บรรลุอรหันต์กับระบบพุทธองค์ - ตอนที่ 570 ฟางเจิ้งผู้หมอบไม่พ้นกระสุน
ฟางเจิ้งกับเจียงโจวเลยเข้ามาใกล้กัน ฟางเจิ้งมองเจียงโจวที่ไม่ทุกข์ร้อนข้างๆ จากนั้นมองเพดานอย่างหมดคำจะพูด คิดเศร้าๆ ว่า ‘อาตมายังหนุ่ม ทำไมถึงกลายเป็นคนแก่ได้ ร้องไห้แล้ว!’
ช่วงเช้าดูพิธีตรวจพลจบแล้ว ฟางเจิ้งกลับภูเขาเอกดรรชนี ส่วนหมาป่าเดียวดาย เด็กแดง กระรอกและลิงยังอยากเล่นที่ตีนเขา ฟางเจิ้งไม่ห้าม ปล่อยให้พวกมันเล่มไปตามสบาย
เขาเปิดประตูใหญ่วัดเอกดรรชนี เดินเข้าไปในวัด นั่งลงใต้ต้นโพธิ์ แหงนหน้ามองต้นโพธิ์ ฟางเจิ้งเกิดความรู้สึกเลือนรางเหมือนอยู่ในความฝันอย่างหนึ่ง เขาลูบต้นโพธิ์เบาๆ พลางเอ่ยเสียงเบา “มีแต่คนบอกว่าชีวิตคนดั่งความฝัน ปีนี้อาตมาเหมือนฝัน ถ้าไม่ใช่เพราะนายยังเหมือนเมื่อก่อน อาตมาต้องหยิกตัวเองสักที ดูว่าอยู่ในความฝันรึเปล่า นายมาจากภาคใต้ ปักรากรนหาที่ตายบนเขาเอกดรรชนี ตอนนี้มีชีวิตกลับมา อาตมาหวังว่าจะเกิดปาฏิหาริย์กับนายมากกว่านี้ อมิตาพุทธ”
น่าเสียดาย ต้นโพธิ์ก็คือต้นโพธิ์ โลกนี้ไม่เหมาะกับการฝึกฝน ไม่มีภูตผีปีศาจ ต้นโพธิ์ย่อมไม่ตอบกลับฟางเจิ้ง ฟางเจิ้งเพียงแค่ระบายความรู้สึกเท่านั้น จึงส่ายหน้าเดินเข้าอุโบสถ เคาะมู่อวี๋สวดมนต์
ผ่านมาตั้งนานนี่เป็นครั้งแรกที่วัดเอกดรรชนีมีฟางเจิ้งอยู่วัดคนเดียว เป็นครั้งแรกที่สงบแบบนี้ ฟางเจิ้งสวดมนต์ไปพลาง สัมผัสสายลมเย็นสบายพัดผ่านวัดไปพลาง กระทบใบต้นโพธิ์ดังซ่าๆ เฉียดผ่านหูเย็นสบาย
ได้กลิ่นหอม…
จิตใจฟางเจิ้งสงบลงเรื่อยๆ สุดท้ายลืมทุกอย่าง ในใจมีเพียงมนต์ มีเพียงธรรมะ ไม่มีการแบ่งแยก ขณะเดียวกัน เรื่องที่ทำในหนึ่งวันฉายในความคิดใหม่ การกระทำกับพระธรรมยืนยันกันและกัน ตรงไหนทำถูก ตรงไหนทำผิด มองปราดเดียวเห็นชัด
ฟางเจิ้งใจสั่นไหว นี่คือหยั่งถึงจิตใจแท้จริงของตน?
