บรรลุอรหันต์กับระบบพุทธองค์ - ตอนที่ 562 เกี่ยวอะไรกับฉัน
“ฉันเดาว่าวันนี้จะโทรมาขอให้ปล่อยไป คนปั่นกระแสของเรากดล่มเมืองเหลือสามจุดแปดคะแนนจากสิบคะแนนเต็ม สามจุดแปดคะแนน เหอะๆ…นี่เป็นหนังขยะในขยะแล้ว อีกอย่าง ฉันคุยกับเครือโรงหนังไว้หลายที่ พวกเขาไม่อยากร่วมการต่อสู้ของเรา แต่ว่าถ้าล่มเมืองฉายสามวันแล้วยังไม่ดี ถึงพวกเขาจะไม่ถึงกับถอดมันออก แต่จะลดราคาของตั๋วล่มเมืองลงไปต่ำที่สุด กระทั่งฉายตอนเที่ยงคืน! ฉันเดาว่าหลี่เสวี่ยอิงน่าจะรู้ข่าวนี้แล้ว ส่วนพวกเรา ขอแค่กดเธอไว้กับคำวิจารณ์ของมวลชนได้สามวันเธอก็จบเห่แล้ว! ด้วยกำลังทรัพย์ของเรา เธอไม่มีอะไรมาต่อต้านได้แน่นอน หรือเธอจะคิดว่าสุราหอมไม่กลัวซอยจะลึก? สมัยนี้สุราหอมต้องกลัวซอยลึกต่างหากที่เป็นสัจธรรม!” ประธานซือที่อ้วนและหัวโล้นกล่าว
ประธานหลี่พยักหน้า “มีเหตุผล แต่ว่าถ้าเธอยอมแพ้วันนี้จริงๆ ก็ไม่น่าสนุกแล้ว ฉันยังอยากเห็นความโอหังของราชินีอินทรีขาวอีกหน่อย”
“ความโอหัง? หวังว่าเธอยังโอหังได้อยู่นะ” ประธานเฟิ่งพูด
………
“เจ้านี่ไม่สนใจเราเลยจริงๆ…” หลี่เสวี่ยอิงเดินออกมาจากในอุโบสถ เห็นว่าฟางเจิ้งไม่อยู่ข้างนอกเลยพึมพำตามจิตใต้สำนึก
“ถ้าอาจารย์ข้าไม่สนใจสีกาคงไม่อวยพรช่วยสีกาหรอก สวดตั้งหนึ่งวันหนึ่งคืน” ตอนนี้เองเสียงดังแว่วมาจากข้างบน
หลี่เสวี่ยอิงเงยหน้ามองเห็นเด็กแดงนั่งอยู่บนต้นไม้ ในมือถือไผ่หนาวชิ้นหนึ่ง ใช้มือบิดเป็นชิ้นๆ ใส่ปาก เคี้ยวดังกรุบๆ ดูแล้วน่าอร่อยมาก
หลี่เสวี่ยอิงปวดใจกับไผ่หนาวอีกครั้ง ก่อนถามด้วยความแปลกใจ “อาจารย์เธออวยพรให้พี่หนึ่งวันหนึ่งคืนจริงๆ เหรอ?”
