บรรลุอรหันต์กับระบบพุทธองค์ - ตอนที่ 550 ลงเขา
ฟางเจิ้งยิ้ม “อาจารย์เคยบอกกับนายไปตั้งนานแล้วนี่ว่าที่จีน พุทธกับเต๋าหลอมรวมวัฒนธรรมซึ่งกันและกันในกาลเวลาที่ไม่มีสิ้นสุดแล้ว ภายใต้การแลกเปลี่ยนและเอาข้อดีมาเสริมข้อด้อยกันถึงมีพุทธกับเต๋าอย่างในวันนี้ แก่นแท้ของสองสิ่งคือให้โลกนี้มีความดีมากขึ้น ลดความชั่วลงให้เยอะขึ้น
ถ่ายทอดสู่กันและกัน ตอนแรกวันสำคัญนี้มาจากลัทธิเต๋า และก็เป็นสามเทพผู้ยิ่งใหญ่ลงมาตรวจตรา
ลัทธิเต๋าคิดว่าวันนี้เป็นวันที่มหาราชชิงซูผู้ยิ่งใหญ่แห่งภพดินอภัยโทษ พูดให้ง่ายคือผู้ยิ่งใหญ่ลงมาสังเกตและเรียนรู้จิตใจและความมุ่งหวังของประชาราษฎร์ แก้ไขคำพิพากษาที่ผิดพลาดเหล่านั้นหรือไม่ก็ไขคดีที่ถูกใส่ความให้กลับมาถูกต้อง วันนี้เหล่านักพรตเต๋าจะสวดมนต์นั่งสมาธิ ต้อนรับผู้ยิ่งใหญ่แห่งดินมาเยือน ขจัดผีร้าย โปรดสัตว์บรรพบุรุษ…
ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นตรงข้ามคือความเชื่อเมื่อกลางเดือนเจ็ดของโลกมนุษย์ จะเป็นเดือนปล่อยผี ประตูผีจะเปิดออก
ปุถุชนคิดว่าทั้งเดือนเจ็ดเป็นเดือนปล่อยผี วันขึ้นหนึ่งค่ำประตูผีเปิด วันที่สิบห้าประตูผีปิด เดือนนี้ผีที่เงียบในช่วงฤดูใบไม้ผลิและร้อนจะออกมาเคลื่อนไหว ดังนั้นถึงเรียกว่าประตูผีเปิด ร้อยภูตผีจะเดินทางยามวิกาล ผีเป็นฝูงเคลื่อนไปมาเต็มไปหมด เพื่อไม่ให้ทำร้ายคน ปุถุชนจึงจัดกิจกรรมต่างๆ ให้ภูตผีสงบ ขณะเดียวกันในวันนี้บรรพบุรุษของพวกเขาจะกลับมาจากยมโลก ชนรุ่นหลังต้อนรับบรรพบุรุษ บูชาบรรพบุรุษ จุดนี้จะคล้ายๆ กับวันเช็งเม้งเล็กน้อย
ส่วนชื่อวันสำคัญอุลลัมพนะมาจากศาสนาพุทธ คัมภีร์พุทธอุลลัมพนะ ในนั้นบันทึกเรื่องราวไว้แบบนี้
หลังจากพระโมคคัลลานะหนึ่งในทศสาวกของพระโคตมพุทธเจ้าได้รับอภิญญาหกแล้ว อยากตอบแทนคุณบุพการีที่เลี้ยงดู จึงใช้ตาทิพย์ตรวจดู เห็นว่ามารดาที่จากไปกำลังทุกข์ทรมานในเส้นทางภูตผีหิวโหย ผอมแห้งหนังติดกระดูกไม่เหมือนคน พระโมคคัลลานะปวดใจมากจึงอยากให้ข้าวในบาตรกับมารดา แต่ว่าข้าวเพิ่งถึงมือมารดา ยังไม่ทันเข้าปากก็กลายเป็นร้อนดั่งไฟ ลวกปากมารดาท่าน เจ็บปวดอย่างยิ่ง
