บรรลุอรหันต์กับระบบพุทธองค์ - ตอนที่ 539 ผ่าฟืน
ฟางเจิ้งเองก็ตกใจกับคำพูดของเด็กแดงมาก รีบลากเขาไปอีกด้าน ยืนขึ้นประนมสองมือกล่าว “อมิตาพุทธ ประสกอย่าถือโทษ ถึงศิษย์อาตมาคนนี้อายุไม่น้อยแล้ว แต่ก็ยังมีนิสัยเด็ก”
“อายุไม่น้อย?” ก่วนเสียงเฟิงงุนงง มองเด็กที่ผิวพรรณอ่อนนุ่มราวกับรูปปั้นแกะสลักหยกแล้ว มองอย่างไรก็เป็นเด็กน้อยอายุไม่กี่ขวบ จะบอกว่าเขาเป็นคนโง่? ก่วนเสียงเฟิงหัวเราะแห้งๆ สองที อยากจะเย้ยเยาะ แต่เมื่อกวาดสายตามองไผ่หนาวบนพื้นแล้วพลันนึกขึ้นได้ว่าตนมาขอ ไม่ใช่มาหาเรื่องทะเลาะ จึงสูดลมหายใจเข้าลึกและเอ่ยว่า “ช่างเถอะ ผมไม่ถือสาเด็กน้อยหรอก”
“ข้าก็ไม่ถือสาเด็กน้อยเช่นกัน” เด็กแดงทำเสียงหึๆ เลียนแบบคำพูดก่วนเสียงเฟิง
ก่วนเสียงเฟิงมองฟางเจิ้งด้วยความไม่พอใจ ความหมายในแววตาชัดเจนมาก คุณไม่จัดการเด็กนี่หน่อยหรือ?
ฟางเจิ้งหัวเราะฝืนๆ ในใจ จะจัดการอย่างไร? เด็กแดงไม่ได้พูดอะไรผิด! เทียบกับเขาแล้วนอกจากที่ตัวใหญ่กว่าเด็กแดง เครายาวกว่าเด็กแดงแล้ว เทียบกันที่อายุ เขายังเป็นหลานเด็กแดงไม่ได้เลย…แต่ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร
ซ่งเอ้อโก่วหายใจสบายแล้ว เห็นก่วนเสียงเฟิงยังหาเรื่องฟางเจิ้งจึงยกมือตบบ่าก่วนเสียงเฟิง “ตกลงแกจะเอาไผ่หนาวไหม? มาขอคนอื่นมีแบบแกด้วยเหรอ? เล่าปี่จะเชิญขงเบ้งยังต้องไปเยือนด้วยความจริงใจหลายครั้ง แต่แกมาขอของ ทำไมถึงขอแบบนี้?”
ฟางเจิ้งได้ยินดังนั้นก็งุนงง เอ่ยถาม “ขอของ? ขออะไร?”
ซ่งเอ้อโก่วเล่าเรื่องของก่วนเสียงเฟิงให้ฟัง รวมถึงเรื่องที่ก่วนเสียงเฟิงดูถูกขาเป๋หม่าทั้งหมด ก่วนเสียงเฟิงฟังตอนแรกยังคิดว่าซ่งเอ้อโก่วช่วยพูดให้ แต่ฟังไปฟังมาชักแปลกๆ แม้จะเป็นความจริง ทว่าทำไมต้องเลือกพูดสิ่งไม่ดีด้วย! จึงถลึงตาดื้อดึง อยากจะฉีกทึ้งไอ้บ้านี่ใจจะขาด!
เดิมทีฟางเจิ้งไม่รู้ว่าเจียงโจวทำอะไร พอได้ยินซ่งเอ้อโก่วพูดแบบนี้ถึงรู้ว่าเจียงโจวเป็นอาจารย์แกะสลัก ดูท่าคงมีภูมิหลังไม่เบาด้วย พอนึกถึงตรงนี้ ฟางเจิ้งยิ้มให้ก่วนเสียงเฟิง “ประสกอยากได้ไผ่หนาวเพื่อเอาไปให้อาจารย์?”
ก่วนเสียงเฟิงเห็นฟางเจิ้งยิ้มเจิดจรัสและอบอุ่นแบบนี้ก็ถอนหายใจโล่งอก คิดในใจว่า ‘ดูท่าเรื่องนี้คงสำเร็จแน่’ ดังนั้นเขาเลยพยักหน้าถี่ๆ “ครับ รบกวนไต้ซือสนับสนุนด้วย”
ฟางเจิ้งยิ้มอบอุ่น ตอบเรียบๆ ว่า “ไม่ให้!”