“ใช่ ไม่กินข้าวกลางวัน หิวจนเหมือนกับเด็กน้อย ดึกดื่นกินข้าวที่เหลือจนหมด” เด็กแดงพูด
“อมิตาพุทธ ศิษย์ เมื่อกี้พูดอะไร?” ตอนนี้เองฟางเจิ้งออกมาแล้ว ยิ้มหยีตามองเด็กแดง
เด็กแดงใจสั่น รีบกระโดดลงมา ไม่สนใจหลี่เสวี่ยอิงที่กลัวว่าเขาจะตกลงมาจนร้องตกใจ แต่รีบพูด “อาจารย์ เมื่อครู่ศิษย์บอกว่าอาจารย์เฉลียวฉลาดองอาจห้าวหาญ แถมยังหล่อเหลา”
“จริงหรือ?” ฟางเจิ้งเลิกคิ้วขึ้น รอยยิ้มเต็มใบหน้า ยิ้มจนเด็กแดงใจสั่นระรัว รีบวิ่งไปดึงหลี่เสวี่ยอิง “ไม่เชื่อก็ถามสีกาหลี่”
หลี่เสวี่ยอิงมองเด็กแดงก่อนมองฟางเจิ้ง พอนึกถึงประโยคที่ว่าหิวจนเหมือนเด็กน้อยก็ตลกกับท่าทางของอาจารย์และศิษย์คู่นี้ พูดยิ้มๆ ว่า “ฉันเป็นพยาน จิ้งซินไม่ได้โกหก”
เด็กแดงมองหลี่เสวี่ยอิงด้วยความซาบซึ้งใจแวบหนึ่ง จากนั้นมองฟางเจิ้งด้วยท่าทีว่าอาจารย์เห็นไหมว่าข้าว่านอนสอนง่ายแค่ไหน
ฟางเจิ้งเดินเข้าไปโขกหัวเขาที “ครั้งนี้ช่างมัน ถ้ามีครั้งหน้าอีก อาจารย์จะสวดมนต์ให้นายฟัง”
เด็กแดงตัวสั่น รีบเอ่ยลาหายวับไป อาศัยจังหวะที่ฟางเจิ้งยังไม่เปลี่ยนใจออกห่างจากอันตรายให้ไกล นี่ต่างหากคือสัจธรรม
“ศิษย์คนนี้กลัวท่านมากเลยนะคะ” หลี่เสวี่ยอิงไม่รู้ว่าทำไมพอได้ยินว่าฟางเจิ้งช่วยอวยพรให้เธอหนึ่งวันหนึ่งคืนแล้วในใจสั่นไหว อารมณ์ด้านลบแต่เดิมหายไปจนหมดสิ้น แต่หันมาหยอกล้อฟางเจิ้งแทน
ฟางเจิ้งพูดปลงอนิจจัง “เด็กคนนี้ขาดการอบรมที่ดีมาตั้งแต่เล็ก ทนมือทนไม้มาก ถ้าอาตมาไม่โหดบ้าง เขาคงตายไปแล้ว”
“พรวด…ท่าน โหด?” หลี่เสวี่ยอิงหัวเราะ มองอย่างไรฟางเจิ้งก็ดูไม่โหดเลย แต่กลางๆ ไม่มากไม่น้อย
ฟางเจิ้งตอบอย่างมีเหตุผล “แน่นอน!”
“เหอะๆ เอาเถอะ ท่านโหด” หลี่เสวี่ยอิงมองว่าฟางเจิ้งกำลังล้อเล่น ไม่ได้คิดจริงจังอะไรเลย
“อารมณ์ดีขึ้นแล้ว?” ฟางเจิ้งถาม
“ค่ะ คิดออกแล้ว ไม่สนแพ้ชนะแล้ว อย่างน้อยตัวฉันยังไม่ถือว่าล้มเหลว ไม่ว่าเมื่อไรจะมีกลุ่มเพื่อนคอยห่วงใยเสมอ” หลี่เสวี่ยอิงพูดด้วยความภูมิใจ
ฟางเจิ้งเลิกคิ้วขึ้น “อมิตาพุทธ สีกาภูมิใจแล้ว”
“คิกๆ…ทำไมพอท่านพูดแล้วตลกขนาดนี้?” หลี่เสวี่ยอิงไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี ภูมิใจไม่แปลก แต่พอฟางเจิ้งพูดด้วยมาดขรึมกลับมีความรู้สึกยินดีเพิ่มเข้ามา
ฟางเจิ้งเอ่ยอย่างจนปัญญา “อาตมาพูดความจริง”
“ถ้าอย่างนั้นฉันก็ภูมิใจ” หลี่เสวี่ยอิงพูดถึงตรงนี้ก็เงยหน้ามองต้นโพธิ์ “ฉันได้ยินมาว่าต้นโพธิ์นี่เคยหนาวตาย ต่อมามีชีวิตอีกครั้งถูกไหมคะ?”
ฟางเจิ้งพยักหน้า
หลี่เสวี่ยอิงพูดต่อ “ฉันสู้ต้นไม้ต้นเดียวไม่ได้เหรอคะ?”
