บรรลุอรหันต์กับระบบพุทธองค์ - ตอนที่ 540 เสแสร้งจะถูกฟ้าผ่า
ยิ่งฟัง ก่วนเสียงเฟิงยิ่งทุกข์ใจ ศิษย์อาจารย์สารเลวนี่กำลังทำลายวัตถุสวรรค์จริงๆ! เขาเกิดอาการหัวร้อน ปีนสันกำแพง แต่ได้ยินเสียงแกรกดังขึ้น เห็นได้ชัดว่าตัดไผ่หนาวในมีดเดียว เพลิงโทสะตีขึ้นมาในใจ ขณะจะตะโกนห้ามนั้น…
เห็นหลวงจีนรูปนั้นใช้มือถือคมมีด แต่ไม่ใช้ด้ามมีด อีกมือถือไผ่หนาวท่อนหนึ่ง นัยน์ตาเป็นสมาธิอย่างยิ่ง สีหน้าท่าทางใจจดจ่อและเคร่งขรึมนั้นมีผลแผ่กระจายอย่างยิ่ง ก่วนเสียงเฟิงกลืนคำพูดตรงริมฝีปากไป เพราะเขาพบว่าตอนนี้แววตาหลวงจีนนี่คุ้นตาเขาอย่างยิ่ง! ตอนอาจารย์เขาเจียงโจวแกะสลักก็มีลักษณะแบบนี้ ลืมทุกสิ่ง ในดวงตามีเพียงสิ่งที่จะแกะสลัก! กระทั่งลืมมีด มีดก็คือมืด!
‘นี่…จะเป็นไปได้ยังไง? หลวงจีนนี่ไม่น่าจะแกะสลักเป็นถึงจะถูก?’ ก่วนเสียงเฟิงกลืนน้ำลายลงคอ พึมพำในใจอย่างเหลือเชื่อ ขณะเดียวกันยังหลอกตัวเองอยู่ตลอดว่า ‘เป็นไปไม่ได้ แค่หลวงจีนในป่าเขา น่าจะไม่เข้าใจการแกะสลักสิ จะต้องเสแสร้งอยู่แน่ๆ…’
ทว่าเขายังไม่ทันคิดจบ ฟางเจิ้งลงมือแล้ว มีดใหญ่ในมือเขาเปลี่ยนไปไม่หยุดราวกับผีเสื้อร่ายรำท่ามกลางดอกไม้ เดี๋ยวมีดสั้นมีดยาว เปลี่ยนแปลงอย่างอิสรเสรี ปลายมีดและคมมีดกรีดบนไผ่หนาวในมุมที่ต่างกัน เห็นไผ่หนาวทรงโค้งในตอนแรกถูกฟางเจิ้งตัดอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นวัตถุดิบไม้กระดาน! นี่คือไผ่หนาว เนื้อไผ่ต้องหนาอย่างยิ่งถึงทำแบบนี้ได้
พวกนอกวงการต่างมุงดู กระรอก หมาป่าเดียวดาย ลิงและเด็กแดงเห็นถึงตรงนี้ก็คิดว่าฟางเจิ้งมีฝีมือดีมาก เขาจัดการไผ่หนาวได้อย่างคล่องแคล่ว ตัดจนเป็นไม้กระดานได้สบายๆ! ทั้งยังมีภาพลวดลายในตัวมันเอง ชัดเจนมาก สวยงาม! ประหนึ่งไม้กระดานทำจากหยกจริงๆ งดงามมาก!
ก่วนเสียงเฟิงเป็นคนอยู่ในวงการ พอฟางเจิ้งวางมือลงเขาก็ตาค้าง! แม้จะไม่เคยเห็นทักษะการใช้มีดของฟางเจิ้งมาก่อน ทว่าเขาก็ยังใช้ทักษะอื่นเป็นอยู่บ้าง! แต่เทียบกับฟางเจิ้งแล้ว เขามันขยะพิการ! ต่อให้เป็นอาจารย์เขาก็ยังไม่มีทางเทียบกับหลวงจีนนี่ได้!
