บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 100 เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!
บทที่ 100 เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!
ลูเยี่ยเคยสงสัยมาก่อนว่า คำว่า ‘มนุษย์ส่งสัญญาณแห่งการสังหาร ฟ้าดินพลิกผัน’ ในประโยคนี้ คำว่า ‘มนุษย์’ อาจจะหมายถึงตัวเขาเอง จริง ๆ แล้ว ไพ่ตายที่อยู่ในมือของเขานั้น สามารถทำให้เกิด ‘ฟ้าดินพลิกผัน’ ในโลกมนุษย์ได้จริงๆ
ดังนั้น หลังจากครุ่นคิดเล็กน้อย ลูเยี่ยก็กระโดดลงไป ขณะที่ร่างกำลังร่วงหล่นลงสู่ห้วงเหวอย่างรวดเร็ว ลูเยี่ยไม่ได้รู้สึกถึงความผิดปกติใด ๆ เลย
มีเพียงเมื่อดวงตาของเขามองลงไปยังห้วงเหวเท่านั้น จึงรู้สึกได้ถึงความรู้สึกอันตรายอย่างรุนแรง ห้วงเหวแห่งนั้นราวกับปากใหญ่เปิดอ้าบนผืนดิน กว้างและลึกล้ำจนมองไม่เห็นก้นบึ้ง
เมื่อเทียบกับห้วงเหวแล้ว ตัวเขาเองช่างเป็นเพียงเม็ดทรายในมหาสมุทร มีสัญชาตญาณที่ทำให้รู้สึกถึงความเล็กจ้อยและไร้ที่พึ่ง
เมื่อเข้าใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ อย่างรวดเร็ว จิตเทวะของลูเยี่ยก็ถึงกับสั่นสะท้าน พลังปราณรอบกายราวกับถูกแช่แข็ง แม้แต่การหายใจก็ยังรู้สึกติดขัด ราวกับกำลังจะจมน้ำตาย
ที่กลางฝ่ามือขวา ผังดาบเก้าคุมขังก็ปรากฏขึ้นอย่างเงียบ ๆ เกิดเป็นคลื่นแสงสลัวราวกับความอลหม่าน
นอกเหนือจากนี้แล้ว ก็ไม่มีความเปลี่ยนแปลงผิดปกติอื่นใดเกิดขึ้น ความรู้สึกเล็กจ้อย ไร้ที่พึ่ง และเหมือนกำลังจะจมน้ำตายนั้นยังคงอยู่!
เมื่อเห็นลูเยี่ยกำลังจะตกลงสู่ห้วงเหวอย่างแท้จริง พลังที่มองไม่เห็นก็ฉุดรั้งเขาไว้ และในชั่วพริบตาถัดมาเขาก็กลับมาอยู่ข้างหญิงชราแล้ว ลูเยี่ยถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก
“แปลกจริง ไม่ใช่เจ้าหรือนี่…”
หญิงชราก็ดูสับสนอย่างเห็นได้ชัด ลูเยี่ยก็ตะลึงเช่นกัน ไม่ใช่ตัวเขาหรือ?
ถ้าอย่างนั้นจะเป็นใครกัน? ท่านอารองที่หายตัวไปอย่างลึกลับอย่างนั้นหรือ? หรือว่าบิดาที่จากตระกูลไปพร้อมกับมารดาเมื่อหลายปีก่อน? หรือเป็นคนอื่น ๆ ในตระกูล?
“ดูเหมือนว่าเวลาที่เหมาะสมยังมาไม่ถึง”
หญิงชราพึมพำกับตัวเอง ฟังไม่ออกว่าผิดหวังหรือไม่
“ข้าได้แต่ต้องรอต่อไปเท่านั้น”
ไม่นาน หญิงชราก็พาลูเยี่ยกลับไปยังต้นหมอนเก่าแก่ต้นนั้น
“ท่านใต้เท้า เป็นอย่างไรบ้าง?”
