บรรลุอรหันต์กับระบบพุทธองค์ - ตอนที่ 548 คุยโม้ใหญ่แล้ว
“ใหญ่ๆ ไม่ไหว ฉันแกะสลักเล็กๆ ก็ได้!” กระรอกไม่คิดมาก
ฟางเจิ้งยิ้ม “แกะสลักเล็กๆ ก็ได้จริงๆ แกะสลักใหญ่ๆ จะยาก แบบเล็กก็ยากเหมือนกัน แต่ละแบบมีข้อดี ไม่แบ่งฝีมือกัน เนื้อแท้ของจิ้งควนดีขึ้นเรื่อยๆ กรงเล็บปราดเปรียวมากพอ ความคล่องตัวเหนือกว่ากระรอกธรรมดาไปไกลมาก พละกำลังมาก ไว้กลับไปแล้วอาจารย์จะปรับมีดเล็กๆ ให้เล่มหนึ่ง ไว้เรียนรู้ด้วยกัน”
กระรอกยิ้มดีใจทันที กอดใบหูฟางเจิ้งเอามาถูไปถูมา…
เด็กแดงเห็นแบบนั้นก็เบะปาก เขาคิดไม่ออกจริงๆ ว่างานจับกังแบบนี้มีอะไรน่าเรียน…
ตีนเขา ก่วนเสียงเฟิง ฝานชิง และชิวเสี่ยวเยี่ยไม่มีการแย่งศิษย์เอกกันแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างกันจึงดีขึ้นกว่าเดิม พูดคุยยิ้มแย้มกันตลอดทาง ดูสนิทสนมกันขึ้นมากอย่างชัดเจน เจียงโจวเห็นแบบนี้ถึงกับอดปลงอนิจจังในใจไม่ได้ ‘เกือบใช้คำว่าศิษย์เอกทำร้ายวัยหนุ่มสาวพวกนี้แล้ว ผิดพลาดไปแล้ว…’
ทว่าเมื่อความอบอุ่นผ่านไป คนพวกนี้ก็ไม่ยอมอยู่นิดๆ ชิวเสี่ยวเยี่ยถามเจียงโจว “อาจารย์ เราจะไปแบบนี้จริงๆ เหรอคะ? ไม่พยายามอีกหน่อยเหรอ เผื่อจะได้เรียนวิชาการแกะสลักของหลวงพี่บ้าง?”
“เหอะๆ อยากเรียนน่ะง่าย?” เจียงโจวยิ้ม
“ง่าย? ง่ายยังไงคะ?” ชิวเสี่ยวเยี่ยงุนงง
เจียงโจวตอบ “หลวงพี่ไม่สอน แต่เขาไม่ได้บอกว่าขาเป๋หม่าเรียนไม่ได้? ขาเป๋หม่าเรียนแล้ว เราก็เรียนกับเขาสิ”
“กับเขา?” ก่วนเสียงเฟิงใจฝ่อแล้ว ก่อนหน้านี้ขาเป๋หม่าจะมาเรียนกับเขา เขาไม่สอน ตอนนี้เอาล่ะ วงล้อฮวงจุ้ยหมุนเปลี่ยน เขาต้องกลับไปขอเรียนกับขาเป๋หม่า อีกฝ่ายจะสอนเขาหรือ? เขานึกเศร้าในใจ ตอนนี้เขาสำนึกเสียใจยิ่งกว่าเดิมที่ตอนแรกเป็นตาสุนัขมองคนต่ำ[1] พูดจาไม่เหลือทางหนีทีไล่ไว้…
“เสียงเฟิง วางลงถึงจะได้รับ วางไม่ลงชีวิตนี้จะไม่มีวันก้าวหน้า” เจียงโจวกล่าว
ก่วนเสียงเฟิงพยักหน้าเหมือนมีความคิดอะไร “อาจารย์ ผมรู้แล้ว ผมจะไปขอโทษเขา ขอโทษจากใจจริง จากนี้ผมจะไม่เป็นทำตาสุนัขมองคนต่ำอีก…”
“พรวด! ครั้งแรกเลยนะที่ได้ยินว่ามีคนด่าตัวเองว่าเป็นตาสุนัข” ชิวเสี่ยวเยี่ยกับฝานชิงหัวเราะพร้อมกัน
ก่วนเสียงเฟิงทำเสียงขึ้นจมูกสองที “อย่างฉันเรียกว่ารู้สึกและปรับปรุงตัวได้ต่างหาก!”
