บรรลุอรหันต์กับระบบพุทธองค์ - ตอนที่ 542 ตีให้ตายก็ไม่เปลี่ยน
เด็กแดงได้ยินดังนั้น ใบหน้าเล็กหมดความอดทนในทันที จากนั้นมองลิงที่เมื่อครู่ยังเหมือนนักบวชชราเข้าฌานกะพริบตายิ้มชั่วร้าย ท่าทางชั่วร้ายแบบนั้นเขาอยากเข้าไปตบสักทีจริงๆ ให้มันเข้าใจว่าใครที่เป็นราชาภูเขาใหญ่! น่าเสียดายมีฟางเจิ้งอยู่ด้วยเขาจึงไม่กล้า ได้แต่มองฟางเจิ้งเศร้าๆ “อาจารย์…ถะ…ถ้าอย่างนั้นเตียงข้าขอสวยๆ แบบนี้ด้วยเถอะ”
ฟางเจิ้งยิ้มบอก “เห็นแก่ที่นายมีการพัฒนาเล็กน้อยนะ วางใจเถอะ เตียงนายไม่แย่หรอก ไปตักน้ำเถอะ ในโอ่งพุทธแทบไม่มีน้ำแล้ว”
เด็กแดงได้ยินฟางเจิ้งพูดแบบนี้พลันดีใจใหญ่ กระโดดโลดเต้นแบกถังใหญ่สองถังลงเขาไป
รอจนเด็กแดงขึ้นเขามา หลังลานวัดไม่มีร่างเงาฟางเจิ้งแล้ว เห็นเพียงลิงนั่งอยู่ตรงนั้น พูดเบาๆ ว่า “ไม่ต้องหาหรอก อาจารย์ไปพักร้อนในป่าไผ่ เตียงศิษย์น้องเสร็จแล้ว อยู่ในครัว”
“จริงรึ?!” เด็กแดงได้ยินดังนั้นพลันดีใจใหญ่ พุ่งเข้าไปในครัวทันที ลิงชำเลืองตามองแผ่นหลังเด็กแดงทีหนึ่งก่อนแอบหัวเราะเหอะๆ
จากนั้น…
“อาจารย์! เหตุใดท่านทำแบบนี้! ข้าจะเอาเรื่องท่านให้ถึงที่สุด!” ตามด้วยเด็กแดงพุ่งออกมา ตะโกนเสียงดังพลางพุ่งเข้าไปในป่าไผ่
แทบเป็นขณะเดียวกัน ประตูหลังเปิดออก ฟางเจิ้งเดินเข้ามา ในมือถือลูกประคำ ยิ้มหยีตาพูดว่า “ศิษย์ เมื่อกี้นายตะโกนอะไร? จะเอาเรื่องอาจารย์ให้ถึงที่สุดหรือ?”
เด็กแดงเห็นรอยยิ้มชั่วร้ายของฟางเจิ้งแล้วใจสั่น กลืนน้ำลายลงคอก่อนตอบไป “อาจารย์ ท่านหูแว่ว ข้าจะพูดจาแบบนั้นได้อย่างไร? ข้าจะบอกว่า…ข้าเข้าใกล้ท่านไปอีกแล้ว อมิตาพุทธ ประเสริฐๆ”
ฟางเจิ้งเห็นเด็กแดงมีท่าทีแบบนี้ก็ยิ้มพอใจ “พอใช้ได้ พูดมาเถอะว่ามีเรื่องอะไร?”
เด็กแดงรีบพุ่งเข้าไปในครัว ชี้เปลเด็กที่เสริมด้วยไม้กระดานใหญ่ซึ่งแขวนอยู่บนคาน เอ่ยด้วยสีหน้าคับอกคับใจ “อาจารย์ นี่คือเตียงที่ทำให้ข้า? ไหนบอกว่าเตียง? ข้าอายุพันกว่าปีแล้ว ท่านให้ข้านอนไอ้นี่?” พูดถึงจุดเจ็บปวด เด็กแดงขบฟันจนเสียงดังกึกๆ
ฟางเจิ้งเอามือไพล่หลัง มองเปลเด็กนั้นพลางพยักหน้า “มันเล็กไปหน่อยจริงๆ ถ้าไม่อย่างนั้นให้อาจารย์ทำให้ใหญ่กว่านี้หน่อยไหม?”