อีกาหัวขาวรีบถามทันที
ลูเยี่ยตอบอย่างตรงไปตรงมา
” ‘บุคคล’ นั้นไม่ใช่ข้า”
อีกาหัวขาวทันทีก็กระโดดโวยวายขึ้น
“ให้ตายสิ ท่านใต้เท้ามีความเฉลียวฉลาดและเก่งกาจปานนี้ ไฉนจึงไม่ได้รับเลือก? สวรรค์นี่มันตาบอดจริง ๆ!”
“นี่มันไม่ใช่การสอบขุนนางเสียหน่อย จะมีคำว่าไม่ได้รับเลือกได้อย่างไร”
ลูเยี่ยอดขำไมได้
ราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณมีสีหน้าแปลกประหลาด ไม่ใช่ลูเยี่ยจริงๆ หรือ? นางกลับรู้สึกโล่งอกในใจอย่างน่าประหลาด
เนื่องจากเรื่องการล่าสัตว์ในฤดูใบไม้ผลิที่เขาไปเยียน ในส่วนลึกของจิตใจของราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณก็ยังต่อต้านลูเยี่ยอยู่ เหมือนกับครั้งนี้ที่ไปเชิญลูเยี่ยมา นางรู้สึกไม่เต็มใจอย่างมาก
ในวันเดียวกันนั้น ลูเยี่ยก็จากไปแล้ว หญิงชราเป็นผู้ส่งเขาออกไปนอกเขตหวงห้ามลึกลับที่หกด้วยตัวเอง
“เจ้ามีพลังบำเพ็ญขอบเขตตำหนักวิญญาณการหลอมรวมที่หนึ่ง รากฐานของเจ้าแข็งแกร่งมาก แต่เจ้าต้องจำไว้ว่า หากต้องการดื่มสุราลูกหมอนในไหนั้น ในหนึ่งครั้งห้ามดื่มเกินหนึ่งจอก”
ก่อนจากลา หญิงชราได้เอ่ยเตือนไว้หนึ่งประโยค ลูเยี่ยจึงตระหนักได้ว่าสุราไหเล็ก ๆ ที่อาจูมอบให้นั้นช่างมีความหมายลึกซึ้งอย่างมาก!
“ขอบคุณท่านผู้อาวุโส”
ลูเยี่ยรู้ดีว่าหญิงชราผู้นี้ย่อมเป็นผู้ที่มีพลังศักดิ์สิทธิ์อย่างแน่นอน เพียงแต่ไม่รู้ว่าพลังบำเพ็ญสูงส่งถึงขั้นใดกันแน่
หญิงชราครุ่นคิดชั่วครู่ แล้วกล่าวว่า
“นอกจากนี้ หลังจากที่ได้ทดสอบแล้ว การที่โอกาสอันยิ่งใหญ่นี้ไม่ใช่ของเจ้า ก็อาจไม่ใช่เรื่องร้ายเสมอไป”
ลูเยี่ยเอ่ยด้วยความสงสัย
“หมายความว่าอย่างไร?”
“ผู้ที่สามารถทำให้ฟ้าดินพลิกผันได้ ย่อมต้องแบกรับภัยพิบัติที่มาพร้อมกันด้วย”
หญิงชราหันหลังเดินไปยังส่วนลึกของเขตหวงห้ามลึกลับที่หก เสียงอันเปี่ยมด้วยความเมตตาและอ่อนโยนของนางดังมาแต่ไกล
“ข้าพูดถึง ‘ฟ้าดิน’ นี้ มิได้หมายถึงฟ้าดินในโลกมนุษย์”
หัวใจของลูเยี่ยสั่นสะท้าน บัดนี้เขาเพิ่งตระหนักว่าก่อนหน้านี้เขาคิดง่ายเกินไป หากไม่ใช่ฟ้าดินในโลกมนุษย์ แล้วจะเป็นที่ใดได้อีกเล่า? ดินแดนหลิงชาง?
