บรรลุอรหันต์กับระบบพุทธองค์ - ตอนที่ 551 ตรงไปตรงมาหน่อย
ฟางเจิ้งเห็นแบบนั้นก็ไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี นี่มันอะไรกัน? เขาที่ปัดหนี้สินไปมาทั่วเห็นมาเยอะแล้ว แต่เพิ่งเคยเห็นการให้ของไร้ยางอายแบบนี้เป็นครั้งแรก
ช่วยไม่ได้ ฟางเจิ้งได้แต่ขอบคุณ เลือกกระดาษเหลืองมาสองมัด เทียนไขหลายเล่ม ตะปูจำนวนหนึ่งก่อนเอ่ยลาไป
สถานีสุดท้ายคือบ้านหวังโอ้วกุ้ย พอเข้าประตูไปก็เห็นหวังโอ้วกุ้ยกำลังยุ่งอยู่ ซ่งเอ้อโก่ว ขาเป๋หม่า นักบัญชีหยางผิง หยางหวาพี่ชายหยางผิง เสมียนถานจวี่กั๋ว เจียงโจว ฝานชิง ชิวเสี่ยวเยี่ยและก่วนเสียงเฟิงอยู่ในลานบ้าน กำลังพูดอะไรบางอย่าง
เห็นฟางเจิ้งมาทุกคนจึงรีบลุกขึ้น
หวังโอ้วกุ้ยพูดยิ้มๆ “เจ้าอาวาสฟางเจิ้ง ท่านมาพอดีเลย เรากำลังหารือกันอยู่ ท่านว่าแท่นบูชาต้องใหญ่แค่ไหนถึงจะดี? ปีก่อนๆ พวกชาวบ้านจน ทำถูๆ ไถๆ ไป ปีนี้มีเงินแล้วจะทำถูๆ ไถๆ ไม่ได้? อย่างน้อยก็ต้องสวยเป็นอันดับหนึ่งในแปดหมู่บ้านสิบลี้”
ฟางเจิ้งส่ายหน้าด้วยความจนปัญญา “การเซ่นไหว้บรรพบุรุษไม่ต้องจัดใหญ่ขนาดนั้น เซ่นไหว้บรรพบุรุษก็เหมือนไหว้พระ ใจถึงดีกว่าอะไร ยกตัวอย่างง่ายๆ ประสกถาน ประสกหวังให้หลานชายหลานสาวของประสกกตัญญูโดยการซื้อบ้านหรูรถหรูให้แต่ปีหนึ่งไม่กลับมาเลยสักครั้งเลยหรือไม่?”
ถานจวี่กั๋วส่ายหน้าอย่างเด็ดขาด “ผมยอมให้ไอ้เด็กพวกนั้นว่างๆ แล้วกลับมาหาผมดีกว่า พูดคุยกัน ให้ผมด่าสักยกหรือผมจะให้เงินพวกเขาก็ได้…”
ฟางเจิ้งพยักหน้า “บรรพบุรุษก็ไม่ต่างกัน พวกเขากลับมาครั้งหนึ่งไม่ง่าย พวกเขาอยากเห็นความกตัญญูด้วยความจริงใจ ไม่ใช่แท่นสูงที่มีของกินเป็นกอง คนจากไปแล้ว ดูของพวกนี้มีประโยชน์อะไร?”