“แค่หนังเรื่องเดียว สำคัญขนาดนี้เลยหรือ?” ฟางเจิ้งถาม
“ฝ่ายลงทุนถอนทุนกลางคัน เงินทุนช่วงหลังฉันเป็นคนออกทั้งหมด ชนะ ฉันจะได้ทั้งชื่อเสียงและผลประโยชน์ แพ้ก็จะไม่เหลืออะไรเลย” หลี่เสวี่ยอิงพูดเรียบนิ่งมาก ราวกับปล่อยวางทุกอย่างจริงๆ
“อมิตาพุทธ…” ฟางเจิ้งไม่ได้พูดอะไร
“หลวงพี่ ท่านคิดว่าฉันจะชนะไหม?” หลี่เสวี่ยอิงถามทันที
ฟางเจิ้งผงะ พูดจริงๆ เขาไม่รู้ว่าหลี่เสวี่ยอิงจะชนะหรือไม่ แม้เขาจะจ่ายบุญกุศลไปแล้ว แต่บางครั้งระบบก็หลอกลวง ดังนั้น…
ตอนนี้เองระบบพลันกล่าวขึ้น “เสริมดวงชะตาแล้ว คืนนี้ก่อนฟ้าสางจะแสดงผล”
ฟางเจิ้งพลันถอนหายใจโล่งอก ก่อนยิ้มมองหลี่เสวี่ยอิง “ทำดีย่อมได้ดี ต่อให้พายุกระหน่ำฟ้าผ่าแรงกว่านี้ก็ยังผ่านไปได้ พรุ่งนี้เป็นวันฟ้าใส!”
“หมายความว่ายังไงคะ?” หลี่เสวี่ยอิงงุนงง
ฟางเจิ้งเพียงยิ้มแต่ไม่พูดอะไรมาก เพราะว่า…
“เปิดเผยความลับสวรรค์ไม่ได้ ชี้แนะได้ แต่ห้ามเปิดเผย ไม่อย่างนั้นต้องรับผลจากนั้นเอง” ระบบกล่าว
ฟางเจิ้งรู้ตรงนี้ตั้งนานแล้ว ดังนั้นเขาเลยไม่เคยเปิดเผยมาก่อน ไม่พูดครึ่งหนึ่งซ่อนครึ่งหนึ่งก็ดึงเข้าฝัน…
“ท่าน…” หลี่เสวี่ยอิงเห็นฟางเจิ้งไม่พูดจึงโบกมืออย่างจนปัญญา “เอาเถอะ ท่านไม่พูดก็ไม่พูด ขอบคุณคำพูดมงคลของท่านด้วย เมื่อกี้ฉันขอพรกับพระโพธิสัตว์ไปแล้ว ถ้าผ่านมรสุมครั้งนี้ไปได้ ฉันจะสร้างวิหารพระโพธิสัตว์กวนอิมให้ท่านเลย”
หลี่เสวี่ยอิงพูดพลางเดินไปไกล น่าเสียดาย เธอไม่เห็นว่าข้างหลังมีเจ้าอาวาสไร้ความดีเผยรอยยิ้มเบิกบานใจ…
ลงเขามา หลี่เสวี่ยอิงรับอีกสายหนึ่ง เป็นสายจากหลี่จวิน
“น้องเสวี่ยอิง ได้ยินว่าเธอเจอปัญญา มีอะไรให้ช่วยไหม?” หลี่จวินพูดด้วยรอยยิ้ม
“ที่แท้ก็ประธานหลี่ เราไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น โปรดเรียกชื่อเต็มด้วย ส่วนปัญหาที่ประธานหลี่ว่า ฉันไม่รู้ ถ้ามีก็เป็นเรื่องของฉัน เกี่ยวอะไรกับคุณ?” หลี่เสวี่ยอิงตอบ
น้ำเสียงของหลี่จวินเย็นเยียบลงทันที “น้องเสวี่ยอิง อย่าปฏิเสธกันตรงๆ แบบนี้สิ ทั้งหมดสามวัน เมื่อวานวันแรกก็อนาถมากแล้วนี่…วันนี้วันที่สองเหมือนจะไม่ดีนักนะ เธอว่าถ้าวันสุดท้ายยังแย่แบบเดิมล่ะ เฮ้อ…มีคนจะล้มละลาย จิ๊ๆ…”
“นั่นมันเรื่องของฉัน เกี่ยวอะไรกับคุณ?” หลี่เสวี่ยอิงถามกลับ
“ไม่เกี่ยวอยู่แล้ว มีคนทำให้ฉันไม่พอใจ ฉันให้เธอมาขอโทษฉันถึงที่ แล้วก็ฉันมีหนังเรื่องใหม่ ขาดนักแสดงหลัก…” หลี่จวินกล่าว
หลี่เสวี่ยอิงยังคงพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “คุณไม่พอใจกับคุณถ่ายหนังนั่นมันเรื่องของคุณ เกี่ยวอะไรกับฉัน?”
…………………….…..