“เอ่อ…” ก่วนเสียงเฟิงตาค้าง แคะหูดูด้วยคิดว่าฟังผิดไป
“จิ้งซิน ส่งแขก” ฟางเจิ้งพูดจบก็หมุนตัวกลับทำงานไผ่ต่อ เตรียมจะทำเตียง ส่วนจะให้ไผ่หนาวกับก่วนเสียงเฟิง? ตลก เขาไม่ได้ติดค้างก่วนเสียงเฟิง ในทางตรงข้ามเจียงโจวติดค้างชีวิตฟางเจิ้ง! แถมยังติดค้างอาหารและที่พักชาวบ้าน…เขาติดค้างหนี้ แต่ศิษย์เขาไม่ยอมแม้แต่ชี้แนะการแกะสลักให้ชาวบ้าน คุณลักษณะแบบนี้ ฟางเจิ้งจะให้ไผ่หนาวก่วนเสียงเฟิงได้อย่างไร?
เด็กแดงได้ยินดังนั้นพลันยิ้มร่าเริง วิ่งเข้ามาอย่างว่านอนสอนง่าย ชี้ไปข้างนอกพลางตะโกนเสียงดัง “ประสก เชิญ!”
“นี่…ฉันไม่ไป!” ก่วนเสียงเฟิงปะทุอารมณ์ร้ายของวัยเช่นกัน อากาศร้อนตอนบ่ายสอง เขาฝ่าดวงตะวันที่ร้อนที่สุดของวันขึ้นเขามา แทบจะนอนราบอยู่แล้ว แต่อีกฝ่ายเอ่ยประโยคเดียวก็จะไล่เขาไป? อย่าหวัง!
“เจ้าไม่ไป? คิดให้ดีล่ะ ตอนนี้ข้าเชิญเจ้าไป ถ้าเจ้ายังทำตัวไร้ยางอาย ข้าจะเรียกให้ศิษย์พี่ข้ามาเชิญเจ้าออกไป” เด็กแดงกอดอกพลางทำเสียงขึ้นจมูกสองที
“ใครมาฉันก็ไม่ไปทั้งนั้น!” ก่วนเสียงเฟิงแค่นเสียงขึ้นจมูกสองทีพลางมองแผ่นหลังฟางเจิ้ง เอ่ยด้วยความแน่วแน่อย่างยิ่ง
“ความกล้าหาญน่าชมเชย แกดื้อดึงอยู่นี่แหละ ฉันไปก่อนล่ะ” ซ่งเอ้อโก่วฟังน้ำเสียงเด็กแดงแล้วพลันเข้าใจความหมายจึงหนีไป
ก่วนเสียงเฟิงงงงัน ขมวดคิ้วแน่น ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ใครกันถึงน่าตกใจขนาดนี้? หรือว่าเขากล้าทำร้ายคน?
“ศิษย์พี่ ถึงตาท่านออกโรงแล้ว” ตอนนี้เองเด็กแดงตะโกนเรียก
ต่อมาหมาป่าตัวใหญ่เท่าลูกวัวคลานออกมาจากในโพรงหมาป่า แยกเขี้ยว หน้าตาดุร้าย กลิ่นอายสังหารคละคลุ้ง มองจนก่วนเสียงเฟิงเหมือนตกไปในอุโมงค์น้ำแข็ง ขนลุกเป็นตุ่มๆ ไปทั้งตัว แข้งขาอ่อนยวบ
‘โบร๋ว…’ หมาป่าเดียวดายหอนเสียงดังถึงขอบฟ้า
ก่วนเสียงเฟิงกรีดร้องก่อนหมุนตัววิ่ง ศักดิ์ศรีเมื่อครู่หายไปหมดแล้ว!
เด็กแดงเห็นดังนั้นก็เบะปาก “ตัวโตอย่างกับม้า ใจเสาะเช่นนี้ มีกล้ามเนื้อเป็นก้อนๆ ไว้เพื่ออะไร?”
