บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 2 ใครเห็นด้วย ใครคัดค้าน
บทที่ 2 ใครเห็นด้วย ใครคัดค้าน
“ให้ตายสิ! ศพคืนชีพหรือนี่?”
พานอวิ๋นเฟิงกระโดดโหยงขึ้นมาทันที
ทุกคนต่างตกตะลึงพรึงเพริด สายตาพากันจ้องมองไปยังทิศทางนั้นพร้อมเพรียงกัน
ภายในห้องโถงพิธีศพที่เต็มไปด้วยควันธูปเทียน ม่านผ้าสีขาวสะอาดปลิวไสว ฝาโลงศพที่แตกหักกระจัดกระจายอยู่บนพื้น ชายหนุ่มในอาภรณ์สีดำค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนจากโลงศพ
ร่างของเขาสูงโปร่ง ผิวขาวสะอาด ใบหน้าสง่างาม เส้นสันคมชัดขับให้ดุดัน
แสงเทียนบนโต๊ะบูชาสาดลงบนร่างของชายหนุ่ม แสงและเงาที่ทับซ้อนกัน เพิ่มความลึกลับและความเหนือจริงอีกหนึ่งส่วนให้กับเขา
นั่นคือลู่เยี่ยที่สิ้นใจไปในยามเช้าของวันนี้!
“เป็นคุณชายรองนี่ เขากลับมามีชีวิตอีกครั้งรึนี่!”
“นี่ไม่ใช่ความฝันใช่หรือไม่?”
“ข้ารู้อยู่แล้วว่าคุณชายรองมีชีวิตแข็งแกร่ง แม้แต่สวรรค์ก็พรากชีวิตเขาไปไม่ได้!”
ในช่วงเวลานี้ ความโกลาหลเกิดขึ้นทั่วทุกสารทิศ สมาชิกตระกูลลู่ต่างดีใจจนแทบคลั่ง
“พี่หญิง ท่านเห็นหรือไม่ เจ้านั่นฟื้นขึ้นมาจากความตายแล้ว!” พานอวิ๋นเฟิงเบิกตากว้างกล่าว
“ไม่ต้องกังวล ทุกอย่างข้าจัดการอยู่”
เมื่อเผชิญหน้ากับน้องชาย แววตาของพานอิ๋งซิ่วอ่อนโยนและนุ่มนวลขึ้นมาก น้ำเสียงเต็มไปด้วยความมั่นใจ
“ตราบใดที่ไม่ใช่พวกผู้อาวุโสของตระกูลลู่ที่ฟื้นคืนชีพขึ้นมา แค่ลู่เยี่ยคนเดียว ก็ไม่มีทางสร้างความวุ่นวายได้!”
“พี่ใหญ่ ข้าขอไปจุดธูปให้ท่านปู่และคนอื่น ๆ ก่อนนะขอรับ”
ลู่เยี่ยก้าวเดินออกจากโลงศพ เดินมาถึงตรงหน้าพี่ชายใหญ่ลู่เซียว แล้วตบเบา ๆ ที่แขนของอีกฝ่าย
เมื่อได้มองใบหน้าของน้องชายที่อยู่ตรงหน้า ลู่เซียวรู้สึกราวกับกำลังฝันไป เขาตื่นเต้นจนริมฝีปากสั่น ก่อนจะกล่าวอย่างไม่เป็นประโยค “ดี ดี ดียิ่ง!”
ลู่เยี่ยพยายามระงับความรู้สึกที่กำลังปั่นป่วนในใจ หันไปที่หน้าป้ายวิญญาณ ปักธูปสามดอกและจุดให้ติด แล้วคุกเข่าลงกับพื้นตรงหน้าโต๊ะแท่นบูชา
เมื่อมองดูหนุ่มน้อยในอาภรณ์สีดำที่คุกเข่าสักการะอยู่ตรงนั้น คนในตระกูลลู่ค่อย ๆ สงบลงจากความตื่นเต้นและปีติยินดี
คุณชายรองที่หลับใหลไปสามปีฟื้นคืนชีพ ทำให้พวกเขามองเห็นความหวังได้อีกครั้ง!