“ไม่ใช่ปัญหาเรื่องขนาด! ข้าเป็นผู้ใหญ่แล้ว! ข้าอยากนอนเตียง! ไม่อยากนอนเปลเด็ก!” เด็กแดงร้องโวยวายด้วยความอึดอัดใจ
“อ้อ นายเป็นผู้ใหญ่แล้ว” ฟางเจิ้งพูด
“ใช่ เป็นผู้ใหญ่มากด้วย เพียงแค่ร่างกายโตช้าเท่านั้น” เด็กแดงตบหน้าอกเล็กพร้อมพูดอย่างแน่วแน่
ฟางเจิ้งพูดต่อ “ในเมื่อเป็นผู้ใหญ่แล้ว เช่นนั้นจากนี้นายจะต้องทำงานในวัดให้มากขึ้น…”
“อาจารย์!” เด็กแดงร้องขัดคำพูดฟางเจิ้งโดยพลัน
“อะไร?” ฟางเจิ้งถามซื่อๆ
เด็กแดงเอ่ยด้วยความจริงจังอย่างยิ่ง “ในเผ่าปีศาจพวกเรา พันปียังเป็นเด็กน้อย ข้าคิดๆ ดูแล้ว ข้าก็ควรจะนับตามมาตรฐานของเผ่าปีศาจ”
ฟางเจิ้งมองเปลเด็ก “แล้วเปลนี่?”
“อืม เล็กไปหน่อย…” เด็กแดงยังไม่ยอมอยู่เล็กน้อย
“อย่างนั้นเอง เช่นนั้นก็โยนไว้ข้างๆ จุดไฟทำอาหารเถอะ อาจารย์จะทำให้ใหญ่หน่อย” ฟางเจิ้งพูดพร้อมกับถอดเปลนั้นลงมา โยนไว้ในลานวัดตามอำเภอใจ ความจริงเปลนี้ไม่แย่เลยแม้แต่น้อย ด้านบนไม่เพียงมีลายของไผ่หนาว แต่ยังมีพุทธคัมภีร์ที่ฟางเจิ้งตั้งใจแกะสลัก แม้จะพูดเรื่องความสวยงามไม่ได้ ทว่าทุกตัวอักษรเขียนด้วยอักษรพุทธองค์มังกร มีความยิ่งใหญ่ ไม่ว่าใครนอนในนี้จะจิตสงบอย่างยิ่ง นอนหลับสบายไม่ว้าวุ่นใจ สบายมาก แต่ฟางเจิ้งพบว่าแม้ให้เด็กแดงนอนในเปลนี่จะดี แต่ถ้าคำนึงถึงเขาที่นอนไม่อยู่สุขแล้ว ก็ยังเล็กไปหน่อย…
“เอาละ พวกนายรอก่อน อาจารย์จะไปเลือกไผ่” เอ่ยจบฟางเจิ้งก็จะเดินไปข้างนอก
เด็กแดงตามมา ดึงชายจีวรฟางเจิ้ง มองเขาอย่างน่าสงสารราวกับแมวน้อย “อาจารย์ ข้านอนเตียงไม่ได้หรือ?”
ฟางเจิ้งแหงนหน้ามองฟ้า พูดอย่างปลงอนิจจัง “แล้วนายคิดว่าลิงสมควรนอนเปลไหม?”
เด็กแดงงุนงง ไม่เข้าใจว่าฟางเจิ้งพูดแบบนี้หมายความว่าอย่างไร จึงเดินกลับลานวัดด้วยความมึนงง นั่งลงด้วยความโมโห
ลิงที่กำลังสวดมนต์เลิกหนังตาขึ้น “ศิษย์น้อง นายอยากนอนเตียงขนาดนั้นเลย? นายก็รู้ว่าเตียงศิษย์พี่ใหญ่ขนาดนั้น หักลบเวลาที่อาจารย์อู้งานกับสวดมนต์แล้ว ใช้เวลาจริงๆ ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง แต่เปลเด็กนั่นเขาใช้เวลาไปหนึ่งชั่วโมง…เขาใช้ใจไปกับเปลของนายมากกว่าเตียงของศิษย์พี่เยอะ”
เด็กแดงอึ้ง ปกติเขาตักน้ำรอบหนึ่งใช้เวลาเกือบยี่สิบนาที ไปๆ มาๆ ดั่งสายลม ทว่าครั้งนี้ด้วยความที่เขาโหยหาเตียงของตนเลยจงใจเดินช้าลง อยากกลับไปเห็นเตียงเสร็จสมบูรณ์ทีเดียว เขาเลยนับเวลาครบหนึ่งชั่วโมงกว่าถึงกลับไป สรุปเตียงเสร็จแล้ว แต่เป็นเปลเด็ก…ตอนนั้นด้วยความโกรธจึงไม่ได้ไตร่ตรองให้ถี่ถ้วน
