บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 1 วิญญาณฟื้นคืนชีพในห้องโถงพิธีศพ
บทที่ 1 วิญญาณฟื้นคืนชีพในห้องโถงพิธีศพ
ตระกูลลู่ ห้องโถงพิธีศพ
ภายในโลงศพ
ทรวงอกของลู่เยี่ยกระเพื่อมอย่างรุนแรง ร่างกายค่อย ๆ ฟื้นคืนความรู้สึก เขาตระหนักว่า ยามนี้จิตเทวะของตนได้ออกจากสนามรบนอกอาณาเขตแล้ว และกลับคืนสู่ร่างกายอีกครั้ง
“ท่านผู้อาวุโส และสหายร่วมรบทุกที่สละชีพในสนามรบทุกท่าน ข้าลู่เยี่ยจะต้องกลับไปยังสนามรบนอกอาณาเขตอีกครั้งอย่างแน่นอน!”
“เมื่อถึงเวลานั้น ข้าจะทุ่มเททุกสิ่งอย่างที่มี เพื่อพลิกฟ้าผ่าแผ่นดิน และนำดวงวิญญาณอันกล้าหาญของพวกท่านกลับบ้าน!”
“นอกจากนั้น…”
แววตาของลู่เยี่ยเปี่ยมไปด้วยความเกลียดชัง “ข้าจะต้องไปทวงถามความชอบธรรมจากพวกสารเลวที่ปิดกั้นทางถอยและทอดทิ้งพวกเรา!”
บนฝ่ามือขวาของเขา พลันมีลวดลายลึกลับปรากฏขึ้นอย่างเงียบ ๆ
เงาดาบแห่งวิถีเล่มหนึ่งกำลังกดทับอยู่เหนือคุกทั้งเก้าแห่งฮุ่นตุ้น!
นี่คือความลับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดบนร่างของลู่เยี่ย ที่เรียกว่า ‘ผังดาบเก้าคุมขัง’
สามปีก่อน เขาได้เข้าสู่สนามรบนอกอาณาเขตในรูปแบบของจิตเทวะก็เพราะผังดาบเก้าคุมขังนี้
นี่เป็นประสบการณ์อันน่าพิศวงยิ่งนัก
เมื่อนึกถึงในยามนี้ ยังคงเป็นราวกับความฝัน
“โชคดีที่ของที่ระลึกที่บรรพจารย์ทิ้งไว้ คำสั่งเสีย กระทั่งป้ายยืนยันตัวตนของข้ายังอยู่ครบ เช่นนั้นแล้ว นี่ไม่ใช่ความฝันอย่างแน่นอน!” ลู่เยี่ยพึมพำในใจ
ในจิตเทวะของเขา แผ่นป้ายโบราณที่เก่าแก่ก็พลันปรากฏขึ้น
ชื่อ ลู่เยี่ย
อายุ สิบสี่
ฐานะ ทายาทสายตรงตระกูลลู่แห่งเมืองเทียนเหอ
พลังบำเพ็ญ ขอบเขตแรกของการฝึกฝน ขอบเขตชักนำวิญญาณ
ตำแหน่งหน้าที่ หน่วยสอดแนม
นี่คือแผ่นป้ายที่ลู่เยี่ยได้รับเมื่อสามปีก่อน ตอนที่จิตเทวะของเขาเข้าสู่สนามรบนอกอาณาเขต นับแต่นั้นมา เขาก็พกมันติดตัวอยู่ตลอด
“หืม?”
ในขณะที่ลู่เยี่ยกำลังจะลุกขึ้นนั่ง จู่ ๆ เขาก็รู้สึกถึงความผิดปกติ
“ข้า… อยู่ในโลงศพหรือ?!”
“ลู่ป๋อหยา ผู้อาวุโสใหญ่ของตระกูล พลังบำเพ็ญขอบเขตแท่นทองคำ สละชีพเพื่อแคว้น ในการรบที่ด่านเทียนหลาง!”
“ลู่ซูอวิ๋น ผู้อาวุโสสองของตระกูล พลังบำเพ็ญขอบเขตแท่นทองคำ สละชีพเพื่อแคว้น ในการรบที่ด่านเทียนหลาง!”