พระโมคคัลลานะไม่รู้จะทำอย่างไร ร้องไห้ขอพระพุทธองค์ช่วยมารดาของท่าน พระพุทธองค์ตรัสว่า ‘มารดาท่านบาปกรรมหนัก เกินกำลังท่านคนเดียว ต้องอาศัยบุญญฤทธิ์ของของสงฆ์สิบทิศถึงจะโปรดมารดาท่านได้ ในวันที่สิบห้าค่ำเดือนเจ็ดที่เหล่าสงฆ์อยู่ดีมีสุขบำเพ็ญเพียรกันอย่างเต็มที่นั้น ท่านจงจัดพิธีอุลลัมพนะครั้งใหญ่ด้วยความเคารพ จัดภัตตาหารหลากชนิดถวายแด่ภิกษุทั้งหลาย อาศัยบุญญฤทธิ์ของเหล่าภิกษุถึงจะช่วยมารดาของท่านได้’
ดังนั้นพระโมคคัลลานะจึงทำตามคำชี้แนะของพระพุทธองค์ มารดาก็ได้หลุดพ้นจากเส้นทางผีหิวโหยจริงๆ
พระพุทธองค์ยังตรัสอีกว่า ‘ภายภาคหน้าเมื่อลูกหลานมีกตเวทิตาจิต ก็ให้รวมภิกษุให้อยู่เย็นเป็นสุขในที่เดียวกันตอนวันที่สิบห้าเดือนเจ็ด ซึ่งเป็นวันแห่งความสุข และต้องจำกัดอยู่ในช่วงเก้าสิบวันของฤดูร้อนทุกปี จงรักษาศีล ปฏิบัติให้ถูกให้ควร ในวันสุดท้ายให้สงฆ์ปล่อยตามสบายได้ เชิญเหล่าสงฆ์เอ่ยถึงความผิดของตน ดังนั้นทุกท่านจะสารภาพบาป สะอาดบริสุทธิ์ เกิดความสุขและอิสรเสรี ทั้งยังเป็นการบำเพ็ญเพียรที่อยู่ในความร่มเย็นเป็นสุข โบราณเรียกว่าวันแห่งความชอบพุทธหรือวันแห่งความชอบ วันนี้ให้เตรียมภัตตาหารร้อยชนิด จัดพิธีอุลลัมพนะเลี้ยงเหล่าสงฆ์ ทำเช่นนี้ทั้งอวยพรและยืดอายุขัยแก่บุพการียามมีชีวิต ทั้งช่วยบุพการีที่สิ้นไปแล้วให้พ้นจากทะเลทุกข์และมีความสุข เป็นบุญคุณตอบแทนที่บุพการีเลี้ยงดูมา’
ดังนั้นแล้วถึงมีเทศกาลอุลลัมพนะของพุทธศาสนาขึ้น พอดิบพอดีกับที่เวลาสามช่วงเกิดขึ้นในวันที่สิบห้าเดือนเจ็ด ทั้งยังได้บูชาบรรพบุรุษ ส่งเสริมวัฒนธรรมความกตัญญู
เพราะอย่างนี้เทศกาลเพ็ญกลางถึงเป็นคำพูดของลัทธิเต๋า และเทศกาลอุลลัมพนะจะเป็นของพุทธศาสนา วันผีหรือกลางเดือนเจ็ดเป็นคำพูดของปุถุชน
ลัทธิเต๋าจัดงานเพ็ญกลางได้ พุทธศาสนาจัดงานอุลลัมพนะ เช่นนั้นปุถุชนล่ะ? ตอนที่วันสำคัญมีหลายสิ่งหลายอย่างมากเกินไปและซับซ้อนเกินไปนั้น วิธีของเทศกาลมากมายเลยมาชนกันในวันนี้ บางอย่างถูกลืม สูญหาย บางอย่างมั่ว พอนานเข้า หลังหลอมรวมกันแล้ว…ความพิถีพิถันในวันสำคัญนี้…อย่างน้อยในทางโลกก็ไม่มีความต่างอะไรกันมากนัก”