สรุป พอตกใจก็ตื่นจากสภาวะพิเศษนั้น ฟางเจิ้งอยากหาความรู้สึกนั้นอีกก็ทำไม่ได้แล้ว เพราะว่า…
“มานี่!” เสียงตะโกนด้วยความโมโหดังแว่วมาจากนอกวัด จากนั้นผู้ชายผมขาวดอกเลา ผิวหนังเหลืองเทียน สวมเสื้อเชิ้ตสีฟ้าเข้ม กางเกงสีสันพรางตา สวมรองเท้ากันฝนที่เต็มไปด้วยโคลนกำลังลากเด็กวัยกลางๆ มาที่หน้าประตูวัด
ผู้ชายโกรธมาก ทว่าส่วนลึกในแววตามีความจนปัญญามากกว่า
ฟางเจิ้งเดินไปตามเสียง ในที่สุดก็เห็นเด็กชายตามหลังผู้ชายมา เด็กชายร่างผอมมาก ตัวไม่สูง เส้นผมย้อมสีทองไม่ค่อยชัดเจน ดวงตาเต็มไปด้วยความดื้อรั้นและไม่พอใจ พยายามออกแรงดิ้นเพื่อให้หลุดจากมือผู้ชาย
“อมิตาพุทธ ประสกทั้งสองมีเรื่องอะไรหรือ?” ฟางเจิ้งเดินเข้ามาถาม
“หลวงพี่ฟางเจิ้ง เรามาหาท่านน่ะ” ผู้ชายเห็นฟางเจิ้งแล้ว สีหน้าผ่อนคลายลงไม่น้อย
ฟางเจิ้งพิจารณามองผู้ชายคนนี้ ยิ่งมองยิ่งคุ้นตา เหมือนจะเป็นคนหมู่บ้านใกล้เคียง ทว่าผู้ชายในภาพจำฟางเจิ้งไม่ได้ชราขนาดนี้! คนอายุสามสิบกว่าทำไมถึงดูเหมือนอายุห้าสิบกว่า?
“ประสกคือประสกหลิวหงอวิ๋น?” ฟางเจิ้งถาม
“ผมเอง…” หลิวหงอวิ๋นทำหน้าเศร้า ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีคนถามเขาแบบนี้ ระหว่างทางขึ้นเขาก็โดนถามหลายครั้งมาก
ฟางเจิ้งอึ้งงัน ใช่หลิวหงอวิ๋นที่ตนคุ้นเคยจริงๆ! หลิวหงอวิ๋นไม่ใช่คนหมู่บ้านเอกดรรชนี แต่เป็นหมู่บ้านใกล้เคียงกัน ปีนี้หลิวหงอวิ๋นน่าจะอายุสามสิบแปด เป็นวัยหนุ่มแน่นถึงจะถูก ทว่าหลิวหงอวิ๋นตรงหน้าเป็นชายชราห้าสิบกว่า! ต่างกับเมื่อก่อนมากเกินไป
“หลวงพี่ฟางเจิ้ง มันพูดยากน่ะครับ” หลิวหงอวิ๋นรู้ว่าทำไมฟางเจิ้งถึงเหม่อแบบนี้ เขาเองก็ทุกข์ใจเช่นกัน ทว่าเขาจะทำอะไรได้?
“อมิตาพุทธ ประสกทั้งสอง เข้ามานั่งก่อนเถอะ” ฟางเจิ้งหลีกทางให้ เชิญสองคนเข้าวัดมานั่งเก้าอี้ไผ่ใต้ต้นโพธิ์
หลิวเป่ยจวินบุตรชายหลิวหงอวิ๋นเข้าวัดมาแล้วก็หยุดดิ้นเช่นกัน ไม่รู้เพราะอะไร พอเข้าวัดมาแล้วจิตใจเขาผ่อนคลายลงไม่น้อย เมื่อมองฟางเจิ้งจิตใจจะสงบลงอย่างถึงที่สุด เขานั่งตามหลิวหงอวิ๋นอย่างสงบนิ่ง ก้มหน้าเล็กน้อย ไม่มองใคร ไม่มีใครรู้ว่าในใจเขาคิดอะไร
หลายคนนั่งลง ฟางเจิ้งไม่ได้พูดอะไร รออยู่เงียบๆ เขารู้ว่าในเมื่อหลิวหงอวิ๋นมาจะต้องมีเรื่องพูดแน่ๆ
เป็นอย่างที่ว่าไว้ เมื่อเงียบไปครู่หนึ่งแล้ว หลิวหงอวิ๋นถอนหายใจยาว “หลวงพี่ฟางเจิ้ง ท่านช่วยโน้มนำลูกชายผมที เขาไม่อยากเรียนหนังสือ ท่านว่า…เขาจะไม่เรียนหนังสือได้ยังไง? ไม่เรียนหนังสือพอโตไปจะทำอะไร? ทำนาเหมือนผม?”
หลิวเป่ยจวินเอ่ยอย่างไม่พอใจ “ทำนาแล้วยังไง? ทำนาดีกว่าเรียนหนังสือ เรียนหนังสือมีอะไรดี? คนเรียนกันเยอะแยะ พอกลับมาเห็นมีแต่คนขอเงินพ่อแม่”
“ลูก…ถ้าสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ก็ได้แต่ทำนา!” หลิวหงอวิ๋นเอ่ยด้วยความโกรธ
“ผมว่าทำนาก็ดี พ่อดูเพื่อนผมพวกนั้นสิ ไม่เรียนหนังสือแล้วสบายจะตาย ขี่มอเตอร์ไซค์ไปไหนมาไหนทั่ว ตอนนี้ไปโรงเรียนเรามีใครบ้างไม่ให้เกียรติ อาจารย์ยังกินข้าวกับพวกเขาเลย นี่ไม่ดีกว่าโรงเรียนเหรอ?” หลิวเป่ยจวินตอบอย่างมีเหตุผล
“นั่นมันพวกกากสังคม แกไปอยู่กับพวกเขาจะได้อะไร?” หลิวหงอวิ๋นพูด
“พ่อเก่งขนาดนี้ยังทำนา ถึงยังไงผมก็ไม่เรียนหนังสือแล้ว พูดอะไรไปก็ไม่มีประโยชน์ ผมแค่อยากมีอิสระ ไม่อยากเข้ากรงใหญ่นั่นอีก พ่อหาใครมาก็ไม่มีประโยชน์!” หลิวเป่ยจวินแสดงออกชัดเจนมากว่าไม่เรียนหนังสือ แต่อยากทำอะไรก็ทำ
หลิวหงอวิ๋นพูดไม่เก่ง โดนหลิวเป่ยจวินย้อนจนพูดไม่ออก ด้วยความโมโหจึงยกมือขึ้นจะตบ
ฟางเจิ้งรีบดึงไว้ “อมิตาพุทธ ประสก การลงมือแก้ปัญหาไม่ได้”
“ตี ตี! เอาแต่ตี! นอกจากตีผมแล้วพ่อทำอะไรได้อีก? ลูกคนอื่นขี่มอเตอร์ไซค์ไปเรียนหนังสือ แต่ผมได้แค่ขี่จักรยาน! ลูกคนอื่นซื้อแท็บเล็ต ผมมีแค่สมุดจด ตัวพ่อเองยังไม่มีปัญหาเลย ยังจะมาสนใจผม?” หลิวเป่ยจวินยืดคอตรง ตะเบ็งเสียงจนหน้าแดงหูแดง
“กะ…แก! ฉันจะตีแกให้ตาย!” หลิวหงอวิ๋นโมโหไฟลุก ทำแบบนี้ที่บ้านยังพอว่า แต่มาที่วัด ทำแบบนี้ต่อหน้าคนอื่น น่าขายหน้า! เขาขายหน้าไม่ได้!
ฟางเจิ้งรีบขวางไว้ อยากให้เขาสงบลงอย่างนิ่มนวล อย่างน้อยก็อย่าลงมือเลยพูด “ประสก ในวัดไม่สมควรลงไม้ลงมือ”
หลิวหงอวิ๋นได้ยินดังนั้นก็พยักหน้าจริงๆ จากนั้นลากหลิวเป่ยจวินจะออกไป “ได้ ผมจะออกไปตีข้างนอก”
ฟางเจิ้งไปไม่เป็นแล้ว
หลังจากฟางเจิ้งพูดโน้มน้าว ปรากฏว่าหลิวหงอวิ๋นสงบลง นั่งลงเอ่ยด้วยความโมโหจัด “แกหัดเอาแบบอย่างหลวงพี่ฟางเจิ้งบ้าง แล้วดูตัวแกซิ!”
หลิวเป่ยจวินพึมพำ “ฟางเจิ้งก็เลิกเรียนกลางคันเหมือนกันนี่”
หลิวหงอวิ๋นอึ้งไป ก่อนหน้านี้นึกถึงแต่ความสำเร็จของฟางเจิ้ง ลืมไปเลยว่าฟางเจิ้งก็เป็นเด็กเหม็นโฉ่ที่เลิกเรียนกลางคันเหมือนกัน! เหมือนว่าจะหาเป้าหมายแบบอย่างผิดคนเสียแล้ว…
ฟางเจิ้งทำหน้าจนปัญญา เขานอนหมอบหลบกระสุนแล้วก็ยังโดนลูกหลง ทำร้ายกันชัดๆ!
………………………