เขตหวงห้ามลึกลับที่หกอยู่ห่างจากเมืองเทียนเหอไปกว่าสามร้อยลี้ ก่อนหน้านี้มีราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณนำทางโดยใช้พลังเหินเวหา จึงใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วโมงก็มาถึง แต่การเดินทางกลับนั้นไม่สามารถทำได้ ลูเยี่ยจำเป็นต้องเดินทางด้วยตัวเอง
“เมื่อใดกันที่พลังบำเพ็ญจะทะลวงถึงขอบเขตแกนทองคำ ข้าก็จะสามารถบินได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องพึ่งพาวิชาตัวเบาในการเดินทางแล้ว…” ลูเยี่ยถอนหายใจแผ่วเบา
ในขอบเขตตำหนักวิญญาณยังไม่สามารถหลบหนีไปในอากาศและบินได้อย่างรวดเร็ว เมื่อผ่านเขาไปเยียน ลูเยี่ยรู้สึกสะดุดใจ และตัดสินใจทดสอบพลังของวัตถุล้ำค่าที่เพิ่งได้มา
สามชั่วโมงต่อมา ลูเยี่ยเหน็บดาบยาวไว้ที่เอว สะพายดาบยาวพร้อมฝักไว้ที่ด้านหลัง ค่อย ๆ เดินออกจากเขาไปเยียนอย่างสง่างาม ดาบยาวเป็นสีดำสนิทดังหมึก คล้ายคลึงกับ ‘เพลิงโลหิตฉางคง’ อยู่พอสมควร แต่พลังอานุภาพย่อมแตกต่างกันอย่างแน่นอน
ลูเยี่ยตั้งชื่อดาบนี้ว่า ‘ซิงหลิว’ เมื่อใช้ดาบนี้อย่างเต็มกำลัง บนใบดาบจะปรากฏแสงวาววับดุจดวงดาว ภายในแฝงพลังสายฟ้าคำรามอันน่าเกรงขาม มีพลังทำลายล้างที่แข็งแกร่งยิ่งนัก
ส่วนอีกเล่มหนึ่งเป็นกระบี่แห่งวิถียาวสามฉื่อสองชุน ใบกระบี่ใสสะอาดเป็นประกายดุจหิมะ ราวกับสายน้ำในฤดูใบไม้ร่วง เมื่อเวลาใช้กระบี่เล่มนี้ คมกระบี่จะแผ่รัศมีสีแดงเพลิงเจิดจ้าจนแสบตา ด้วยเหตุนี้ ลูเยี่ยจึงตั้งชื่อมันว่า ‘เมฆาสีชาด’
ดาบกับกระบี่คู่นี้ล้วนเป็นผลงานจากมือของ ‘เฒ่าจาว’ ถือเป็นสมบัติหายากในบรรดาอาวุธระดับตำหนักวิญญาณอย่างแท้จริง มีพลังที่แข็งแกร่งกว่าอาวุธระดับแกนทองคำทั่วไปมากนัก! นอกจากดาบและกระบี่คู่นี้แล้ว ลูกธนูทั้งสิบสามดอกนั้นยิ่งทำให้ลูเยี่ยรู้สึกตื่นเต้นยินดียิ่งนัก
เพราะว่าบนลูกธนูทุก ๆ ดอกนั้นถูกปกคลุมด้วยอักขระลึกลับอันแปลกประหลาด! ก่อนหน้านี้ลูเยี่ยเคยทดสอบแล้ว ในสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด เพียงลูกธนูหนึ่งดอกก็สามารถเอาชนะผู้ใดก็ตามที่อยู่ในขอบเขตตำหนักวิญญาณได้อย่างง่ายดาย แม้แต่เมื่อเผชิญหน้ากับบุคคลขอบเขตแกนทองคำ ก็ยังสามการถคุกคามชีวิตของพวกเขาได้!