เด็กแดงข้างๆ ได้ยินดังนั้นก็ไม่ได้พูดอะไร เทศกาลอุลลัมพนะในโลกเขาก็เป็นวันสำคัญครั้งใหญ่อันดับหนึ่งเหมือนกัน ในโลกเขานั่นเป็นวันที่ประตูนรกเปิดออกจริงๆ หมื่นภูตผีออกมา เทวดานับไม่ถ้วนกับพระพุทธองค์อยู่รวมกัน พาวิญญาณข้ามฟาก นั่นต่างหากคือความยิ่งใหญ่! ทว่าโลกต่างออกไป เขาเลยไม่ได้พูดอะไร
“ที่แท้ก็แบบนี้เอง อาจารย์ แล้ววันนี้พวกเราจะทำอะไรกัน?” หมาป่าเดียวดายถามด้วยความแปลกใจ
ฟางเจิ้งเอ่ยว่า “ถึงตอนนั้นนายก็รู้เอง คำนวณเวลาแล้วก็คงพรุ่งนี้” สิ้นเสียงฟางเจิ้ง นักบัญชีหยางผิงในหมู่บ้านขึ้นเขามา พอมาถึงก็ลากฟางเจิ้งไปคุยอีกด้าน พูดรัวเป็นกองแล้วก็ลงเขาไปอย่างรีบร้อน
“อาจารย์ ประสกหยางมาทำไม?” กระรอกถามด้วยความแปลกใจ
“มาอธิบายเรื่องวันอุลลัมพนะ ดอกบัวที่ให้นายแกะสลักเป็นยังไงบ้าง?” ฟางเจิ้งเปลี่ยนหัวข้อสนทนา
กระรอกได้ยินดังนั้นก็หดคอด้วยความเขินอาย ส่งดอกบัวที่แกะสลักไปอย่างว่าง่าย ฟางเจิ้งเห็นแบบนั้นก็ส่ายหน้าด้วยความจนปัญญา นิสัยเดิมกระรอกไม่อยู่สุข ให้มันนั่งยองแกะสลักเงียบๆ เป็นการสร้างความลำบากให้มันอยู่บ้างจริงๆ ไม่รู้ว่าความตื่นเต้นชั่วคราวนี้จะอยู่ไปได้อีกกี่วัน
วันที่สองฟางเจิ้งลงเขาแต่เช้า ลิงตามติดข้างหลัง ส่วนเด็กแดง วันนี้ไม่มีอารมณ์จะลงเขามาด้วย…
ตอนลงเขามา ฟางเจิ้งเห็นว่าในหมู่บ้านเริ่มจัดงานแล้ว ตรงปากประตูทุกบ้านจะวางโต๊ะบูชาหนึ่งตัว ข้างหลังโต๊ะบูชายังใช้ถ่านสีดำวาดเป็นเส้นดำเส้นหนึ่งเพื่อแยกลานบ้านตนกับโต๊ะบูชา
“อาจารย์ นี่อะไร?” ลิงเห็นการจัดวางแบบนี้จึงถาม
ฟางเจิ้งตอบ “ในทางโลกมีคำอธิบายอย่างหนึ่ง บอกว่าถ่านไม้ชนิดนี้เท่ากับขี้เถ้าก้นหม้อ ขวางไม่ให้ผีเข้าบ้านได้ เย็นวันนี้ประตูผีจะเปิด ถึงทุกคนจะอาศัยจังหวะนี้เซ่นไหว้บรรพบุรุษ แต่ก็ต้องกันผีร้ายเข้าบ้านด้วย”
ลิงเข้าใจแจ่มแจ้งแล้ว เกาหัวแล้วว่า “อาจารย์ ท่านพูดถึงผีหลายครั้งแล้ว โลกนี้มีผีจริงๆ รึเปล่า?”