“ฮ่าๆ…” เห็นก่วนเสียงเฟิงเป็นแบบนี้ทุกคนก็ต่างหัวเราะ…
ทุกคนลงเขามา ก่วนเสียงเฟิงพลันไปซื้อบุหรี่และสุราดีจากร้านค้าเล็กๆ ทั้งยังซื้อเนื้อดีมาอีกสิบจินก่อนตรงไปบ้านขาเป๋หม่า
“เอ็งจะทำอะไร?” ขาเป๋หม่ามองของในมือก่วนเสียงเฟิงก็เข้าใจความหมายอีกฝ่ายทันที จึงขมวดคิ้ว
“ผม…ขอโทษ ผมมาขอโทษลุงกับสิ่งที่ผมทำไว้ก่อนหน้านี้” ก่วนเสียงเฟิงโค้งตัวคารวะ
ขาเป๋หม่าส่ายหน้า “ไม่มีอะไรต้องขอโทษหรอก ถ้าไม่ใช่เอ็ง ข้าคงไม่มีโอกาสในวันนี้ เอ็งอยากเรียนแกะสลัก?”
ก่วนเสียงเฟิงหน้าแดง นี่เพิ่งผ่านไปนานเท่าไรเอง ก่อนหน้านี้ขาเป๋หม่าอยากเรียนวิชาจากเขา ตอนนี้กลับกันแล้ว ตอนแรกเขาปฏิเสธอย่างตรงไปตรงมา ตอนนี้ล่ะ? ขาเป๋หม่าจะสอนเขาหรือ?
“ครับ…” ก่วนเสียงเฟิงพยักหน้า
“ผ่านไปไม่กี่วันเอง ข้าขอเรียนก่อน เดี๋ยวจะกลับมาสอน ทุกคนเรียนได้เท่าไรก็แล้วแต่ความสามารถ” ขาเป๋หม่าตอบ
ก่วนเสียงเฟิงชะงักงัน นี่หมายความว่าอย่างไร? จะสอนเขา? ง่ายแบบนี้เลย? ไม่มีเงื่อนไขอะไรเลย? เขาเอ่ยด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ “ช่างหม่า ลุงไม่มีเงื่อนไขอะไรเลยเหรอครับ?”
“ต้องมีเงื่อนไขอะไร? เจ้าอาวาสฟางเจิ้งมีเงื่อนไขกับข้าไหม? ถ้าบอกว่ามีนั่นก็คือห้ามตัดการสืบต่อวิชานี้! ห้ามสืบต่อพฤติกรรมที่ไม่ดี…พูดจริงๆ นะ พฤติกรรมเอ็งก็พอใช้ได้” ขาเป๋หม่ากล่าว
ก่วนเสียงเฟิงยิ้มแห้งๆ เขารู้ว่าตัวเขามีแต่ข้อบกพร่องเลยไม่คัดค้าน
ขาเป๋หม่าพูดต่อ “แต่ว่านิสัยจริงๆ ไม่ใช่คนเลว ข้าเลยจะสอนเอ็ง”
“ขอบคุณช่างหม่ามากครับ” ก่วนเสียงเฟิงขอบคุณ
“อย่าเรียกข้าว่าช่างหม่า ขาเป๋หม่าฟังสบายหูกว่า เอาล่ะ กลับไปเถอะ ใครอยากเรียน ถึงตอนนั้นก็มา…อีกอย่าง เอาของไปด้วย ข้าไม่เอา” ขาเป๋หม่าคิดง่ายมาก ฟางเจิ้งไม่รับของจากเขา เขาก็ไม่รับของจากคนอื่น ไม่อย่างนั้นความหมายจะเปลี่ยนไป
ท่าทีของขาเป๋หม่าแน่วแน่ สุดท้ายก่วนเสียงเฟิงต้องหิ้วของกลับ แต่มาเจอซ่งเอ้อโก่วที่หน้าประตู ซ่งเอ้อโก่วถามทันที “เกิดอะไรขึ้น? หิ้วของไปแล้วจะหิ้วกลับมาทำไม?”