ทักษะของเจียงโจวไม่ใช่ความเร็ว แต่เป็นความมั่นคงอย่างมาก มั่นคงดั่งเครื่องจักร ภายใต้การบรรจงแกะสลักจะปรับปรุงสิ่งที่ดีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้นได้ เขาจะแกะสลักของชิ้นหนึ่งนานมาก เร็วสุดหลายเดือน แต่งานที่ทำออกมาย่อมเป็นงานคุณภาพ
แต่หลวงจีนนี่…ไม่เพียงแค่เร็ว แต่ยังมั่นคงเช่นกัน! ถึงจะทำแค่ไม้กระดาน แต่ลวดลายบนไม้กระดานกลับเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ไม่ถูกฝีมือคนทำลายแม้แต่น้อย ภาพที่ลวดลายร่างออกมาขับเคลื่อนด้วยฝีมือคน ทำให้สมจริงยิ่งกว่าเดิม ชัดกว่าเดิม สวยงาม! แฝงไว้ด้วยความลี้ลับของธรรมชาติ!
ก่วนเสียงเฟิงไม่รู้ว่าควรพูดอะไรแล้ว สุดท้ายพ่นออกมาสี่คำด้วยอาการมึนงง “ทักษะขั้นเทพ!”
“ใครน่ะ?!” หมาป่าเดียวดายเงยหน้าขึ้นเห่า
“เชี่ย! หมาป่าพูดได้!” ก่วนเสียงเฟิงตกใจจนมืออ่อนจึงตกลงมาจากสันกำแพง ล้มลงบนพื้น ไม่สนแล้วว่าเจ็บก้นแค่ไหนแต่สับขาวิ่งหนีไป…ไม่คิดถึงฝีมือแกะสลักหรือไผ่หนาวอะไรนั่นแล้ว คิดแค่รีบวิ่ง!
สรุปวิ่งไปได้ไม่ไกลก็ถูกซ่งเอ้อโก่วขวางเอาไว้ “แกเจอผีมารึไง ถึงวิ่งบ้าบอแบบนี้?”
ซ่งเอ้อโก่วตกใจกับสีหน้าก่วนเสียงเฟิงเช่นกัน ดูจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ถ้าวิ่งลงเขาไปไม่แน่ว่าอาจจะดิ่งลงไป
ก่วนเสียงเฟิงหันไปชี้วัดเอกดรรชนีพลางพูดสะอื้นไห้ “หมาป่า…หมาป่า…”
“ฉันรู้ว่านั่นคือหมาป่า หมาป่าเหมือนพันธุ์ฮัสกี้ น่ารักจะตาย” ซ่งเอ้อโก่วกล่าว
“ไม่ใช่ หมาป่านั่นมีสติปัญญา มันพูดได้!” ก่วนเสียงเฟิงเอ่ยด้วยอาการร้อนรน
“แกฟังหมาเข้าใจ? พูดมาเถอะ ร่างจริงแกเป็นใครกันแน่?” ซ่งเอ้อโก่วพูดหยอกล้อ
“ไม่ใช่ มันพูดภาษาคน!” ก่วนเสียงเฟิงร้อง
ซ่งเอ้อโก่วตะลึงงันก่อนกลอกตา “ถุย! แกหูแว่วรึเปล่า? หมาป่านั่นอยู่บนเขามานานมาก พวกเรารู้จักมันดี มีนิสัยคน ฉลาดมาก แต่พูดภาษาคน? แกละเมอรึเปล่า? หรือว่าเป็นไข้แดดเลยเกิดภาพหลอน?”
ก่วนเสียงเฟิงได้ฟังซ่งเอ้อโก่วพูดแบบนี้พลางมองสีหน้าจริงจังมากของอีกฝ่าย ความตกใจและลนลานก็ค่อยๆ สงบลง นึกถึงสภาพการณ์ของตนเมื่อครู่ คงจะตกใจกับฝีมือของหลวงจจีนนั่นจนเหม่อลอย อาจจะหูแว่วจริงๆ
“เอาละ แกทำแบบนี้คงไม่ได้ไผ่หนาวแล้ว ไปเถอะ…” ซ่งเอ้อโก่วส่ายหน้าก่อนลงเขาไป
ก่วนเสียงเฟิงหันไปมองไผ่เขียวมรกตเหล่านั้น ทำใจจากไม่ได้! ทว่าจะให้เขากลับวัดเอกดรรชนีอีกครั้งก็กลัวนิดๆ…เลยตามซ่งเอ้อโก่วไป เอ่ยว่า “สหายซ่ง คือว่า ฉันยอมสอนขาเป๋หม่าแกะสลักก็ได้ แต่นายต้องช่วยฉันขอไผ่หนาวมาสักท่อนตกลงไหม?” วิธีของก่วนเสียงเฟิงง่ายมาก บนเขามีหลวงจีนเจ๋งขนาดนี้ ถ้าพวกชาวบ้านรู้ใครจะมาขอร้องเขา? ถึงตอนนั้นเขาจะไม่ได้ผลประโยชน์แม้แต่ขนไก่ จึงอาศัยจังหวะที่ไม่มีใครรู้รีบลงมือ ตักตวงได้เท่าไรก็เท่านั้น
ซ่งเอ้อโก่วได้ยินดังนั้นก็หันไปชำเลืองตามองก่วนเสียงเฟิงทีหนึ่ง หัวเราะเบาๆ ก่อนพูดอย่างแน่วแน่ “ไม่ต้องแล้ว!”