หวังโอ้วกุ้ยกล่าว “ทำใหญ่ บรรพบุรุษก็จะได้บารมีไปด้วยนี่”
“เช่นนั้นประสกคิดว่าข้างล่างเป็นยังไง ประสกเคยไปดูไหม?” ฟางเจิ้งถามกลับ
หวังโอ้วกุ้ยเงียบไป…
ฟางเจิ้งพูดต่อว่า “อาตมาก็ไม่เคยไป ข้างล่างเป็นยังไงคนเป็นไม่รู้ ใช้สายตาคนเป็นมองโลกคนตายก็เปรียบได้กับประสกเอารองเท้าที่ใส่สบายของตนไปใส่ให้เท้าช้าง เขาจะสบายไหม? ในเมื่อไม่รู้ก็สู้ใช้ความจริงใจ กตัญญูพวกเขาด้วยความจริงใจไม่ดีกว่าหรือ ไม่ว่าจะเป็นโลกคนเป็นหรือโลกคนตาย มีของสิ่งหนึ่งที่มูลค่าไม่เปลี่ยนแปลง นั่นคือความจริงใจ”
ทุกคนเข้าใจแจ่มแจ้งแล้ว…
เจียงโจวพูด “อยู่มานานขนาดนี้เพิ่งเคยได้ยินคำพูดแบบนี้เป็นครั้งแรก เคยเจอไต้ซือกับคนรวยในเมือง มีแต่คนอยากให้เผาเงินทองเพื่อแสดงความกตัญญูของตน ตอนนี้มาคิดๆ ดูแล้ว พวกเขาไม่ได้กตัญญูจริงๆ แต่แค่โอ้อวดตัวเองเท่านั้น…”
ก่วนเสียงเฟิงพูด “ผมเคยเจอเศรษฐีคนหนึ่ง เผาเฟอรารี่ทีสิบคัน…ตอนนี้มาคิดๆ ดูก็โง่จริงๆ”
ฟางเจิ้งยิ้ม “เผาเยอะ นอกจากเป็นมลภาวะทางอากาศกับประกาศความคิดที่เหม็นสาบของตนแล้วก็ไม่มีคุณค่าอะไรเลย บางทีอาจเป็นการแสดงถึงหน้าตาของคนเป็น ทว่าบรรพบุรุษล่ะ? ใจไม่ถึง เผาสมบัติมากกว่านี้ก็ไม่มีประโยชน์ ยังไงก็ไม่กตัญญู ถ้าใต้ดินมีใครรู้ บรรพบุรุษอาจจะถูกหัวเราะเยาะเอาได้…”
พูดถึงตรงนี้ ฟางเจิ้งหยุดชะงักไปครู่หนึ่งถึงพูดต่อ “โลกมีวิญญาณหรือไม่ไม่มีใครรู้ ทว่าตั้งแต่โบราณมาการเซ่นไหว้เป็นประเพณีสืบทอดความกตัญญูอย่างหนึ่ง ถ้าการเซ่นไหว้บรรพบุรุษกลายเป็นการโอ้อวดง่ายๆ ไม่มีการสืบทอดวัฒนธรรมความกตัญญู ครอบครัวหนึ่งก็จะสิ้นวัฒนธรรมไป ไม่มีวัฒนธรรม ต่อให้เงินทองที่เหลืออยู่มากกว่านี้ ทว่าคุณธรรมไม่รับความมั่งคั่งทุกสรรพสิ่ง ไม่ช้าก็เร็วต้องเรือล่มจมน้ำตาย”
ทุกคนได้ฟังดังนั้นก็เหมือนมีความคิด พากันพยักหน้า
เจียงโจวพูดปลงอนิจจัง “หลวงพี่ฟางเจิ้ง ท่านน่าจะเอาคำพูดพวกนี้ไปพูดที่ห้องเรียน…”
ฟางเจิ้งส่ายหน้า “อาตมามีความรู้น้อยนิด ไม่กล้าขึ้นไปยืนบนเวทีหรอก คนที่เข้าใจก็เข้าใจกว่าอาตมา คนที่ไม่เข้าใจ อาตมาพูดไปอาจไม่มีประโยชน์”
ทุกคนพากันตกเข้าสู่ห้วงความคิด
หัวข้อสนทนาเปลี่ยนไปแล้ว ในเมื่อเวทีไม่ต้องหรูหรามากนักแล้วก็ง่าย ทุกคนถือวัตถุดิบมาที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน เริ่มก่อสร้างแท่นบูชา ฟางเจิ้งลงมือด้วยตัวเอง เจียงโจวร่วมมือด้วย ทุกคนร่วมแรงร่วมใจกันจนเสร็จออกมาเป็นแท่นบูชาพุทธศาสนาที่ธรรมดาแต่แฝงไว้ด้วยความเรียบง่ายทุกแห่ง