ตอนนี้ตรึกตรองดีๆ อีกครั้ง…เขาวิ่งเข้าไปหยิบเปลเด็กมา มองอักษรยิ่งใหญ่ด้านบน คล้ายๆ กับว่าอักษรทุกตัวจะเห็นเงาของฟางเจิ้งได้ ฟางเจิ้งกำลังยิ้มให้เขา! ยิ้มอบอุ่นมากราวกับหยกอุ่นและแสงตะวันยามแรกอรุณ เขามองอักษรเหล่านั้น ภายในใจอบอุ่นและสบายมาก
“อาจารย์เขียนอักษรพวกนี้ ทั้งยังแกะสลักออกมา นายกลับว่าอาจารย์ไม่ดีกับนาย ความจริงอาจารย์ดีกับนายที่สุด เขาพานายลงเขาบ่อยที่สุด แม้จะให้นายตักน้ำทำอาหาร แต่ทุกครั้งนายจะได้กินของอร่อยมากที่สุด…” ลิงพูดถึงตรงนี้ก็ตบบ่าเด็กแดง “วัดเราเล็กเกินไป ครัวเล็กยิ่งกว่า หม้อใหญ่ใบหนึ่ง เครื่องครัวและฟืนก็กินพื้นที่ไปมาก วางอีกเตียงก็เป็นขีดจำกัดแล้ว…แน่นอน ถ้านายอยากนอนเตียงจริงๆ ศิษย์พี่นอนเปลก็ได้ แต่ว่าเปลนั่นเล็กไปหน่อยจริงๆ…แต่ถ้าวางบนพื้น ศิษย์พี่ก็ยังพอใช้ได้…”
“ใครว่าจะแลกกับท่าน? ฝันไปเถอะ!” เด็กแดงตอบทันที ถลึงตามองทีหนึ่งแล้วกอดเปลไว้ราวกับสมบัติล้ำค่า วิ่งเข้าครัวไปแขวนมันลอยสูงขึ้น ก่อนกระโดดเข้าไปนอนในเปล ไม่ใหญ่ไม่เล็กกำลังดี! ทำเหมาะกับตัวเขาจริงๆ!
ไผ่หนาวมีความเย็นสบายในตัวเองอยู่แล้ว นอนแกว่งไกวในนั้นมีสายลมเบาๆ พัดมาพร้อมกับความเย็นของไผ่หนาว พริบตาเดียวไอร้อนในฤดูร้อนระอุก็หายไปมากกว่าครึ่ง! ฟินสุดๆ!
ลิงนอนหมอบข้างเปลพลางว่า “ศิษย์น้อง นายไม่รังเกียจแล้วหรือ?”
“รังเกียจ! แต่ข้าไม่อยากสิ้นเปลือง!” เด็กแดงกระโดดออกมาจากเปล ส่ายศีรษะเดินไป “อาจารย์ก็ยังเป็นพวกตัวร้าย แต่การสิ้นเปลืองน่าละอาย ข้าจะร้ายเหมือนเขาไม่ได้ ดังนั้นก็ใช้เปลนี่ไปก่อน…”
พูดจบเด็กแดงก็วิ่งไปหาฟางเจิ้ง
ลิงเห็นแบบนั้นก็หัวเราะเหอะๆ
รอจนเด็กแดงไปแล้ว หมาป่าเดียวดายคลานออกมาจากในโพรงหมาป่า ส่ายหน้าเอ่ยว่า “ความจริงศิษย์น้องน่ารักมาก แค่ปากแข็งอย่างกับเป็ดตาย”
“อืม มีเหตุผล ศิษย์พี่ มั่นใจนะว่าจะไม่ปรับรังหมาป่า? เตียงที่ทำจากไผ่หนาวเย็นสบายมาก ถ้าใช้ไผ่หนาวทำบ้าน ท่านก็ไม่ต้องแลบลิ้นทุกวันแล้ว” ลิงกล่าว
หมาป่าเดียวดายมองค้อนลิงทีหนึ่ง “ไม่แลก! ตีให้ตายก็ไม่เปลี่ยน! แลบลิ้นแล้วทำไม? ตอนนั้นพ่อฉันก็แลบลิ้นลดอุณหภูมิเหมือนกัน แม่ฉันก็เหมือนกัน ปู่ฉันก็ด้วย บรรพบุรุษฉันทำกันหมด! บรรพบุรุษฉันทำกันมาแบบนี้ ถึงตาฉันก็ต้องสืบทอดต่อไป ไม่พูดกับนายแล้ว ฉันไปอยู่ใต้ต้นไม้ให้เย็นสบายดีกว่า”
……………………………….