“ลู่ฉางชิง…”
…ข่าวการเสียชีวิตถึงสิบแปดคน ถูกประกาศออกมาทีละคน!
‘ท่านปู่เสียชีวิตในสนามรบแล้ว ยอมสละชีพเพื่อแคว้น!?’
เมื่อได้ยินข่าวการเสียชีวิตครั้งแรก ลู่เยี่ยก็รู้สึกราวกับถูกฟ้าผ่า
จนกระทั่งฟังข่าวการเสียชีวิตครบทั้งสิบแปดคน หัวใจของลู่เยี่ยก็ถูกบีบรัดอย่างรุนแรง!
‘เหตุใดเหล่าผู้อาวุโสในตระกูลลู่ถึงเสียชีวิตในสนามรบทั้งหมดเล่า?’
ลู่เยี่ยพยายามสงบสติอารมณ์ของตนลง แผ่ขยายพลังการรับรู้ออกไป
ไม่นาน ฉากการไว้อาลัยในโถงพิธีศพก็ปรากฏขึ้นตามมา
ด้านนอกห้องโถงพิธีศพ มีโลงศพสิบเก้าใบเรียงรายเป็นแถว
และภายในห้องโถงพิธีศพ บนโต๊ะแท่นบูชามีป้ายวิญญาณสิบเก้าป้ายที่เพิ่งถูกเพิ่มเข้ามา
ผ้าขาวบริสุทธิ์ถูกแขวนรอบห้อง ป้ายตัวอักษร ‘ไว้อาลัย’ สีดำขนาดใหญ่ตั้งอยู่ตรงกลาง
สมาชิกทุกคนในตระกูลลู่สวมชุดไว้ทุกข์ คุกเข่าอยู่บนพื้น
ธูปเทียนลุกไหม้ กระดาษเงินกระดาษทองโปรยปราย
ชายชราคนหนึ่งกำลังอ่านคำไว้อาลัยสุดท้ายด้วยสีหน้าโศกเศร้า
“ลู่เยี่ย บุตรชายคนที่สองของประมุขตระกูล ได้รับการแต่งตั้งเป็นประมุขน้อยแห่งตระกูลลู่อย่างเป็นเอกฉันท์จากผู้อาวุโสในตระกูล!”
“อายุสามขวบ ก้าวเข้าสู่เส้นทางการฝึกฝน ทะลวงขอบเขตได้ราวกับผ่าไม้ไผ่”
“อายุหกขวบ จับเสือร้าย ฉีกร่างหมีด้วยมือเปล่า”
“อายุเก้าขวบ มีรายชื่ออยู่ในกระดานจัดอันดับสุดยอดอัจฉริยะแห่งต้าเฉียน และหมั้นหมายกับทายาทสายตรงของตระกูลฉินที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วชางโจว”
“อายุสิบสี่ปี ผ่านการสอบชิวเหวย*[1] คว้าสามตำแหน่งเอกอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นจ้วงหยวน*[2]ที่อายุน้อยที่สุดในรอบสามร้อยปีของต้าเฉียน!”
“องค์จักรพรรดิองค์ทรงยกย่องด้วยพระโอษฐ์เองว่า ‘บุตรกิเลนแห่งตระกูลลู่ มิมีผู้ใดเทียบได้ในใต้หล้า!’ ระดับของตระกูลลู่ของเราก็ได้รับการเลื่อนขั้นเป็นพิเศษหนึ่งระดับเพราะเหตุนี้!”
“น่าเสียดาย สวรรค์อิจฉาอัจฉริยะ เมื่อสามปีก่อน ลู่เยี่ยประสบเคราะห์กรรม หลังจากสลบไสลไปสามปี เขาก็ได้สิ้นลมในยามเช้าของวันนี้…”
เมื่อได้ยินคำไว้อาลัยของลู่เยี่ย เสียงร่ำไห้ที่ดังยิ่งกว่าเดิมก็ดังขึ้นรอบ ๆ ห้องโถงพิธีศพ พร้อมกับความโศกเศร้าอย่างถึงที่สุด
หากคุณชายรองยังมีชีวิตอยู่ ต่อให้ตระกูลประสบภัยพิบัติครั้งใหญ่เพียงใด ก็ยังมีหวังที่จะกลับมารุ่งเรืองอีกครั้งเป็นแน่!
