วัดเอกดรรชนีมีกุฏิแค่สองห้อง หนึ่งเป็นของหลวงตาหนึ่งนิ้ว ฟางเจิ้งทำความสะอาดห้องนั้นทุกวัน แต่ไม่ยอมให้ใครเข้าไปพัก อีกห้องของฟางเจิ้ง และก็ไม่อนุญาตให้คนอื่นพักเช่นกัน เว้นแต่ฟางเจิ้งไม่อยู่!
นอกจานั้นก็ห้องครัว เป็นที่ที่ลิงกับเด็กแดงปูพื้นนอน หมาป่าเดียวดายมีรังหมาป่าของตนแล้ว กระรอกก็มีคฤหาสน์เล็กที่นักศึกษาหม่าเจวียนที่ขึ้นเขามาในตอนแรกส่งมาให้ เทียบกันแล้ว ชีวิตลิงกับเด็กแดงถือว่าลำบากที่สุด แต่ว่าเมื่อก่อนลิงก็นอนในป่า ตอนนี้นอนในห้องครัวเลยรู้สึกว่าไม่เลว
แต่เมื่อก่อนเด็กแดงพักในถ้ำภูเขาใหญ่ เป็นราชาปีศาจ มีทุกอย่างครบครัน ตอนนี้ได้มานอนที่นี่อย่างกะทันหันเลยไม่สบายจริงๆ…ดีที่เขามีคุณสมบัติร่างกายราชาปีศาจ หนาวนิดร้อนหน่อยไม่เป็นไร เพียงแต่ก็ยังอยากได้เตียงนอน…จนในที่สุดตอนนี้มีแล้ว เขาย่อมดีใจใหญ่เป็นธรรมดา
ลิงได้ยินว่ามีเตียงก็เข้ามาใกล้ ถามว่า “อาจารย์ มีเตียงจริงๆ รึ?”
“แน่นอน อาจารย์จะทำเตียงให้พวกนายกับมือเลย” ฟางเจิ้งพยักหน้า
“อาจารย์ๆ! ศิษย์ก็อยากได้เตียง!” กระรอกกระโดดตามลงมา ยืนพูดบนบ่าฟางเจิ้ง
ฟางเจิ้งยิ้ม “วางใจ มีของนายแน่ มีกันทุกคน จิ้งฝ่า นายเองก็มีนะ”
หมาป่าเดียวดายได้ยินดังนั้นพลันฉีกยิ้มซื่อๆ
“ยิ้มอะไร? เหมือนว่าให้เตียงศิษย์พี่แล้ว ศิษย์พี่จะไม่นอนพื้นอย่างนั้นแหละ…” เด็กแดงพึมพำ
หมาป่าเดียวดายส่งสายตาค้อนฉบับหมาป่าเดียวดายให้เขา!
ฟางเจิ้งขี้เกียจจะสนใจตัวตลกพวกนี้ ตั้งแต่ที่เขาได้วิชาช่างไม้สมาธิมาจากระบบ เดิมทีคิดว่าวิชานี้เป็นเศษขยะ แต่พอนึกดูแล้วถ้าเป็นวิชานี้ จากนี้ก็จะถือว่ามีโต๊ะเก้าอี้เตียงตั่งครบสมบูรณ์ ชีวิตจะดีขึ้นมาก คิดได้แบบนี้ วิชานี้ก็ไม่เลวจริงๆ
ถึงอย่างไรวันนี้ฟางเจิ้งก็ว่าง ไหนๆ ก็ดูแลแล้วก็ทำเตียงให้พวกลูกศิษย์เสียเลย จะได้ลองฝีมือด้วย แต่ไม่ลองไม่รู้ พอลองกลับตกใจสะดุ้ง ในวินาทีที่เขาสัมผัสไผ่หนาว ข้อมูลทั้งหมดของไผ่หนาวพลันวูบผ่านในความคิด รวมถึงลายเส้นทั้งหมดของไผ่หนาวในมือ ตรงไหนแน่น ตรงไหนอ่อนนุ่ม ตรงไหนเหมาะจะลงมีด…ได้ข้อมูลทั้งหมดมาครบครัน!
ยังไม่ลงมือ ฟางเจิ้งก็คิดได้แล้วว่าจะจัดการไผ่หนาวจากบนลงล่าง ทุกส่วนเหมาะจะทำอะไรไว้ทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว! ความรู้สึกนั้นเหมือนเตรียมพร้อมอยู่ในใจมาแล้วจึงสงบลง มีความมั่นใจเต็มเปี่ยม
ไผ่หนาวบนเขายังไม่ถึงปี ไผ่ทั้งหมดก็คลุมด้วยเปลือกไผ่หนึ่งชั้น ฟางเจิ้งต้องแกะเอาเปลือกไผ่ออกก่อน ถึงหยิบมีดถางป่ามา แม้มีดถางป่าจะเก่าแล้ว แต่คมมีดยังสว่างแวววาว คมกริบอย่างยิ่ง นี่ก็เป็นอาวุธในหลายชิ้นที่วัดเอกดรรชนีมี! ตอนนั้นที่หลวงตาหนึ่งนิ้วบุกเบิกภูเขาเอกดรรชนี นี่ก็เป็นขุนนางที่สร้างคุณูปการครั้งใหญ่
“อาจารย์ ท่านจะใช้ไอ้นี่? ท่านมั่นใจนะว่าจะทำเตียงให้เรา ไม่ได้จะทำโลงศพให้เรา?” เด็กแดงเข้ามาใกล้ วัดมีดถางป่าที่ยาวครึ่งตัวเขา
ฟางเจิ้งยิ้มแห้งๆ “อาจารย์ก็อยากได้มีดที่ดีกว่านี้ แต่ว่าไม่มี! ใช้ไปก่อนเถอะ ดีเลวยังไงก็เป็นมีด”
เด็กแดงจะพูดบางอย่างก็ได้ยินเสียงตะโกนด้วยความโมโหดังมาจากนอกประตูวัด “หยุด!”