พูดถึงแท่นบูชา ความจริงแท่นนี้ถูกเรียกว่าแท่นให้ทานผี บนแท่นให้ทานผีมีอาสนะนักบวช ข้างหน้าอาสนะนักบวชวางพระพุทธรูปพระกษิติครรภโพธิสัตว์ผู้โปรดสัตว์ผีร้าย ใต้พระพุทธรูปวางอาหารเช่นข้าวสารและลูกท้อเป็นถาดๆ ขณะเดียวกันบนแท่นให้ทานผียังวางป้ายวิญญาณสามแผ่นรวมถึงธงเรียกวิญญาณ ฟางเจิ้งแยกปักธงกระดาษสามมุมเป็นสีต่างๆ เช่นฟ้า แดงและเขียวลงบนของเซ่นไหว้ทุกชิ้น ด้านบนเขียนว่า ‘พิธีอุลลัมพนะ’ หรือ ‘ยอมให้เปิดประตู’ เป็นต้น เท่านี้แท่นให้ทานผีก็เสร็จสิ้น
ฟางเจิ้งมองแท่นให้ทานผีที่สร้างเสร็จตรงหน้าพร้อมกับมีภาพหนึ่งแล่นผ่านในความคิด หลวงตาหนึ่งนิ้วเคยบอกว่าหลายปีมานี้หมู่บ้านเอกดรรชนีไม่มีความพิถีพิถันเหล่านี้ แค่เผากระดาษง่ายๆ ก็จบ ความพิถีพิถันเหล่านี้มาจากภาคใต้ ใครเป็นคนนำมานั้น หลวงตาหนึ่งนิ้วไม่ได้บอก คนที่จัดงานอุลลัมพนะแบบนี้ก็มีแต่หลายหมู่บ้านข้างเคียงภูเขาเอกดรรชนี อีกอย่างหมู่บ้านเหล่านี้ ทุกครั้งหลวงตาหนึ่งนิ้วจะพาฟางเจิ้งไปทำพิธีตลอด หมู่บ้านที่หลวงตาหนึ่งนิ้วไม่ได้ไปปกติจะไม่มีความพิถีพิถันแบบนี้…ตอนนี้มาดูๆ แล้ว พิธีพิถีพิถันแบบนี้น่าจะเป็นหลวงตาหนึ่งนิ้วที่นำเข้ามา
หลังสร้างแท่นให้ทานผีเสร็จก็ยังต้องเปิดแท่น อันดับแรกฟางเจิ้งต้องแผ่ขยายความบริสุทธิ์ สวดมนต์ต่อแท่นบูชาอย่างเช่นมหากรุณาธารณีสูตร ทศธารณีและหัวใจพระสูตรเป็นต้น ดีที่ก่อนหน้านี้แม้ฟางเจิ้งจะสวดไม่เป็น ทว่าก็มีในอินเทอร์เน็ต เขาเคยอ่านคัมภีร์เหล่านี้ในอินเทอร์เน็ตมาแล้ว เคยท่องจำเลยไม่แปลกตา
ก่อนเขียนบทบูชาบรรพบุรุษลงไป รวมถึงขอพรพระโพธิสัตว์ให้ชี้แนะโลกเบื้องล่างด้วยความเมตตา
จากนั้นฟางเจิ้งเริ่มพิธีชักนำผี สวดบทบูชาบรรพบุรุษที่เขียนด้วยกระดาษเหลือง นำวิญญาณเข้าสู่แท่นบูชา ก่อนสวมหัวใจพระสูตร มนต์อุบัติสุขาวดีและมนต์สามวาจาแท้จริง สุดท้ายก็เป็นเจ้าภาพจัดงานอุลลัมพนะหรือก็คือหวังโอ้วกุ้ยใช้ปากกาสีแดงสดเขียนบนประกาศของพิธี เป็นการบอกว่าจะเปิดแท่นบูชาเสร็จแล้ว!
หลังจากเปิดแท่นบูชาแล้วจะเป็นการสวดไล่สิ่งชั่วร้าย ปกติจะดำเนินตามพิธีเมตตากรุณาวารีขมากรรม ทว่าฟางเจิ้งมีคนไม่พอ จัดพิธีใหญ่แบบนี้ไม่ได้ เลยสวดบทออกขมากรรมแล้วก็จบ ระหว่างนั้นยังเพิ่มเครื่องบรรณาการกับการทำบุญตักบาตรง่ายๆ เป็นอันจบการสวดไล่สิ่งชั่วร้าย
ง่ายๆ แบบนี้ และยังมีอีกเหตุผลหลักๆ ถ้าจัดตามพิธีเมตตากรุณาวารีขมากรรมแล้ว ถ้าฟางเจิ้งทำเสร็จภายในคืนนี้ได้ถือว่าไม่เลว ไม่ต้องไปหมู่บ้านอื่นๆ แล้ว ถึงอย่างไรถ้าจะเดินครบพิธีจริงๆ เป็นเรื่องซับซ้อนและยุ่งยากมาก
แน่นอนคนไม่พอก็เสียหาย ฟางเจิ้งเองก็ไม่รู้จะทำอย่างไร
วางแท่นให้ทานผีแล้ว หวังโอ้วกุ้ยขี่รถจักรยานยนต์พาฟางเจิ้งกับลิงไปหมู่บ้านอื่นข้างเคียง ช่วยพวกเขาจัดแท่นให้ทานผีทีละแห่ง จนกระทั่งตอนที่กลับมาถึงหมู่บ้านเอกดรรชนีก็เย็นแล้ว เนื่องจากไปหลายหมู่บ้านเกินไป เวลาเร่งด่วน หลังดวงตะวันลับภูเขาฟ้าก็มืดลง ฟางเจิ้งกับลิงทานอาหารเจง่ายๆ ตะโกนขึ้นไปบนยอดเขาทีหนึ่ง ตามด้วยเสียงระฆังดังขึ้น เริ่มพิธีอุลลัมพนะ!