‘ท่านปู่ ผู้อาวุโสทุกท่าน ข้านำ ‘แผ่นป้ายหยกทองทมิฬ’ ที่ท่านบรรพจารย์ทิ้งไว้กลับมาจากสนามรบนอกอาณาเขตแล้ว มันสามารถเปิดประตูสู่ดินแดนลับของบรรพจารย์ได้ แต่พวกท่านกลับไม่มีโอกาสได้เห็นมันอีก…’
ลู่เยี่ยคุกเข่าอยู่ตรงนั้น พยายามอดกลั้นความโศกเศร้าในใจ พลางพึมพำในใจ
‘ไม่ว่าพวกท่านจะตายในสนามรบอย่างไร วันหนึ่งข้าจะต้องแก้แค้นให้พวกท่านให้จงได้!’
‘พวกท่านวางใจเถิด ตราบใดที่ตระกูลลู่มีข้าอยู่ ฟ้าก็จะไม่ถล่มลงมาแน่นอน!’
เมื่อชายหนุ่มในอาภรณ์สีดำลุกขึ้นยืน สีหน้าของเขาสงบนิ่งราวกับทะเลสาบ ไม่มีคลื่นใด ๆ อีกต่อไป
ในเวลานั้น พานอิ๋งซิ่วก็เอ่ยปากขึ้นในที่สุด “การที่คุณชายรองกลับมาจากความตาย ถือเป็นเรื่องน่ายินดียิ่งของตระกูลลู่ของพวกเรา แต่ข้าไม่เข้าใจว่าเหตุใดคุณชายรองจึงคัดค้านข้อเสนอของข้า”
ลู่เยี่ยหันไปมองพี่สะใภ้ใหญ่ แล้วตอบโดยไม่ต้องคิดว่า “หากตระกูลพานเต็มใจช่วยเหลือตระกูลลู่โดยแท้แล้ว ข้าจะปฏิเสธได้อย่างไร?”
ในชั่วขณะถัดมา ลู่เยี่ยก็ออกคำสั่งโดยตรงทันที
“ประกาศออกไป ในนามของพี่สะใภ้ใหญ่ของข้า นับจากนี้ตระกูลลู่ของพวกเรามีตระกูลพานคุ้มครองอยู่! ใครกล้าฉวยโอกาสในยามมีอัคคีภัย ให้มันผู้นั้นชั่งน้ำหนักผลลัพธ์ให้ดีเสียก่อน”
“จำไว้ ต้องให้ทุกคนในเมืองเทียนเหอรู้!”
“ขอรับ!”
สมาชิกในตระกูลที่ไหวพริบดีคนหนึ่งรับคำสั่งและจากไปทันที
พานอิ๋งซิ่วและพานอวิ๋นเฟิงต่างพากันตกตะลึง
ใครเป็นคนให้ความกล้าแก่เขาที่จะลงมือก่อน แล้วค่อยรายงานทีหลังกัน?
เมื่อคิดที่จะขัดขวางก็สายเกินไปเสียแล้ว ใบหน้าของสองพี่น้องตระกูลพานเริ่มหม่นหมองลง
“พี่สะใภ้ใหญ่อย่าได้คิดมากไป สิ่งที่ข้าคัดค้านคือการยกตำแหน่งประมุขน้อยแห่งตระกูลลู่ให้คนอื่น!”
ลู่เยี่ยกล่าวอย่างจริงจัง “ข้าคือประมุขน้อยแห่งตระกูลลู่ที่ได้รับการแต่งตั้งจากผู้อาวุโสของตระกูล บัดนี้ข้ายังมีชีวิตอยู่ จึงควรรับผิดชอบหน้าที่ประมุขน้อยอย่างที่สมควรเป็น”
“ลู่เยี่ย นี่เจ้ายังไม่เข้าใจอีกหรือ?”
พานอิ๋งซิ่วขมวดคิ้วเรียว น้ำเสียงของนางเปลี่ยนเป็นดุดัน “มีเพียงน้องชายของข้าต้องตำแหน่งประมุขน้อยแห่งตระกูลลู่เท่านั้น ตระกูลพานถึงจะทุ่มเทสุดกำลังช่วยพวกเราแก้ไขวิกฤตนี้!”