ก่วนเสียงเฟิงวิ่งออกจากวัดเอกดรรชนี หันไปมองพบว่าหมาป่าน่าสะพรึงนั่นไม่ได้ตามมาจึงถอนหายใจโล่งอก ซ่งเอ้อโก่วที่อยู่ไกลออกไปนั่งลงตากลมอยู่ใต้ร่มเงาไม้ เห็นก่วนเสียงเฟิงวิ่งออกมาจึงแสยะปาก ทำหน้าตาเย้ยเยาะ…
ก่วนเสียงเฟิงมองซ่งเอ้อโก่วก่อนมองวัดข้างหลัง จะให้ไปแบบนี้? ลงเขาไปอย่างห่อเหี่ยวแบบนี้? เขาไม่ยอม! ไม่ใช่เพื่ออาจารย์เจียงโจว แต่เพื่อไผ่นั่น เขาไม่ยอมลงเขาไปแบบนี้แน่ ไผ่ที่สมบูรณ์แบบขนาดนั้นอาจจะเห็นแค่ครั้งเดียวในชีวิต! เขาเชื่อว่าได้ไผ่นั่นมา เขากลับไปแปรรูปอีกเล็กน้อย อันดับหนึ่งในการสอบเรียนจบก็เป็นเรื่องสบายๆ แล้ว ถึงตอนนั้นเจียงโจวไม่อยากรับเขาเป็นศิษย์ก็ไม่ได้ นี่คือกฎ!
ในทางตรงข้าม ถ้าไม่ได้ที่หนึ่ง ถ้าเขาอยากเป็นศิษย์เจียงโจวก็ยากแล้ว
คิดถึงตรงนี้ ก่วนเสียงเฟิงกัดฟันเดินไปทางวัด บนภูเขาฟางเจิ้งมีไผ่หนาวไม่น้อย ไกลออกไปเป็นผืนใหญ่ นอกวัดก็มี ตอนที่เพิ่งมาเขาจ้องแต่วัด ไม่ทันสังเกตเลย ตอนนี้มองดีๆ ยิ่งมองยิ่งชอบ ยิ่งมองยิ่งตื่นเต้น
‘เราแอบตัดไปสักอันน่าจะไม่มีปัญหา…’ ก่วนเสียงเฟิงคิดในใจ แต่พอคิดก็รู้สึกว่ามีดวงตาคู่หนึ่งจ้องเขาเขม็งจากข้างหลัง ไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าเจ้าของดวงตาคู่นั่นต้องเป็นซ่งเอ้อโก่วสมควรตายนั่นแน่!
มีซ่งเอ้อโก้วจ้องอยู่เขาย่อมขโมยไม่ได้ ทว่าเขาก็ไม่ยอม!
คิดไปคิดมาก็ยังไม่มีวิธี เลยเดินเตร่นอกวัดจนเดินอ้อมมาหลังลานวัดโดยไม่รู้ตัว ได้ยินเสียงตัดไผ่ดังปักๆ แว่วมาจากในวัด ฟังจากเสียงดังกังวานนั้นแล้ว หัวใจเขาเหมือนกำลังหลั่งเลือด! ไผ่ดีขนาดนั้นถูกผ่าจริงๆ!
ขณะเดียวกันตามมาด้วยเสียงเด็กดื้อ “อาจารย์ ท่านลงมือหนักเกินไปแล้ว ฟันทีเดียวขาดสองท่อนเลย ท่านทำเตียงให้เรา ข้าอยากได้สวยๆ หน่อย ท่านอย่าทำมั่วๆ ให้พวกเรานะ”
เสียงฟางเจิ้งดังขึ้น “ทำมั่วๆ? วางใจได้ อาจารย์ฝีมือดี”
“ฝีมือดี?” ก่วนเสียงเฟิงหัวเราะเยาะในใจ ตั้งแต่เล็กจนโตเขาเคยเห็นคนที่แกะสลักมาเยอะมาก ช่างไม้ก็เห็นมาไม่น้อย แต่ใช้มีดถางป่าทำเครื่องเรือน? ล้อเล่นรึเปล่า? มีดใหญ่ขวานใหญ่ใช้ตัดเท่านั้น แล้วจุดที่ละเอียดจะจัดการอย่างไร?
ตอนนี้เอง เด็กดื้อพูดถากถางว่า “อาจารย์ ถ้าข้าจำไม่ผิด ตอนโต๊ะเราพัง ท่านใช้ค้อนตอกตะปูไม่กี่ดอกเองนี่ แถมยังตอกจนแหก…”
ฟางเจิ้งได้ยินดังนั้นก็หน้าแดง กระแอมไอไปที “ตอนนั้นก็คือตอนนั้น ไม่เหมือนกัน หลบไป ไผ่หนาวหนามาก ต้องใช้แรงตรงส่วนรากหน่อย”
“อาจารย์ เหตุใดข้ารู้สึกว่าท่านกำลังผ่าฟืน?”
“ผ่าฟืนอะไร? ตัดมันได้ก็พอแล้ว”
………………………….……