เมื่อเสียงระฆังดังขึ้นจะมีคนเดินออกมาจากทุกบ้าน จากนั้นปักธูปที่หน้าประตูบ้าน ครอบครัวไหนฐานะดีก็จะปักเยอะ นี่เรียกว่าดำนา เป็นสัญลักษณ์ของธัญญาพืชอุดมสมบูรณ์ มองไกลๆ ทั้งหมู่บ้านปกคลุมด้วยควันดำหนึ่งชั้น ภายในเป็นจุดดาวแน่นขนัด ให้ความรู้สึกปานความฝัน ราวกับว่าท้องฟ้าแขวนคว่ำลง ตกลงมาในหมู่บ้าน ส่องแสงดาว
ต่อมา เครื่องเซ่นไหว้ถาดเล็กใหญ่ถูกขนออกมาวางบนโต๊ะบูชาเพื่อบูชาบรรพบุรุษ
ลิงหิ้วเครื่องเซ่นตะกร้าใหญ่ตามฟางเจิ้งมาที่หน้าแท่นให้ทานผี ฟางเจิ้งหยิบเครื่องเซ่นโปรยไปรอบๆ นี่เรียกว่าปากพ่นไฟ[1] เครื่องเซ่นที่โปรยออกไปคือการให้ทานกับภูตผีและวิญญาณเหล่านั้น เพื่อระงับความโกรธพวกเขาและเซ่นไหว้วิญญาณ
จากนั้นฟางเจิ้งขึ้นแท่นให้ทาน นั่งบนอาสนะนักบวช เขียนอักษรลงบนป้ายวิญญาณข้างหน้าเล็กน้อย ป้ายวิญญาณนี้มีเท่าไรก็ได้ ขอแค่มีก็พอ แต่ที่ฟางเจิ้งให้ทานผีเมื่อครู่ ไม่ว่าผีมีเท่าไรก็จะได้รับพร้อมกัน จากนั้นสวดมนต์อีกครั้ง…
สวดมนต์เสร็จเป็นอันเสร็จการให้ทานผีหิวโหย ฟางเจิ้งยืนขึ้นลงแท่นให้ทาน พยักหน้าให้ชาวบ้านเล็กน้อย ก่อนทุกคนเดินมาถึงริมแม่น้ำ
ผู้คนถือโคมดอกบัว จุดเทียนด้านบนแล้ววางไว้กลางแม่น้ำ มันไหลไปตามสายน้ำ บางคนไฟใกล้จะมอดดับแล้ว ทว่าทุกคนไม่โกรธ แต่กลับดีใจเล็กน้อย
ลิงเห็นดังนั้นก็ไม่เข้าใจ เอ่ยถามฟางเจิ้งเสียงเบา “อาจารย์ ไฟพวกเขาดับแล้วทำไมถึงยังดีใจ?”