“หากเจ้าคิดเพื่อตระกูลอย่างแท้จริง เจ้าก็ควรสละตำแหน่งโดยสมัครใจเสีย! ไม่ใช่เห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตน แล้วทำให้ตระกูลตกอยู่ในอันตราย!”
เมื่อกล่าวจบ นางก็ชำเลืองมองไปยังผู้ดูแลสามที่อยู่ในฝูงคนอย่างแนบเนียน
ลู่ซานก้าวออกมาทันที และกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมว่า “ฮูหยินน้อยพูดถูกต้องแล้ว!”
จากนั้นเขาก็หันไปมองลู่เยี่ย แล้วกล่าวเกลี้ยกล่อมว่า “คุณชายรอง หากไร้ความช่วยเหลือจากตระกูลพาน ครานี้พวกเราตระกูลลู่จะต้องกลายเป็นเหยื่อให้ตระกูลอื่นแล่เนื้อเถือหนังเป็นแน่*[1] เพื่อตระกูลแล้ว การที่ท่านสละตำแหน่งประมุขน้อยแห่งตระกูลลู่ไปชั่วคราวก่อน จะเป็นไรไป?”
“ลู่ซาน เจ้ากำลังพูดอะไรอยู่!!”
คนมากมายในตระกูลลู่ต่างโกรธเกรี้ยว
ตลอดเวลาที่ผ่านลู่ซานมาคอยพูดแทนพานอิ๋งซิ่วอยู่ตลอด หวังที่จะมอบอำนาจของตระกูลให้คนอื่นอย่างยิ่ง
บัดนี้คุณชายรองฟื้นคืนชีพมาแล้ว แต่ลู่ซานกลับยังทำเช่นนี้ ใครบ้างเล่าจะไม่โกรธ?
“เมื่อพี่สะใภ้ใหญ่เอ่ยถึงเรื่องนี้แล้ว ข้าก็จะขอแสดงจุดยืนในนามของตระกูลลู่”
ลู่เยี่ยไม่สนใจลู่ซาน เขามองไปที่พี่สะใภ้ใหญ่ แล้วเอ่ยทีละคำอย่างจงใจ
“ไม่ว่าใครก็ตามที่ริอยากจะเอื้อมมืออันเลวทรามมาแตะต้องอำนาจของตระกูลลู่ จะต้องผ่านด่านของข้า ลู่เยี่ย ไปก่อน!”
“ช่างไม่รู้จักสถานการณ์!”
ดวงตาของพานอิ๋งซิ่วพลันเปลี่ยนเป็นเย็นชาอันน่าสะพรึงทันที นางเอ่ยเสียงเฉียบขาดว่า “เจ้าหลับใหลไปสามปี และเมื่อครู่ก็เห็นได้ชัดว่าตายไปแล้ว ฟื้นคืนมาไม่รู้ว่าเป็นคนหรือผี แล้วจะมาเป็นประมุขตระกูลลู่ได้อย่างไร?”
ในยามนี้ ทุกคนต่างก็ได้เห็นชัดว่า พานอิ๋งซิ่วโกรธเข้าเสียแล้ว!
แต่ในขณะนั้นเอง
“ได้!”
เหล่าสมาชิกตระกูลลู่ต่างเปล่งเสียงตะโกนพร้อมกัน
คำเดียวนี้ ราวกับฟ้าผ่ากลางวันแสก ๆ ดังก้องไปทั่วทั้งห้องโถงพิธีศพ ทำให้กระเบื้องหลังคาสั่นสะเทือนจนมีเสียงดังกรอบแกรบ
พานอิ๋งซิ่วตกตะลึงและนึกโกรธ นางไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า คนในตระกูลลู่จะยอมรับลู่เยี่ยถึงเพียงนี้ ถึงขนาดยอมเผชิญหน้ากับนางโดยไม่ลังเล!