ฟางเจิ้งตอบ “ผีอยู่ในใจ กายตรง ผีในใจก็คือบรรพบุรุษ คอยปกป้องเราไปทั้งชีวิต กายเอียง ผีในใจคือผีร้าย เดินหน้าสู่เหวลึกหมื่นสิ่งชั่วร้ายทีละก้าว หมื่นทุกข์ภัยพากันโถมเข้ามา”
ลิงทำหน้าฉงน ฟังไม่เข้าใจ…
ฟางเจิ้งก็ไม่คิดว่าจะอธิบายให้เข้าใจได้แค่สองสามประโยค บางเรื่องเวลาที่ควรเข้าใจก็จะเข้าใจ พูดมากไปไม่มีประโยชน์
โต๊ะบูชาของชาวบ้านยังไม่ได้วางเครื่องเซ่น ในวันอากาศร้อนแบบนี้ วางเร็วก็จะเสียเร็ว
สี่แยกหมู่บ้านยังมีคนใช้ปูนขาววาดวงกลมหลายวง บางวงใหญ่หน่อย บางวงเล็กหน่อย ไม่ว่าเป็นแบบใดจะรวมศูนย์กลางที่สี่แยก ตอนที่สองคนมาถึง ซุนเฉียนเฉิงกำลังพาเหมิ่งเหมิ่งวาดวงกลมหนึ่ง เด็กและผู้ใหญ่สองคนนี้ดูจริงจังมาก ไม่สังเกตเห็นว่าฟางเจิ้งมาเลย
เหมิ่งเหมิ่งถือกล่องปูนขาว ดวงตาโตขยับประกายไปมา เอียงศีรษะพูด “พ่อคะ ทำไมคุณลุงคุณน้าถึงวาดวงกลมนี่ล่ะ…”
ลิงแทบจะมองฟางเจิ้งพร้อมกัน ฟางเจิ้งยิ้มเล็กน้อย มองไปข้างหน้าให้มันฟังเอง
“วงกลมนี่เป็นตัวแทนของหลุมศพบรรพบุรุษที่จากไป วงกลมจะต้องเหลือทางเข้าไว้หมายถึงทางเข้าหลุมศพ ขณะเดียวกันทางเข้านี่จะต้องตรงกับทิศทางที่หลุมศพอยู่ เย็นวันนี้ตอนพวกเราเผากระดาษเงินให้พวกคุณย่าก็จะเผากันที่นี่…เหมิ่งเหมิ่ง ปู่กับย่าดีกับลูกไหม?” ซุนเฉียนเฉิงถาม
เหมิ่งเหมิ่งยังไม่ค่อยเข้าใจความเป็นตาย เธอเอียงศีรษะตรึกตรองก่อนตอบ “ดีกับหนูนะคะ”
“ใช่ ดังนั้นเย็นวันนี้เหมิ่งเหมิ่งต้องมาเผากระดาษกับพ่อนะรู้ไหม? ให้ปู่กับยาเห็นว่าหลานสาวน่ารักของพวกท่านกตัญญูแค่ไหน” ซุนเฉียนเฉิงพูด
เหมิ่งเหมิ่งพยักหน้าติดกัน “ค่ะๆ…เหมิ่งเหมิ่งจะมา” เด็กน้อยกระโดดโลดเต้น กล่องปูนขาวในมือสั่นตาม ปูนขาวกระเด้งขึ้น ลมพัดมาปูนขาวเลยปลิวหายไปหมด
เดิมทีลิงอยากรู้อยากเห็นเลยเข้าไปค่อนข้างใกล้ เอาล่ะ ปูนขาวลอยมาแล้ว มันยังโง่งมไม่รู้จักหลบ!
ตอนนี้เองมือใหญ่ข้างหนึ่งปิดตาลิงไว้ กันปูนขาวไว้ข้างนอก แต่หน้าก็ยังเป็นปูนขาว ขนสีขาวด้วย
พอสัมผัสได้ถึงการเคลื่อนไหว ซุนเฉียนเฉิงเงยหน้าขึ้น เมื่อเห็นว่าเป็นฟางเจิ้งก็รีบยืนขึ้น พูดด้วยรอยยิ้ม “หลวงพี่ฟางเจิ้ง พวกท่านลงเขามาทำไมหรือ…เฮ้ย เกือบลืม วันปล่อยผีแล้วนี่ วันนี้ต้องรบกวนท่านอีกแล้ว”
ฟางเจิ้งประนมสองมือ “อมิตาพุทธ นั่นเป็นสิ่งที่อาตมาควรทำ”