ก่วนเสียงเฟิงเล่าให้ฟังแล้ว ซ่งเอ้อโก่วยิ้ม “ง่าย ไป ไปบ้านฉัน!”
“ไปทำไม?” ก่วนเสียงเฟิงทำหน้าแปลกใจ
“วางเหล้าไง แกเชิญเขาไม่กิน ฉันเชิญเขากินแน่ ถึงตอนนั้นก็นั่งคุยกัน แกจะพูดอะไรก็พูด…” ซ่งเอ้อโก่วลากก่วนเสียงเฟิงไป และถือโอกาสหยิบเหล้าบุหรี่และกับข้าวในมือก่วนเสียงเฟิงวิ่งไปด้วย
ก่วนเสียงเฟิงเอ่ยด้วยสีหน้าซาบซึ้งใจ “ขอบคุณมาก” เอ่ยปลงในใจอีกว่า ‘ใครว่าคนบนโลกนี้ไม่มีน้ำใจ? นี่ไม่ใช่น้ำใจ? แม่ง เมื่อก่อนเราแม่งขยะจริงๆ…’
แต่ก่วนเสียงเฟิงไม่เห็นว่าซ่งเอ้อโก่วกำลังลูบขวดสุรา ดวงตาเปล่งประกาย…นี่มันสุราขวดละหลายร้อยหยวน!
ซ่งเอ้อโก่วออกหน้าเชิญขาเป๋หม่าและพวกหวังโอ้วกุ้ยมากันหมด รวมทั้งเจียงโจว ชิวเสี่ยวเยี่ยและฝานชิง คนนั่งรวมกันที่โต๊ะใหญ่ ทานอาหารดื่มสุราพูดคุยกัน ความรู้สึกอบอุ่นขึ้นอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งดื่มถึงจุดร่าเริงก็กลายเป็นสหายกันแล้ว
ก่วนเสียงเฟิงตบหน้าอกพลางว่า “ผู้ใหญ่บ้านหวัง จริงๆ แล้วหมู่บ้านเรามีปัจจัยที่ดีมากเลยนะ จะขาดก็แค่การโฆษณาออกไป”
ชิวเสี่ยวเยี่ยได้ยินดังนั้นถึงกับมองบน สุราเป็นของดีที่ดึงให้คนเข้ามาใกล้กันได้จริงๆ สุราลงท้องไปครึ่งจินก็บอกว่าเป็นหมู่บ้านพวกเราแล้ว…
หวังโอ้วกุ้ยเอ่ยด้วยความลำบากใจ “ช่วยไม่ได้ หมู่บ้านยากจน แบกรับค่าโฆษณาไม่ไหว ได้แค่อาศัยปากต่อปากและคำสรรเสริญจากผู้คนประกาศออกไป”
“นี่ ผมมีเพื่อนคนหนึ่งทำตรงนี้พอดี กลับไปผมจะเอาที่ราคาถูกที่สุด ผมออกเงินเอง จะทำโฆษณาให้หมู่บ้านเรา! หมู่บ้านดีๆ แบบนี้ คนดีแบบนี้ ฝีมือดีแบบนี้ จะต้องดังแน่ๆ!” ก่วนเสียงเฟิงพูดจาใหญ่โตแล้ว
หวังโอ้วกุ้ยได้ยินแบบนั้นก็รีบส่ายหน้า “ไม่ได้ จะให้คุณออกเงินได้ยังไง?”
“ต้องออกสิ! ช่างหม่าสอนวิชาให้ผม ผมตอบแทนไม่ได้ก็ขอตอบแทนให้หมู่บ้าน เอาแบบนี้ล่ะ ใครจะเปลี่ยนใจหมาน้อยคนอื่นได้ ดื่ม!”
…….