พานอวิ๋นเฟิงถึงกับตัวสั่นไปทั่วร่าง ใบหน้าของเขาซีดขาว เพราะถูกข่มขวัญด้วยบรรยากาศอันน่าสะพรึงกลัวจากความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของสมาชิกในตระกูลลู่
“พวกท่านบ้ากันไปแล้วหรือ! ก่อความวุ่นวายไปเพื่ออันใดกัน! มิรู้เลยหรือว่า ฮูหยินน้อยกำลังช่วยพวกเราอยู่ หากไม่มีการสนับสนุนจากตระกูลพานแล้ว ตระกูลลู่จะคลี่คลายวิกฤตในยามนี้ได้อย่างไร?”
ผู้ดูแลสามลู่ซานโมโหจนหน้าซีด เขาตะคอก พลางกระทืบเท้าซ้ำ ๆ “คุณชายรอง ท่าน...”
ชิ้ง!
ดาบยาวเล่มหนึ่งปรากฏในมือของลู่เยี่ย ปลายดาบจ่อไปที่ลำคอของลู่ซาน
พานอิ๋งซิ่วหรี่ตามองลู่เยี่ย “หากเจ้าแตะต้อง ข้าจะ…”
พรวด!
พร้อมกับแสงดาบสีแดงเลือดวาบผ่านไป ศีรษะของลู่ซานก็ลอยขึ้นสู่อากาศ!
เลือดที่อุ่นร้อนและแสบตาสาดกระเซ็นไปทั่วบริเวณ ร่างของเขาล้มลงบนพื้นพร้อมเสียงดังปัง ศีรษะกลิ้งไปอีกด้านข้าง ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความตกตะลึง
“ตายแล้วอย่างไร พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านยังมีอะไรจะพูดอีกหรือไม่?”
ด้านข้าง ลู่เยี่ยวัยสิบเจ็ดปีมีเงาร่างสูงตระหง่าน อาภรณ์สีดำของเขาประดุจหมึก ปลายดาบยาวสามฉื่อในมือยังคงมีเลือดหยดลงพื้น
เลือดบางส่วนกระเซ็นไปโดนใบหน้าของเด็กหนุ่ม ขับให้ใบหน้าสง่างามของเขาเพิ่มความดุร้ายขึ้นเล็กน้อย
สีหน้าของพานอิ๋งซิ่วเปลี่ยนไป แม้แต่นางก็ยังตกใจกับความโหดเหี้ยมของลู่เยี่ย
“ความจงรักภักดีต่อตระกูลที่ไม่สมบูรณ์ ก็คือความไม่จงรักภักดี ลู่ซานผู้นี้ ตายไปเสียก็ไม่น่าเสียดายอันใด!”
ลู่เยี่ยยกปลายนิ้วขึ้น แล้วเช็ดน้ำเลือดที่เปื้อนอยู่บนใบหน้าออกเบา ๆ
ทุกคนเบิกตากว้าง ยืนนิ่งอยู่กับที่
ขั้นแรกเริ่มของวิถีแห่งการฝึกฝนแบ่งออกเป็นห้าขอบเขตใหญ่ ได้แก่ ขอบเขตชักนำวิญญาณ ขอบเขตตำหนักวิญญาณ ขอบเขตแท่นทองคำ ขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์ และขอบเขตแก่นศักดิ์สิทธิ์
แต่ละขอบเขตมีความมหัศจรรย์แตกต่างกัน ช่องว่างระหว่างขอบเขตนั้นห่างกันราวกับเหวลึก
ขอบเขตที่หนึ่ง ‘ขอบเขตชักนำวิญญาณ’ แบ่งออกเป็นเก้าขั้น
ขอบเขตที่สอง ‘ขอบเขตตำหนักวิญญาณ’ แบ่งออกเป็นเก้าการหลอมรวม
ผู้ดูแลสามลู่ซานมีพลังบำเพ็ญถึงขอบเขตตำหนักวิญญาณการหลอมรวมที่สาม นับเป็นกำลังสำคัญชั้นยอดของตระกูลลู่
แต่ในความทรงจำของทุกคน คุณชายรองมีพลังบำเพ็ญเพียงขอบเขตชักนำวิญญาณขั้นเก้าเท่านั้น อีกทั้งยังหลับใหลมาเป็นเวลานานถึงสามปีแล้ว ไม่รู้ว่าพลังบำเพ็ญของเขาถดถอยลงมาหรือไม่
ทว่าในยามนี้ เขากลับชักดาบออกมาสังหารผู้ดูแลสามลู่ซานได้อย่างรวดเร็วและเด็ดขาด!
ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วเกินไป กระทั่งไม่มีใครมองเห็นด้วยซ้ำว่าดาบยาวสามฉื่อนั้นปรากฏในมือของลู่เยี่ยได้อย่างไร
ทั้งภายในและภายนอกห้องโถงพิธีศพเงียบกริบราวกับความตาย มีเพียงควันธูปและเทียนที่ลอยคลุ้งไปทั่ว
“พี่หญิง ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาพูดจามากความกับพวกเขาอีกต่อไปแล้ว เมื่อเผชิญกับแข็งแกร่งอย่างแท้จริง การดิ้นรนใด ๆ ล้วนถูกบดขยี้ทั้งสิ้น!”
ในตอนนั้นเองพานอวิ๋นเฟิงก็เดินออกมา เขาจ้องมองลู่เยี่ยแล้วกล่าวว่า “พวกเราไม่ต้องแสร้งทำอีกแล้ว เปิดไพ่กันเสีย ตระกูลพานของพวกเราต้องการควบคุมตระกูลลู่ของพวกเจ้า ไม่พอใจหรือ? ถ้าเช่นนั้นก็เก็บไว้ในใจซะ!”
ปัง!
ปลายด้ามดาบของลู่เยี่ยพลิกกลับ กระแทกลงบนศีรษะของพานอวิ๋นเฟิงอย่างแรง
พานอวิ๋นเฟิงรู้สึกเจ็บปวดรุนแรงที่หน้าผาก สายตาพร่ามัว เขาล้มลงสลบไสลไปทันที
“ขออภัย ข้าเก็บไว้ในใจไม่ไหวเสียนี่”
ลู่เยี่ยหันไปมองพานอิ๋งซิ่วเขม็ง
ขณะที่กำลังพูดอยู่นั้น คมดาบในมือของเขาก็ได้จ่อไปที่ลำคอของพานอวิ๋นเฟิงแล้ว “พี่สะใภ้ใหญ่ นับแต่นี้ไป ท่านคงต้องสงบเสงี่ยมหน่อย อย่าเอ่ยวาจาอันใดอีก เกิดมือข้าสั่นขึ้นมา…”
ดวงตาที่สวยงามของพานอิ๋งซิ่วหดตัว ใบหน้างดงามซีดเผือด นางไม่คิดว่าลู่เยี่ยจะบ้าคลั่งถึงขั้นกล้าจับน้องชายของนางเป็นตัวประกันต่อหน้าต่อตานาง!
แม้จะโกรธจนแทบจะกระอักเลือดออกมา แต่นางก็จำต้องกดข่มเอาไว้ เพราะไม่อยากให้น้องชายเป็นอันตราย
ลู่เยี่ยกวาดสายตามองสมาชิกในตระกูลลู่ทั้งหมด แล้วกล่าวว่า
“ยามนี้ตระกูลเรากำลังเผชิญวิกฤตทั้งจากภายในและภายนอก เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ข้าคุณชายรองตระกูลลู่ ตัดสินใจว่า นับจากบัดนี้เป็นต้นไป ข้าจะสืบทอดตำแหน่งประมุขตระกูล เพื่อควบคุมดูแลสถานการณ์โดยรวมของตระกูล!”
ร่างของชายหนุ่มสง่าผ่าเผย ดวงตาและคิ้วของเขาทรงพลังน่าเกรงขามราวกับคมดาบในมือ
ลู่เยี่ยยังต้องการที่จะเป็นประมุขตระกูลอีกด้วยหรือ?
เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมา พลันสร้างความตกตะลึงราวกับฟ้าถล่ม!
“มีผู้ใดจะคัดค้านหรือไม่?”
เสียงที่เอื้อนเอ่ยออกมาแต่ละคำ ดังชัดเจนราวกับน้ำแข็งแตกกระทบพื้น ก้องกังวานไปทั่วทั้งภายในและภายนอกห้องโถงพิธีศพที่เต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือด