บรรลุอรหันต์กับระบบพุทธองค์ - ตอนที่ 571 เป็นตายอย่างไรก็ไม่เรียน
“ฟางเจิ้งกับแกไม่เหมือนกัน เขามาเป็นเจ้าอาวาส แกเป็นเจ้าอาวาสได้ไหมล่ะ?” หลิวหงอวิ๋นพูดเขินๆ
หลิวเป่ยจวินเบะปาก “พ่อพูดไปก็ไม่มีประโยชน์ ถึงยังไงผมก็ไม่เรียนแล้ว น่าเบื่อ”
“แกนี่!” หลิวหงอวิ๋นโกรธอีกครั้ง จะลงมืออีก
ฟางเจิ้งรีบดึงไว้ “ประสก ในเมื่อประสกน้อยหลิวไม่อยากเรียนหนังสือ ประสกก็ไม่ต้องให้เขาเรียนหนังสือตามประสงค์เถอะ ข่มเขาโคขืนให้กินหญ้าย่อมไม่ได้ผลตามที่ต้องการ”
“อืม หือ?!” หลิวหงอวิ๋นพยักหน้าก่อน จากนั้นได้สติกลับมา มองฟางเจิ้งอย่างเหลือเชื่อ เขาไม่อยากเชื่อว่าจะออกมาจากปากฟางเจิ้ง!
หลิวเป่ยจวินดวงตาเปล่งประกาย แทบจะยิ้มมีความสุข แววตาที่มองฟางเจิ้งเปลี่ยนไป เป็นบุพการีที่เกิดใหม่ เป็นผู้ช่วยชีวิตให้รอดพ้นจากภัย! นอกจากซาบซึ้งใจแล้วก็มีแต่ความซาบซึ้งใจ! รีบเอ่ยว่า “พ่อ พ่อดูสิ เจ้าอาวาสพูดแบบนี้พ่อยังว่าอะไรได้อีก? คำพูดของเจ้าอาวาสฟางเจิ้งคือคำของพระพุทธองค์ พ่อไม่ฟังอย่างนั้นเหรอ?”
หลิวเป่ยจวินพูดชม ฟางเจิ้งก็เขิน เมื่อไรกันที่คำพูดเขาเท่ากับคำของพระพุทธองค์ นี่พูดจาเกินจริงไปหน่อยไหม? ทว่าสิ่งที่ฟางเจิ้งแปลกใจคือหลิวหงอวิ๋นไม่มีท่าทีคัดค้าน
แต่กลับจ้องหลิวเป่ยจวินด้วยความโมโห “พระพุทธองค์ตรัสฉันก็ไม่ฟัง สรุปแกต้องเรียนหนังสือ!”
ฟางเจิ้งไม่รู้ว่าความศักดิ์สิทธิ์ของการขอบุตรบนภูเขาเอกดรรชนีไปไกลถึงแปดหมู่บ้านสิบลี้นานแล้ว แม้แต่อำเภอซงอู่กับเมืองเฮยซานยังได้ยินคำเล่าลือ แน่นอนว่าพวกชาวบ้านเชื่อตรงนี้มากกว่า คิดว่าวัดเอกดรรชนีเป็นผลจากที่พระพุทธองค์แสดงปาฏิหาริย์ ดังนั้นทุกคนจึงมองว่าฟางเจิ้งเป็นโฆษกในโลกมนุษย์ของพระพุทธองค์ คำพูดของเขาเท่ากับความหมายที่พระพุทธองค์จะสื่อ
แน่นอน คำพูดนี้ทุกคนถ่ายทอดกันเอง ส่วนเชื่อมากน้อยเท่าไรก็ต่างกันไปตามคน
แม้หลิวหงอวิ๋นจะไม่เชื่อทั้งหมด กลับไม่คัดค้านบุตรชายในเรื่องนี้ ไม่อย่างนั้นเรื่องแพร่งพรายออกไปคงอนาถาแล้ว
“หุบปาก!” หลิวหงอวิ๋นพูดจบก็เตรียมลากหลิวเป่ยจวินไป ในเมื่อฟางเจิ้งจัดการเด็กดื้อนี่ไม่ได้ เขาก็ได้แต่เปลี่ยนวิธี
“อมิตาพุทธ” ตอนนี้เอง ฟางเจิ้งเอ่ยขึ้น
“เจ้าอาวาสฟางเจิ้ง ในเมื่อท่านไม่อยากช่วยผมพูดโน้มน้าวเด็กคนนี้ ผมจะพาเขาไปไม่ได้เหรอ” หลิวหงอวิ๋นไม่กล้าแสดงท่าทีโกรธใส่ฟางเจิ้ง ทว่าความคับอกคับใจกับอารมณ์โมโหยังมองเห็นได้
ฟางเจิ้งยิ้ม “ประสก ถ้าประสกเชื่ออาตมาก็ให้ประสกน้อยหลิวอยู่วัด บำเพ็ญเพียรกับอาตมาสักระยะหนึ่ง”
ฟางเจิ้งเอ่ยจบ หลิวเป่ยจวินงุนงง เขากำลังกังวลอยู่เลยว่าจะหลุดจากกรอบของหลิวหงอวิ๋นอย่างไร ไม่ว่าทำอะไร ขอแค่ไม่ต้องเจอหลิวหงอวิ๋น ไม่ต้องไปเรียน อยู่ไหนก็ได้! เขาเชื่อว่าขอแค่เริ่มต้นได้ ภายหลังเขาจะเป็นหลวงจีนหรือไม่ หลิวหงอวิ๋นก็ไม่มีทางให้เขาไปเรียนหนังสือได้อีก
คิดดังนั้น หลิวเป่ยจวินรีบพูด “พ่อ ถึงยังไงผมก็ไม่อยากเรียนหนังสือ พ่อพูดไปไม่มีประโยชน์ ต่อให้ส่งผมไปผมก็โดดเรียนหนีไปได้อยู่ดี ผมว่าบนเขานี่ก็ไม่เลว ผมอยากอยู่ที่นี่ เรียนรู้สิ่งที่มีประโยชน์บ้าง ไม่ใช่อะไรก็ไม่รู้ไร้ประโยชน์ที่โรงเรียน”
หลิวหงอวิ๋นอยากพูดบางอย่าง ทว่าเห็นหลิวเป่ยจวินทำหน้าดื้อรั้นไม่ยอมเชื่อฟังแล้ว ตนเข้าใจบุตรชายตนดีที่สุด ส่งหลิวเป่ยจวินกลับโรงเรียนไปแบบนี้ก็หนีเรียนอยู่ดี…
เขามองฟางเจิ้งที่ยิ้มอบอุ่นอีกครั้ง หลิวหงอวิ๋นตรึกตรองว่าตนดูแลหลิวเป่ยจวินไม่ได้ ถ้าพาหลิวเป่ยจวินกลับไปก็อาจจะทะเลาะกันตลอด ไม่มีประโยชน์อะไรเลย เขายังต้องทำนา ไม่มีเวลาดูหลิวเป่ยจวิน แม้การที่ฟางเจิ้งสนับสนุนให้หลิวเป่ยจวินหยุดเรียนกลางคันจะทำให้เขาไม่พอใจเล็กน้อย แต่ก็ยังวางใจกับฟางเจิ้งมาก
บางทีการมอบหลิวเป่ยจวินให้ฟางเจิ้งชักพาอาจจะดีกว่าพากลับไปโรงเรียน อย่างน้อยก็ไม่ก่อความวุ่นวาย
คิดได้ดังนั้นหลิวหงอวิ๋นจึงพยักหน้า “ถ้าอย่างนั้นก็รบกวนเจ้าอาวาสฟางเจิ้งด้วยครับ”
เอ่ยจบ หลิวเป่ยจวินพลันร้องดีใจ แต่ก็แลกกลับมาเป็นแววตาเหี้ยมโหดจากหลิวหงอวิ๋นกับเสียงต่อว่า “ไอ้ลูกบ้า จะอยู่ก็อยู่ แต่แกต้องฟังฉัน เชื่อฟังเจ้าอาวาสฟางเจิ้ง ถ้ากล้าก่อความวุ่นวายฉันจะหักขาแกข้างหนึ่ง!”
หลิวเป่ยจวินตกใจจนไม่กล้าตะโกนเสียงดังอีก
ฟางเจิ้งกำลังจะพูด หลิวหงอวิ๋นกลับชิงเอ่ยก่อน “เจ้าอาวาสฟางเจิ้ง เป่ยจวินเด็กคนนี้ดื้อ ไม่เชื่อฟัง ถ้าเขาก่อเรื่องท่านตีได้เลย ตีไม่ตายกับไม่พิการก็พอ! ไม่ต้องเกรงใจ!”
ฟางเจิ้งพลันพูดไม่ออก เขาเป็นนักบวช ไม่มีเรื่องจะตีหลิวเป่ยจวินทำไม? ทว่าที่มากกว่านั้นคือปลงอนิจจัง ทำไมเขาถึงคุ้นหูกับคำพูดนี้นัก? เหมือนว่าตอนแรกที่หวังโอ้วกุ้ยส่งเขาไปเรียนหนังสือก็พูดกับครูประจำชั้นแบบนี้ สรุปคือเขาถูกตีไม่น้อยจริงๆ
ทว่าตอนนี้มาคิดๆ ดูแล้วก็ต้องขอบคุณฝ่าเท้าใหญ่ของครูในตอนแรก ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่มีวันนี้ อาจจะกลายเป็นขยะสังคม ก่อความวุ่นวายไปทั่วก็ได้
ดังนั้นตอนนี้ ฟางเจิ้งได้ฟังคำพูดนี้แล้ว แม้จะหมดคำพูดอยู่บ้าง ทว่าเข้าใจมากกว่าว่าหลิวหงอวิ๋นอยากให้บุตรตนได้ดี รวมถึงมีความรักต่อหลิวเป่ยจวินในใจ
น่าเสียดาย หลิวเป่ยจวินไม่คิดแบบนี้ ฟังแล้วเอ่ยตอบว่า “ผมไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของพ่อรึเปล่าเนี่ย?”
“เก็บมาจากถังขยะ” หลิวหงอวิ๋นตอบไปอย่างนั้น
ฟางเจิ้งเห็นสองคนจะหยิกกันอีกแล้วจึงรีบพูด “อมิตาพุทธ ประสกวางใจเถอะ”
หลิวหงอวิ๋นยังอยากพูดบางอย่าง ทว่าฟางเจิ้งเบี่ยงประเด็นไปเลยไม่พูด แต่พยักหน้าแล้วหมุนตัวจากไป ฟางเจิ้งพบว่าวินาทีที่หลิวหงอวิ๋นหันหนีไปเหมือนมีภูเขาใหญ่ทับบนบ่าเขา หลังค่อมลงเล็กน้อย
“ทุกข์มาทั้งวัน พอแล้วจริงๆ” หลิวเป่ยจวินพึมพำ แต่ไม่รู้เลยว่าสิ้นเสียงตน หลวงจีนข้างๆ จะหูกระดิกตาม เลิกคิ้วขึ้น รอยยิ้มมีความรู้สึกชั่วร้ายเพิ่มมามาก
คนที่คุ้นเคยกับฟางเจิ้งรู้ดีว่าเจ้านี่ก็มีส่วนไม่ดีเหมือนกัน มีคนจะซวยแล้ว
“ประสกหลิว ในเมื่อจะอยู่ จากนี้อาตมาขอมอบหน้าที่กวาดลานวัดให้ จิ้งเจิน นายรับผิดชอบควบคุมดูแล” ฟางเจิ้งพูดจบก็หันกายจากไป
หลิวเป่ยจวินได้ยินดังนั้นก็พลันอึ้ง หมายความว่ายังไง? เขาไม่ได้อยู่บำเพ็ญเพียรสงบๆ ทานข้าว นอนหลับ ปัสสาวะ ว่างๆ ก็ออกไปเดินเล่นถือเป็นการตระหนักรู้ในพระธรรมหรอกเหรอ? ทำไมพริบตาเดียวถึงกลายเป็นนักการ?
“ผมไม่ทำ! ผมไม่ใช่นักการ!” หลิวเป่ยจวินเอ่ยด้วยความไม่ยอม
ฟางเจิ้งหันไปมองหลิวเป่ยจวิน “วัดอาตมาไม่เลี้ยงคนว่างงาน ถ้าไม่ทำก็ไม่มีข้าวกิน”
“ไม่มีข้าวกินก็ไม่มี ยังไงผมก็ไม่ทำ!” หลิวเป่ยจวินมีความเป็นวัยรุ่นสูง ตอนนี้ไม่หิวก็ไม่กลัวฟางเจิ้งข่มขู่ ในมุมมองเขา ต่อให้ฟางเจิ้งเจ๋งกว่านี้จะทำให้เขาหิวตายได้หรือ?
คิดได้ดังนั้น หลิวเป่ยจวินยืนหยัดเอ่ยต่อ “หิวตายผมก็ไม่ทำ!”
ฟางเจิ้งพยักหน้าแบบจะเอาอย่างไรก็ตามใจ จากนั้นหมุนตัวกลับไปนอนหลังลานวัดพร้อมกับเอ่ยว่า “ถ้าอาตมาไม่อนุญาตห้ามออกจากวัด ส่วนกฎ จิ้งฝ่า จิ้งเจิน จิ้งควน จิ้งซิน พวกนายสี่คนสอนเขาให้ดีๆ ถ้าทำผิดกฎวัดก็ให้จัดการตามกฎ”
………………………..……………………..………