วันที่สอง ก่วนเสียงเฟิงนั่งยอมแอบร้องไห้หน้าหมู่บ้าน “แม่ง ดื่มไปเยอะ คุยโม้หนักไป ต้องล้มละลายแน่ๆ…”
ฝานชิงเข้ามาใกล้ พูดด้วยรอยยิ้มแห้งๆ “นายจะทุกข์ไปทำไม? ถ้าไม่อย่างนั้นไปพูดกับผู้ใหญ่บ้าน ผู้ใหญ่บ้านไม่ถือสาหรอก”
“พูดอะไร? ใครจะเปลี่ยนใจหมาน้อยคนอื่นได้ ฉันเป็นคนแบบนั้นเหรอ? อย่างมากก็ไปเที่ยวไม่ได้สองปี ถ้าอย่างนั้นก็ตั้งใจเรียนแกะสลักแล้วกัน!” ก่วนเสียงเฟิงกัดฟันพูด
ฝานชิง “นายคงไม่เอาจริงหรอกนะ?”
“นายว่าไงล่ะ? ฝีมือการแกะสลักดีแบบนี้มันคุ้มที่ฉันจะลงทุน” ก่วนเสียงเฟิงตอบ
“ฉันก็คิดว่ามีแค่ฉันคนเดียวที่คิดแบบนี้เสียอีก” ฝานชิงยิ้มเช่นกัน
“เหอะๆ ถ้าอย่างนั้นจากนี้เราเป็นพี่น้องกันแล้ว” ก่วนเสียงเฟิงเอ่ย
ฝานชิงพยักหน้า
ก่วนเสียงเฟิง “เป็นพี่น้องกันแล้ว นายก็ช่วยฉันซักผ้าทีนะ? ไม่ได้ให้ซักฟรีๆ ฉันออกเงินค่าข้าวให้”
ฝานชิง “…”
ขณะเดียวกัน ขาเป๋หม่าลุกจากเตียงนานแล้ว ทานอาหารเช้า ขึ้นเขาไปอย่างว่าง่าย
ฟางเจิ้งเพิ่งเปิดประตูก็เห็นขาเป๋หม่ายืนยิ้มซื่อๆ อยู่หน้าประตู เขาเองก็จนปัญญา วัดตามอายุแล้ว ขาเป๋หม่าเป็นผู้อาวุโสของฟางเจิ้ง ตอนเด็กฟางเจิ้งยังเคยแอบขโมยไข่ไก่บ้านขาเป๋หม่า สรุปคือถูกจับได้เมื่อไม่นานมานี้เอง จึงถูกตีไปหนึ่งชุด…
ตอนนี้กลับมาเป็นแบบนี้ วงล้อฮวงจุ้ยหมุนเปลี่ยนจริงๆ ใครจะคิดว่าเป็นแบบนี้…
แต่ฟางเจิ้งไม่อาฆาต ถึงอย่างไรตอนนั้นเขาก็ทำผิดจริงๆ อีกทั้งตอนเด็กขาเป๋หม่ายังทำคันศรและลูกธนูเล็กให้เขาเล่น ตอนนั้นทำให้เพื่อนๆ อิจฉากันไม่น้อย
ฟางเจิ้งส่ายหน้าไล่ความคิดไป ก่อนพาขาเป๋หม่าไปที่ป่าไผ่ สองคนนั่งขัดสมาธิลง ฟางเจิ้งเริ่มสอนวิชาศิลปะงานไม้สมาธิกับขาเป๋หม่าด้วยตัวเอง ‘สิ่งที่ศิลปะงานไม้สมาธิเน้นหนักคือใช้ตามอง ใจคิด มือสัมผัสให้ชำนาญจนสำเร็จ…’
หลายวันต่อมา นอกจากทานเจกับสวดมนต์แล้ว เวลาที่เหลือฟางเจิ้งจะพาขาเป๋หม่าเดินไปรอบๆ สังเกตลวดลายต้นไผ่ทุกแบบ วิเคราะห์โครงสร้างภายในรวมถึงจินตนาการอย่างไร ทำความเข้าใจอย่างไรเป็นต้น…แม้ขาเป๋หม่าจะเข้าสู่วงการแกะสลักระหว่างทาง ทว่าตัวเขาเป็นช่างไม้ ประสบการณ์หลายสิบปีไม่ได้สั่งสมมาเปล่าๆ เพียงแต่ก่อนหน้านี้เขาเพียงแค่สั่งสม สิ่งที่สรุปออกมาก็เป็นประสบการณ์จากการผ่านมือ ทว่าไม่เข้าใจหลักการในนั้น เหมือนกับคนส่วนใหญ่เวลาจะสร้างบ้านก็จะสร้างทรงสามเหลี่ยม แต่ไม่รู้ว่าทำไมต้องใช้ทรงสามเหลี่ยม รู้จักเข้าป่าห้ามนั่งบนตอไม้ แต่ไม่รู้ว่าทำไมถึงห้ามนั่ง…
ฟางเจิ้งถือกุญแจดอกหนึ่ง ช่วยขาเป๋หม่าเปิดห้องทีละห้อง ส่วนใหญ่พูดนิดหน่อยขาเป๋หม่าก็เปิดโลกแล้ว พอเข้าใจก็เข้าใจอย่างอื่นใกล้เคียงไปด้วย เข้าใจอะไรมากมาย ประกอบกับทำงานเป็นช่างไม้มาหลายปี มือเขามั่นคงมาก ภายใต้ความขยันหมั่นเพียรจึงรุดก้าวหน้าได้รวดเร็วยิ่ง!
ขณะเดียวกันขาเป๋หม่าได้นำสิ่งที่เรียนรู้มากลับไปสอนพวกเจียงโจวโดยไม่มีขาดตกบกพร่อง ประสบการณ์ของเจียงโจวแน่นยิ่งกว่าเดิม เขาเข้าใจในจุดที่ขาเป๋หม่าไม่เข้าใจได้ จึงอธิบายผ่านคำพูดตนเองให้ทุกคนพัฒนาไปได้ เป็นแบบนี้ไป ทุกคนเรียน ศึกษา ภายใต้การช่วยเหลือกันเลยเรียนรู้ได้เร็วยิ่งกว่าเดิม
ส่วนพวกเจียงโจวและก่วนเสียงเฟิงอยู่ยาวแล้ว เพื่อตอบแทนหมู่บ้าน ปกติแล้วพวกเขาจะบริจาคงานแกะสลักจากการฝึกฝนให้กับหมู่บ้านโดยไม่หวังผลตอบแทน ทั้งยังประทับชื่อเสียงอันโด่งดังของตนไว้ ผลงานงดงามยิ่งจึงออกมาทีละชิ้น ตอนแรกนักท่องเที่ยวในหมู่บ้านยังไม่สนใจและคิดว่าแพงไป ทว่าเมื่อพวกเขาถ่ายรูปออกไป ไม่นานก็ดึงดูดผู้รู้กลุ่มใหญ่เข้ามา โดยเฉพาะหลังจากมีคนรู้ว่าเป็นงานของเจียงโจวแล้ว มีคนมาขอซื้องานศิลปะจากทุกฝ่ายกันไม่ขาดสาย ธุรกิจอื่นๆ ในหมู่บ้านก็ดีขึ้นตาม ทุกคนสร้างกำไรกันเป็นกอบเป็นกำ…
ก่วนเสียงเฟิงเองก็ทำตามสัญญาของเขาได้แล้ว ใช้เงินติดกระเป๋าทั้งหมดสร้างโฆษณาให้กับหมู่บ้านเอกดรรชนี หมู่บ้านเอกดรรชนีกระจายชื่อเสียงไปถึงเมืองเฮยซานอย่างรวดเร็ว มีคนมากมายมาชื่นชมชื่อเสียงนั้น…
ทั้งหมู่บ้านเอกดรรชนีรวมถึงหมู่บ้านโดยรอบเหมือนถูกกระตุ้น ชีวิตชาวบ้านดีขึ้นเรื่อยๆ…แต่ทุกคนรู้แก่ใจว่าที่ทุกคนเปลี่ยนแปลงไปได้ขนาดนี้คงหนีไม่พ้นคนคนนั้นบนภูเขา
………………………………
[1] ตาสุนัขมองคนต่ำ คือการประจบคนที่สูงกว่า แต่ดูถูกคนที่ต่ำกว่า