คนที่ตะโกนคือก่วนเสียงเฟิงที่ขึ้นเขามากับซ่งเอ้อโก่ว วัดเอกดรรชนีใหญ่ขนาดนี้ ยืนอยู่หลังประตูวัดยังเห็นชัดว่าฟางเจิ้งถืออะไรในมือ! สีเขียวมรกตดั่งหยกแข็งโปร่งใส! ท่อนแนวขวางไม่ใช่สี่เหลี่ยม แต่แน่นอย่างยิ่ง อย่างกับหินหยก! ไผ่แบบนี้อย่าว่าแต่ไม่เคยเห็นเลย กระทั่งไม่เคยได้ยิน! ไม่ต้องแปรรูปก็เป็นผลงานศิลปะที่สมบูรณ์แบบแล้ว! แต่หลวงจีนบ้านี่หยิบมีดที่ใหญ่กว่ามีดฆ่าหมูมาฟัน! นี่จะทำฟืน? เกินไปแล้ว! สิ้นเปลืองเกินไปแล้ว!
อยู่ข้างนอกเป็นของหายาก แต่เจ้านี่ใช้สิ้นเปลืองแบบนี้! ทำลายของสวรรค์ กฎแห่งสวรรค์ยากจะให้อภัย! ก่วนเสียงเฟิงเกิดอาการหัวร้อน ลืมว่าตนมาขอร้องจึงตะโกนออกไป!
ฟางเจิ้งขมวดคิ้ว ถิ่นตน เขาทำอะไรต้องสนใจคนอื่นตั้งแต่เมื่อไร? หันไปมองก็เห็นคนหนึ่งยืนข้างซ่งเอ้อโก่ว สวมเสื้อเชิ้ตสีดำ ร่างกำยำ ไว้หนวดเคราและจอนผมคู่กับผมเปียหางม้า…ฟางเจิ้งไม่แปลกตากับลักษณะแบบนี้ เขาเห็นในอินเทอร์เน็ตบ่อยครั้ง ปกติคนพวกนี้จะทำงานด้านศิลปะ เล่าลือว่าแบบนี้ค่อนข้างเหมือนปรมาจารย์ศิลปะ ผู้ชายไว้ผมยาวฟางเจิ้งไม่ได้คิดอะไร คนโบราณก็ไว้ผมยาว ปกติไม่ถือว่าเป็นเรื่องอะไร ขอแค่อย่าด่าแม่ก็พอ
เด็กแดงได้ยินเสียงตะโกนก็ไม่พอใจ เงยหน้าขึ้นพูดไปว่า “ไอ้พวกสตรี ตะโกนอะไรกัน? ไม่เห็นรึว่าอาจารย์ข้ากำลังทำงานอยู่?”
‘พรวด!’ ซ่งเอ้อโก่วขึ้นเขาเป็นประจำ รู้ว่าบนเขาขาดอะไรเลยเอากาน้ำมาด้วย อากาศร้อนจริงๆ จึงโบกพัดลดอุณหภูมิไปพลางดื่มน้ำไปพลาง แต่ก็ต้องพ่นน้ำออกมาทั้งหมด…สำลักจนน้ำตาไหล จากนั้นอดหัวเราะเสียงดังไม่ได้
ก่วนเสียงเฟิงโกรธจนลูกตาแทบถลน ต่อว่าด้วยความโมโห “ทำไมเด็กพูดจาแบบนี้? ไว้ผมยาวก็ไม่ได้แปลว่าเป็นผู้หญิง ศิลปินก็เป็นแบบนี้แหละ!”
“เจ้าพูดแบบนี้ข้าก็นึกออกแล้ว เมื่อก่อนเคยเห็นศิลปินไว้ผมเปียหางม้าจริงๆ” เด็กแดงเกาหัวด้วยความเก้อเขิน
ก่วนเสียงเฟิงแค่นเสียงขึ้นจมูกสองที “เห็นแก่นายเป็นเด็กนะ ไม่อยากจะเอาเรื่องนาย”
“อ้อ ใช่สิ เจ้าเองก็…เหมือนกันนี่?” เด็กแดงกะพริบตาโตเอ่ยถาม
ก่วนเสียงเฟิงจะพูดก็เก็บกลับไป ระบายความโกรธไม่ได้เลยกลั้นจนหน้าแดง ด่าทอในใจยกใหญ่ ‘เด็กบ้าบ้านไหนวะ? พูดจาดีๆ ไม่เป็นรึไง? ไปเรียนคำพูดบ้าบอแบบนี้มาจากไหน?’
…………………………………