“ทำไม? ไผ่หนาวพวกนายดีจริงๆ แต่ฝีมือพวกนาย ชาตินี้คงขายไม่ได้ราคาสูง” ก่วนเสียงเฟิงเอ่ย
“แกคิดว่าแกแกะสลักเป็นคนเดียว?” ซ่งเอ้อโก่วถามเย้ยเยาะ
“หมายความว่าไง?” ก่วนเสียงเฟิงใจสั่น หรือว่าซ่งเอ้อโก่วก็เห็นฝีมือของหลวงจีนนั่น?
“ไม่มีอะไร แกคิดว่าแกปีนกำแพงได้ แล้วฉันจะดูตรงซอกประตูไม่ได้? ฮ่าๆ…ไม่นึกเลยว่าเจ้าอาวาสฟางเจิ้งจะเก่งขนาดนี้ โคตรสุด ฉันจะมาขอร้องแกทำไม? แกเป็นพวกเข้าใจงูๆ ปลาๆ ยังไม่คู่ควรถือรองเท้าให้เจ้าอาวาสฟางเจิ้งด้วยซ้ำ! อืม พรุ่งนี้พาขาเป๋หม่ามาขอเรียนดีกว่า ฮ่าๆ…” ซ่งเอ้อโก่วหัวเราะมีความสุข ทว่าในใจกลับรู้สึกไม่ดี ฟางเจิ้งเป็นคนแดนสนธยา จะสอนคนอื่นแกะสลักได้จริงๆ หรือ? นี่คือปัญหา
ก่วนเสียงเฟิงได้ยินดังนั้นก็ยิ่งมั่นใจว่าซ่งเอ้อโก่วอยู่ในเหตุการณ์เมื่อครู่ เขาไม่ได้ยินหมาป่าเดียวดายพูด เช่นนั้นก็มั่นใจได้ว่าเป็นภาพลวงตา ดังนั้นจึงวางใจลงสบายๆ ทว่าพอนึกถึงไผ่หนาวก็ต้องเต็มไปด้วยความรู้สึกจิตตก
ซ่งเอ้อโก่วไม่สนว่าก่วนเสียงเฟิงจะคิดอะไร ขอในสิ่งที่ควรขอแล้ว แต่เจ้านี่ไม่คว้าโอกาสเอาไว้เองจะโทษเขา? ตอนนี้มีคนที่มีฝีมือดีกว่าให้เรียนได้ ทำไมจะต้องมาพูดไร้สาระกับก่วนเสียงเฟิง?
ซ่งเอ้อโก่วลงเขาไปอย่างมีความสุข ก่วนเสียงเฟิงก้มหน้าลง ทำหน้าเหงาหงอยเศร้าซึม เขาสำนึกเสียใจจริงๆ ตอนแรกถ้าไม่วางมาดเสแสร้งใส่คนอื่นและสอนขาเป๋หม่านิดหน่อยก็จะได้ทุกอย่างแล้วไม่ใช่หรือ? เสียใจ! น่าเสียดายโลกนี้ไม่มียาสำนึกเสียใจ ต่อให้ไม่ยอมกว่านี้ก็ไม่มีประโยชน์…
ก่วนเสียงเฟิงเดินไปพลางถอนหายใจไปพลาง ปลงอนิจจังในใจไม่หยุด ‘ครั้งนี้ฉันแม่งโง่จริงๆ! เฮ้อ…เหนือคนยังมีคน เหนือฟ้ายังมีฟ้าจริงๆ เสแสร้งมากไปก็ถูกฟ้าผ่า เฮ้อ…’
เมื่อลงเขามา ทั้งสองคนตรงไปที่บ้านหวังโอ้วกุ้ยโดยไม่ต้องนัดหมาย
ก่วนเสียงเฟิงไปหาหวังโอ้วกุ้ย ดูว่ายังมีทางอื่นจะได้ไผ่หนาวอีกหรือไม่ เขาไม่ขอต้นหนึ่ง แต่แค่ท่อนหนึ่งก็ยังดี!
…………………………..………