ลูกธนูเหล่านี้ ลูเยี่ยตั้งชื่อว่า ‘ไร้ชีวิต’ มีแต่ความตาย ไม่มีรอด!
เมื่อลูเยี่ยกลับมาถึงเมืองเทียนเหอก็เป็นวันที่สองแล้ว
“ในที่สุดท่านก็กลับมาแล้ว!”
เพิ่งกลับมาถึงจวน ลูเยี่ยก็ถูกญาติผู้น้องอย่างลูหลิงซวง และบรรดาคนในตระกูลห้อมล้อมเอาไว้ สีหน้าของคนในตระกูลทุกคนล้วนเต็มไปด้วยความกังวล
“เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันหรือ ถึงทำให้พวกเจ้าตกใจกันถึงเพียงนี้?”
ลูเยี่ยขมวดคิ้ว
“พี่ใหญ่ของข้าอยู่ที่ใด?”
เขาพบว่าพี่ใหญ่ลูเชียวไม่อยู่ที่นี่
ลูหลิงซวงรีบอธิบาย เช้าวันนี้ องค์ชายสามส่งคนมาเชิญลูเชียวไปเยือนที่ดินบรรพบุรุษตระกูลลู จวบจนเที่ยงวัน ลูเชียวก็ยังไม่กลับมา เชี่ยหลิงชิวสังเกตเห็นว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล จึงตัดสินใจไปตรวจสอบด้วยตนเอง แต่จวบจนขณะนี้ ฟ้าก็มืดแล้ว ทั้งเชี่ยหลิงชิวและลูเชียวยังไม่กลับมา! สมาชิกตระกูลลูทั้งหมดตระหนักได้ว่ามีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นแล้ว แต่ไม่มีใครกล้าลงมือทำอะไรโดยพลการ
เพราะก่อนเชี่ยหลิงชิวจากไป นางได้สั่งเอาไว้โดยเฉพาะว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ให้สมาชิกตระกูลลูทั้งหลายห้ามออกไปจากตระกูล ให้รอลูเยี่ยกลับมาตัดสินใจ! ลูเยี่ยฟังจบก็ตระหนักถึงความรุนแรงของปัญหาแล้ว
“ท่านประมุขตระกูล องค์ชายสามส่งคนมาแล้วขอรับ!”
ในขณะนั้น มีคนรีบร้อนมารายงาน ลูเยี่ยตระหนักว่า หลังจากที่ตนเองกลับมาที่เมืองเทียนเหอ ร่องรอยการเคลื่อนไหวของเขาถูกคนขององค์ชายสามจับตาดูมานานแล้ว มิเช่นนั้น เหตุใดเขาเพิ่งจะกลับถึงจวน แตองค์ชายสามก็ส่งคนมาทันที?
“ให้คนขององค์ชายสามรอไปก่อน!”
ลูเยี่ยออกคำสั่ง
จากนั้น เขาก็กวาดตามองสมาชิกตระกูลลูที่อยู่ในที่นี้แล้วกล่าวว่า
“ต่อจากนี้ สิ่งที่ข้าจะพูด พวกเจ้าต้องจดจำให้ดี”
ทุกคนพยักหน้า ต่างตระหนักว่าเรื่องนี้รุนแรงมาก!
“หลังจากข้าจากไป พวกเจ้ายังคงต้องอยู่ในตระกูล ไม่ว่าภายนอกจะเกิดอะไรขึ้น ห้ามออกไปข้างนอกเด็ดขาด! เข้าใจหรือไม่”
ทุกคนรับคำ
ต่อมาลูเยี่ยได้กำชับเรื่องอื่น ๆ แก่พวกเขาอีกหลายประการ สุดท้าย เขาหันไปมองหยวนคุน
“ท่านอาจารย์หยวนคุน มีเรื่องหนึ่งที่ข้าต้องการให้ท่านช่วย”
หยวนคุนไม่ได้ถามเลยว่าต้องช่วยเรื่องอะไร แต่กลับตอบตกลงทันที
“ได้”