แต่น่าเสียดาย…
ทว่าลู่เยี่ยกลับรู้สึกตกใจ ‘นี่ข้าตายแล้วหรือ?’
ในไม่ช้า ลู่เยี่ยก็รับรู้ได้ว่า บรรดาป้ายวิญญาณทั้งสิบเก้าป้ายในห้องโถงพิธีศพ มีหนึ่งป้ายเขียนชื่อของตนเองไว้อย่างชัดเจน
และเขาก็กำลังนอนอยู่ในโลงศพโลงหนึ่งในห้องโถงพิธีศพ!
“หรือว่าฟ้าต้องการทำลายตระกูลลู่ของพวกเรา?”
มีคนร้องด้วยความโศกเศร้าว่า “หลังจากเกิดเหตุร้ายครั้งนี้ กลุ่มผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในตระกูลของเราก็สละชีพไปหมดสิ้นแล้ว นี่มันเป็นการทำลายเสาหลักตระกูลลู่ของพวกเรา!”
“ข้าเพียงต้องการรู้ว่า ยามนี้ตระกูลลู่ของพวกเรา ใครกันแน่ที่จะมาเป็นผู้นำตระกูล?”
“ตามกฎของตระกูล อำนาจของตระกูลจะถูกควบคุมโดยสายตรง ย่อมต้องเป็นคุณชายใหญ่ที่เป็นผู้นำ ควบคุมดูแลเรื่องภายในตระกูล!”
ทว่ากลับมีคนส่ายหน้าคัดค้าน “แม้ว่าคุณชายใหญ่จะเป็นบุตรชายคนโตของสายตรง แต่เขาป่วยเป็นโรคร้ายแรง ไม่สามารถฝึกฝนได้ เกรงว่าจะไม่เหมาะสมที่จะมาเป็นผู้นำตระกูลลู่”
หลายคนถอนหายใจเงียบ ๆ เพราะนี่คือความจริง
เมื่อเปรียบเทียบกับคุณชายรองลู่เยี่ย ผู้ซึ่งเคยโดดเด่นเหนือผู้ใด คุณชายใหญ่ลู่เซียวในยามนี้แทบไม่ต่างอะไรกับคนไร้ค่า
“บัดนี้เหล่าผู้อาวุโสของตระกูลลู่ ต่างก็ได้สิ้นชีวิตในสนามรบแล้ว ทั้งท่านประมุขตระกูลและภรรยาหายสาบสูญมาหลายปี คุณชายรองก็จากไปแล้วเช่นกัน ถึงเวลาแล้วที่ผู้มีความสามารถควรที่จะก้าวออกมาดูแลตระกูลลู่ต่อ!”
“ข้าขอเสนอให้ผู้ดูแลใหญ่เป็นผู้ดูแลตระกูล! ในยามนี้ เขามีประสบการณ์และอาวุโสที่สุดแล้ว!”
“ข้าขอเสนอผู้ดูแลสาม เขามีความแข็งแกร่งมากที่สุด!”
“ข้าขอเสนอท่านลุงหก เขาเป็นคนที่ยุติธรรมที่สุดในการทำสิ่งต่าง ๆ!”
……
ชั่วขณะนั้นเอง ทั้งภายในและภายนอกห้องโถงพิธีศพก็วุ่นวายอย่างยิ่ง
“พอได้แล้ว!”
ทันใดนั้น สตรีผู้หนึ่งสวมชุดไว้ทุกข์สีขาวงดงามราวกับเทพธิดาก็กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ที่นี่คือห้องโถงพิธีศพ พิธีไว้อาลัยยังไม่เสร็จสิ้น ร่างของเหล่าผู้อาวุโสยังไม่ทันเย็น พวกเจ้าก็อดใจไม่ไหวกันแล้วหรือ?”
สิ้นเสียง ทุกคนพลันเงียบกริบ บรรยากาศในห้องโถงพิธีศพจมดิ่งสู่ความเงียบสงัด ราวกับตกอยู่ในความหนาวเหน็บ
ลู่เยี่ยจำได้ว่า สตรีในชุดไว้ทุกข์สีขาวผู้นี้ คือฮูหยินของพี่ชายใหญ่ลู่เซียว นางคือพี่สะใภ้ใหญ่ของเขา พานอิ๋งซิ่ว มาจากตระกูลพานแห่งฉินโจว
ตระกูลพานเป็นตระกูลเก่าแก่นับพันปี มีความเจริญรุ่งเรืองอย่างยิ่ง ทั้งรากฐานและอำนาจล้วนเหนือกว่าตระกูลลู่มาก
นางหาใช่เพียงไข่มุกในฝ่ามือของตระกูลพานเท่านั้น แต่ยังเป็นเทพธิดาศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักเต๋าหลิงซูแห่งชางโจวอีกด้วย สถานะของนางสูงส่งจนไม่อาจบรรยายได้!
“การมีพี่สะใภ้ใหญ่ช่วยเหลือ พี่ใหญ่คงจะสามารถควบคุมคนในตระกูลเหล่านั้นได้”
ลู่เยี่ยแอบถอนหายใจอย่างโล่งอก
“หากตระกูลใดขาดผู้นำ จะต้องเกิดความวุ่นวายครั้งใหญ่ภายในเป็นแน่!”
พานอิ๋งซิ่วในชุดไว้ทุกข์สีขาวกวาดตามองสมาชิกตระกูลลู่ด้วยสายตาเย็นชา จากนั้นนางก็กล่าวว่า
“ไม่ต้องพูดถึงว่า ผู้ใดจะมาดูแลสถานการณ์โดยรวม ข้าขอจะพูดให้ชัดเจนไว้ก่อน ใครก็ตามที่กล้าฉวยโอกาสก่อความวุ่นวาย แย่งชิงอำนาจและทรัพย์สินของตระกูล ข้าจะสังหารคนผู้นั้นอย่างแน่นอน!”
เสียงของนางก้องกังวานไปทั่วทั้งห้องโถงพิธีศพ ไม่มีใครกล้าส่งเสียงออกมา
ยามนี้ทุกคนถูกข่มขวัญด้วยพลังอำนาจอันเฉียบคมที่พานอิ๋งซิ่วปลดปล่อยออกมา
ลู่เยี่ยพยักหน้าเงียบ ๆ อยู่ในใจ เขาเห็นด้วยกับการกระทำของพี่สะใภ้ใหญ่ ตราบใดที่ไม่มีความวุ่นวายภายในตระกูล ทุกอย่างย่อมสามารถพูดคุยกันได้
ในขณะนั้น ลู่ซาน ผู้ดูแลสามก็เหลือบมองพานอิ๋งซิ่วอย่างแนบเนียน จากนั้นก็ก้าวออกมา กล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมว่า
“ฮูหยินน้อย ตราบใดที่ท่านอยู่ที่นี่ ตระกูลลู่ย่อมไม่เกิดความวุ่นวายภายใน แต่ถึงกระนั้น ตระกูลลู่ของเราก็ยังมีภัยจากภายนอกอีก!”
ประโยคนี้ทำให้หลายคนรู้สึกหนักอึ้งในใจ
ในช่วงเวลานี้มีข่าวลือว่า ตระกูลหลี่ ตระกูลฟาง และตระกูลอื่น ๆ ในเมืองเทียนเหอกำลังจะรวมตัวกัน เพื่อแบ่งแยกอาณาเขตอิทธิพลของตระกูลลู่ และเหยียบย่ำตระกูลลู่ให้จมดิน!
ลู่ซานเอ่ยต่อไปว่า “อย่างไรก็ตาม หากฮูหยินน้อยก้าวออกมาดูแลสถานการณ์ ย่อมสามารถพลิกสถานการณ์และรักษาตระกูลลู่ไว้ได้เป็นแน่!”
เมื่อคำพูดนี้ถูกเอ่ยออกมา ทั่วทั้งบริเวณก็แตกฮือด้วยความตกตะลึง
ทุกคนต่างรู้ดีว่า ฮูหยินน้อยพานอิ๋งซิ่วมีตระกูลพานและสำนักเต๋าหลิงซูหนุนหลัง หากนางขึ้นเป็นผู้ดูแลตระกูล ย่อมบรรเทาสถานการณ์ยากลำบากของตระกูลลู่ได้เป็นแน่
แต่ถึงอย่างไร พานอิ๋งซิ่วก็เป็นเพียงฮูหยินของคุณชายใหญ่ หาใช่สายเลือดโดยตรงของตระกูลลู่!
“พอเถิด แม้พวกท่านจะเห็นสมควร แต่ข้าก็มิอาจรับมันมาได้!”
พานอิ๋งซิ่วส่ายหน้าพลางกล่าวว่า “ข้าเป็นเพียงสตรี ไม่สมควรออกหน้าออกตา หากทำเช่นนั้น ผู้คนภายนอกย่อมหัวเราะเยาะตระกูลลู่ว่าไร้ผู้มีความสามารถ และยังเป็นการทำลายเกียรติของวงศ์ตระกูล”
ทุกคนต่างมองหน้ากันอย่างประหลาดใจ
ลู่ซานกล่าวอย่างเคร่งขรึม “ถ้าเช่นนั้นก็ให้คุณชายใหญ่เป็นผู้นำ คอยดูแลตระกูลลู่ โดยมีฮูหยินน้อยคอยช่วยเหลือ ย่อมสามารถช่วยตระกูลขจัดความยากลำบากได้!”
หลายคนพยักหน้าเห็นด้วย นี่นับเป็นวิธีที่ดีวิธีหนึ่ง กระนั้นก็มีบางคนขมวดคิ้ว
นี่ไม่ใช่การมองว่าคุณชายใหญ่ลู่เซียวเป็นหุ่นเชิดหรือ?
ทว่าคุณชายใหญ่ลู่เซียวที่นั่งอยู่ในห้องโถงตั้งแต่ต้นจนจบ กลับมิได้สนใจไยดีเรื่องอื่นใด
เขาจ้องมองโลงศพของน้องชายลู่เยี่ยด้วยสายตาเหม่อลอย ใบหน้าปรากฏความโศกเศร้า หยาดน้ำตาไหลลงมาเงียบ ๆ มือขวากำตราประทับทองแดงที่สืบทอดจากบรรพบุรุษแน่น จนมันจมลึกลงในฝ่ามือ เกือบจะทะลุผิวหนังและเนื้อ
ในตอนนั้นเอง บุรุษหนุ่มในอาภรณ์สีเงินพลันหัวเราะเยาะ “เรื่องเคราะห์ร้ายของตระกูลลู่พวกเจ้า เหตุใดต้องให้ตระกูลพานของข้าช่วยด้วยเล่า เพียงเพราะพี่หญิงของข้ามาจากตระกูลพานอย่างนั้นหรือ? ช่างน่าขัน!”
บุรุษผู้นี้คือพานอวิ๋นเฟิง น้องชายแท้ ๆ ของพานอิ๋งซิ่ว
ชั่วขณะนั้นสีหน้าของคนในตระกูลลู่ต่างแปรเปลี่ยนเป็นไม่สู้ดีนัก
จริงอยู่ที่เพียงเพราะพานอิ๋งซิ่วแต่งงานเข้าตระกูลลู่ แล้วจะให้ตระกูลพานช่วยเหลืออย่างไม่มีเงื่อนไข มันมีเหตุผลอะไร?
พานอิ๋งซิ่วเหลือบมองน้องชายแวบหนึ่ง แล้วกล่าวว่า “ข้ามีความคิดหนึ่ง ให้พานอวิ๋นเฟิง น้องชายของข้าเข้ารับตำแหน่งประมุขน้อยแห่งตระกูลลู่เป็นการชั่วคราว เพื่อควบคุมสถานการณ์โดยรวมทั้งหมด หากเป็นเช่นนี้ ตระกูลพานจะให้ความช่วยเหลือตระกูลลู่อย่างเต็มที่!”
ให้พานอวิ๋นเฟิงเป็นประมุขน้อยแห่งตระกูลลู่?
ทุกคนต่างตกตะลึง เกือบจะสงสัยว่าตนเองฟังผิดไป นี่มันช่างไร้สาระอะไรเช่นนี้!
ลู่เยี่ยขมวดคิ้ว เขารู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล
“น้องชายของข้าได้รับความไว้วางใจจากผู้อาวุโสของตระกูลพานมากที่สุด หากเขาเป็นผู้ควบคุมดูแลสถานการณ์โดยรวมของตระกูลลู่ ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอันใดขึ้น ตระกูลพานย่อมไม่มีทางนั่งมอง โดยไม่เข้าช่วยเหลือ”
พานอิ๋งซิ่วกล่าวด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลแต่หนักแน่น
“อีกอย่างน้องชายข้าเป็นเพียงประมุขน้อยแห่งตระกูลลู่ชั่วคราวเท่านั้น ในวันข้างหน้า หากสถานการณ์มั่นคงแล้ว ก็จะคืนตำแหน่งให้กับตระกูลลู่เอง”
พานอวิ๋นเฟิงหัวเราะเย็นชาว่า “พี่หญิง ข้าหาได้สนใจตำแหน่งประมุขน้อยแห่งตระกูลลู่ ปล่อยให้พวกเขาเผชิญชะตากรรมกันเองเถิด”
เพียะ!
พานอิ๋งซิ่วตบหน้าพานอวิ๋นเฟิงอย่างแรง แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงดุดันว่า “ข้าเป็นคนของตระกูลลู่แล้ว ธุระของตระกูลลู่ก็คือธุระของข้า เรื่องนี้เจ้าต้องช่วย!”
พานอวิ๋นเฟิงกุมใบหน้าและเงียบไป
สมาชิกตระกูลลู่หลายคนต่างตกตะลึง
“ไม่จำเป็นต้องพูดจาไร้แก่นสารกันอีกต่อไป ยามนี้ก็มีเพียงวิธีนี้เท่านั้นที่สามารถแก้ไขวิกฤตของตระกูลลู่ได้”
พานอิ๋งซิ่วกวาดสายตามองคนในตระกูลลู่ทุกคน กล่าวทีละคำว่า “ข้าขอถามเพียงประโยคเดียว ใครเห็นด้วย และใครคัดค้าน?”
สีหน้าของคนในตระกูลลู่เปลี่ยนไปเล็กน้อย พวกเขาเข้าใจความหมายอย่างคลุมเครือ ในใจเต็มไปด้วยความโกรธ ความขมขื่น ความไม่ยอมจำนน และความจนปัญญา
และในเวลานี้เอง ลู่เซียวที่มองโลงศพของน้องชายอย่างเงียบ ๆ ในที่สุดก็หันศีรษะมามองภรรยาพานอิ๋งซิ่ว
นอกจากความเกลียดชังที่เปี่ยมล้นในดวงตาคู่นั้นแล้ว ยังมีความรู้สึกไร้พลังและโศกเศร้าแฝงเร้นอยู่
ชั่วขณะนี้ ในสมองของลู่เยี่ยก็ผุดอักษรขึ้นมาแปดคำ
คนนอกแย่งชิงอำนาจ นกกางเขนยึดรังนกพิราบ
ที่แท้นี่ก็คือจุดประสงค์ที่แท้จริงของพี่สะใภ้ใหญ่!
ภายในห้องโถงพิธีศพเงียบสงัด ทุกคนต่างถูกข่มขวัญด้วยบารมีของพานอิ๋งซิ่ว จนแทบหายใจไม่ออก
บรรยากาศถูกกดดันจนถึงขีดสุด
ปัง!
พลันใดนั้น เสียงดังสนั่นก็ดังขึ้น
ฝาโลงศพหนึ่งในห้องโถงพิธีศพก็แตกออกเป็นเสี่ยง ๆ
มือขาวซีดข้างหนึ่งก็ยื่นออกมาจากในโลงศพ
“ข้าคัดค้าน!”
[1] การสอบชิวเหวย การสอบระดับมณฑล ในระบบสอบคัดเลือกบัณฑิตของจีนสมัยโบราณ ‘เคอจวี่’ จัดขึ้นทุกสามปีในช่วงฤดูใบไม้ร่วง
[2] จ้วงหยวน ตำแหน่งผู้สอบได้อันดับหนึ่ง ในการสอบระดับสูงสุดของระบบสอบบัณฑิตจีนโบราณ โดยมีการแบ่งเป็น 3 อันดับ ได้แก่ จ้วงหยวน (อันดับหนึ่ง), ปั่งเหยี่ยน (อันดับสอง) และ ทั่นฮวา (อันดับสาม)