ซุนเฉียนเฉิงพูด “หลวงพี่ ครั้งก่อนเคยบอกท่านแล้วว่าครอบครัวพวกเราย้ายมาทีหลัง นอกจากพ่อแม่แล้ว ปู่กับย่าไม่ฝังอยู่ที่นี่ พูดจริงๆ นะครับ พวกเขาฝังอยู่ที่ไหนยังไม่รู้แน่ชัดเลย ผมเองก็ไม่แน่ใจ นี่ก็จะวันปล่อยผีแล้ว…” เอ่ยถึงตรงนี้ ซุนเฉียนเฉิงมองไปทางวงกลมสีขาวบนพื้น ที่เลือกถามฟางเจิ้งก็เพราะตอนวันเช็งเม้ง ฟางเจิ้งช่วยเขาแก้ปัญหาเรื่องเซ่นไหว้บรรพบุรุษ เข้าใจว่าจะเซ่นไหว้บรรพบุรุษทุกท่านอย่างไร วันนี้ฟางเจิ้งไม่มาเขาก็ว่าจะขึ้นเขาไปถาม ในเมื่อเจอกันก็ย่อมขอคำชี้แนะ
ฟางเจิ้งตอบ “ประสก เรื่องนี้จัดการง่าย ขอแค่ให้ปากทางเข้าหลุมศพชี้ไปยังทางตะวันตกก็พอ เหมือนที่กล่าวไว้ว่าขี่นกกระสาไปทางตะวันตกเท่ากับขึ้นสวรรค์ ชี้ไปทางตะวันตกไม่ผิดแน่”
ซุนเฉียนเฉิงได้ยินดังนั้นดวงตาพลันเปล่งประกาย รีบขอบคุณ “ขอบคุณหลวงพี่ที่ชี้แนะมากครับ พูดจริงๆ นะ ปัญหานี่รบกวนผมมาช่วงหนึ่งเลย ไม่คิดเลยว่าจะง่ายแบบนี้…”
เอ่ยจบซุนเฉียนเฉิงก็รีบนั่งยองลง วาดอีกวงกลมใหญ่ ปากทางเข้าชี้ไปทางตะวันตก
ฟางเจิ้งเอ่ยลาซุนเฉียนเฉิงแล้วพาลิงมาที่ร้านค้าเล็กเพียงแห่งเดียวในหมู่บ้าน ร้านค้าเล็กเปลี่ยนมือแล้ว ตอนนี้คนที่เปิดร้านคือเฉินจิน ตอนแรกเฉินจินอยากจะต่อต้านฟางเจิ้ง แต่เพราะอัคคีภัยครั้งใหญ่ได้ฟางเจิ้งช่วยไว้ทั้งครอบครัว เขาจึงซาบซึ้งใจต่อฟางเจิ้งอย่างยิ่ง ต่อมาเฉินจินสร้างบ้านใหม่ เขาคิดไปคิดมาก็ไม่อยากทำนาแล้วเลยซื้อร้านค้าเล็กมา ทุกวันจะนั่งในร้านค้า วางโต๊ะสองตัว ดูทุกคนเล่นไพ่ พูดคุยกันเป็นการฆ่าเวลา
แต่ว่าวันนี้ร้านเฉินจินไม่มีคนเล่นไพ่ เพราะข้างในกองเต็มไปด้วยกระดาษเงินหลากชนิด ตั้งแต่ที่ฟางเจิ้งบอกกับพวกเขาว่ายมโลกยอมรับเงินเพียงกระดาษเงิน ไม่ยอมรับของล้ำค่าอะไรแล้วนั้น ในหมู่บ้านก็ไม่มีใครเผาของพวกนั้นอีก ดังนั้นเฉินจินจึงสั่งแต่กระดาษเงินกระดาษทอง เอามากองกันไว้ตรงนั้น
เฉินจินกำลังเล่นมือถือที่หน้าประตู พอได้ยินเสียงบางอย่างจึงเงยหน้าขึ้น เห็นว่าเป็นฟางเจิ้งก็รีบลุกขึ้น เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “หลวงพี่ฟางเจิ้งท่านมาแล้วเหรอ? จะรับอะไรครับ? หยิบได้ตามสบายผมไม่เอาเงิน”
ฟางเจิ้งส่ายหน้า “เมื่อก่อนอาตมาไม่มีเงิน ช่วยไม่ได้เลยได้แต่ขอฟรี ตอนนี้แสงธูปวัดสว่างไสวแล้ว จะขอฟรีได้ยังไง? ยังไงก็ต้องจ่ายเงิน”
“หลวงพี่ฟางเจิ้ง ท่านอย่าทำแบบนี้เลยน่า ท่านเป็นคนช่วยชีวิตลูกเมียผมไว้ ให้ของนิดหน่อยจะเป็นอะไรไป? ท่านต้องรับ หยิบไปได้ตามสบาย! ถ้าท่านไม่รับ ผม…จะห่อส่งไปให้ท่านบนเขาทั้งหมด ไม่ว่าท่านจะเอาหรือไม่ ผมก็ไม่เอาแล้ว” เฉินจินเริ่มทำตัวไร้ยางอายแล้ว
……………………..………..