“คนมีเส้นทางของคน ผีมีเส้นทางของผี คนเดินบนเส้นทางหยาง ผีเดินบนเส้นทางหยิน คนโบราณเชื่อว่าใต้น้ำมืดทึบยากจะส่องสว่าง เงามืดเปียกชื้นประหนึ่งนรกในโลกความตาย ดังนั้นจึงคิดว่านี่คือเส้นทางหยินและเป็นเส้นทางผี คืนนี้ผีออกมาท่องยามราตรีเลยหลงทางได้ง่าย ถ้าไม่กลับยมโลกจะกลายเป็นวิญญาณเร่ร่อนและพบกับหายนะ ดังนั้นจึงจุดไฟช่วยส่องเส้นทางกลับให้พวกเขา พาพวกเขามุ่งหน้าไปรายงานตัวที่ยมโลก บางแห่งยังเตรียมเรือวิญญาณกับบ้านวิญญาณด้วย เรือวิญญาณบรรทุกวิญญาณไปถึงยมโลกได้โดยตรง บ้านวิญญาณให้พวกเขามีที่อยู่อาศัยข้างล่าง แต่พวกเราไม่มีฐานะขนาดนั้นเลยไม่มี…
ส่วนไฟดับแล้วทำไมพวกเขาถึงดีใจนั้น เพราะไฟดับก็หมายความว่ามีวิญญาณถูกส่งไปแล้ว” ฟางเจิ้งอธิบายด้วยเสียงเบา
ลิงเข้าใจแจ่มแจ้ง ทว่านัยน์ตายังคงมีความสงสัยอีกมาก
วางไฟลงน้ำเป็นการส่งวิญญาณไปแล้ว พิธีอุลลัมพนะครั้งใหญ่เป็นอันสิ้นสุด ฟางเจิ้งรีบนั่งรถจักรยานยนต์ไปหมู่บ้านอื่น ครบรอบหนึ่งแล้วจนตอนที่เขากลับมาอีกครั้งฟ้าสว่างเรืองรอง เขากำลังเดินบนเส้นทางขึ้นเขา ในที่สุดลิงก็ถามข้อสงสัยในใจ “อาจารย์ ท่านเคยบอกว่าผีอยู่ในใจ…ความจริงแล้วท่านไม่เชื่อว่าโลกนี้มีผี แล้วทำไมถึงยังจัดพิธีอุลลัมพนะอีก? ในเมื่อไม่มีผีจะเหนื่อยขนาดนี้ทำไม สิ้นเปลืองแรงคนและสิ่งของไปมากขนาดนี้ทำไม? รู้สึกว่าไร้ประโยชน์แถมยังสิ้นเปลืองอาหารอีก?”
ฟางเจิ้งส่ายหน้า “อาจารย์เคยบอกไว้นานแล้วว่ามองอะไรอย่ามองเปลือกนอก นายต้องมองว่ามันเอาอะไรมาด้วย อาจารย์ไม่เชื่อเรื่องผีจริงๆ แต่อาจารย์เคยบอกว่าทุกคนมีผีอยู่ในใจ ผีบางพวกต้องกำราบไว้ ต้องรับของเซ่นไหว้ ไม่อย่างนั้นพวกเขาจะออกมาก่อความวุ่นวาย”
“ไม่เข้าใจ…” ลิงส่ายหน้าอย่างแน่วแน่ เอ่ยอย่างตรงไปตรงมา
ฟางเจิ้งมองบนไปที “ถ้าอย่างนั้นจะพูดตรงๆ ล่ะ โลกนี้เงินหาง่ายก็ไม่มีคุณธรรม ไม่มีอะไรเลย! ไม่มีคุณธรรม ต่อให้มีเงินมากกว่านี้ก็เป็นเพียงหายนะครั้งใหญ่! ในทางตรงข้าม คนที่มีคุณธรรมต่อให้ยากจน บนโลกนี้เขาจะมีความอาฆาตน้อยลงมาก แต่มีความอบอุ่นเพิ่มมากขึ้น พิธีในครั้งนี้ก็ดี วันเช็งเม้งก็ดี ล้วนคือการเตือนทุกคนว่าอย่าลืมกตัญญูบุพการี ความกตัญญูบุพการีต้องมาก่อน ถ้ากตัญญู ต่อให้เลวก็เลวไม่ได้ถึงไหน บางทีผลลัพธ์ของพิธีแบบนี้อาจจะทำให้คนชั่วช้ากลับใจไม่ได้ แต่ก็ตัดไฟแต่ต้นลมได้ เป็นการเตือนเด็กและคนที่เพิ่งคิดจะทำชั่วถึงความกตัญญูภายในใจต่อคนที่เลี้ยงดูพวกเขามาตั้งแต่เล็ก ยามเติบโตแล้ว ขอแค่กตัญญู ถึงจะเลวทรามก็ใช่ว่าจะช่วยกลับมาไม่ได้ เข้าใจรึยัง?”
……………………….
[1] ปากพ่นไฟ หมายถึงผีที่หิวโหย