บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 99 สุสานอันแปลกประหลาด
บทที่ 99 สุสานอันแปลกประหลาด
มีวิญญาณปีศาจเฒ่าต้องการจะแย่งชิงร่างของเขาหรือ?
ลูเยี่ยตกใจจนขนลุกชัน เรื่องการแย่งชิงร่างนั้นเป็นเรื่องที่พบเห็นได้บ่อยครั้งในสนามรบนอกอาณาเขต เขาย่อมเข้าใจดีว่า หากเขาถูกแย่งชิงร่าง แล้วผลลัพธ์จะร้ายแรงเพียงใด
ยังไม่ทันที่ลูเยี่ยจะได้ลงมือทำสิ่งใด ทันใดนั้นก็มีโคมไฟดวงหนึ่งสว่างขึ้นในความมืดมิดที่อยู่ไกลออกไป แสงโคมไฟสลัวสีเหลือง ดูไม่สะดุดตานัก ท่ามกลางเขตหวงห้ามลึกลับที่ถูกความมืดปกคลุม มันดูอ่อนแอราวกับแสงหิ่งห้อยเท่านั้น
แต่เมื่อโคมไฟสว่างขึ้น ลูเยี่ยก็พลันได้ยินเสียงกรีดร้องอันโหยหวนดังขึ้น
“แม่เฒ่าผู้เฝ้าสุสาน เจ้าคอยข้าก่อนเถิด!”
ลูเยี่ยรู้สึกได้ว่าพลังลมปราณอันน่าพิศวงที่เฝ้าจ้องมองเขาอย่างหนาแน่นก่อนหน้านี้ กลับหายวับไปราวกับถูกสิ่งใดทำให้ตกใจกลัว ทั่วทั้งร่างของลูเยี่ยผ่อนคลายลง
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า การปรากฏตัวของโคมไฟสีเหลืองสลัวนั้น ได้ช่วยให้เขาหลุดพ้นจากภัยพิบัติพิศวงได้อย่างทันท่วงที!
“ท่านยายมาแล้ว”
ราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณที่นำทางอยู่ตลอดก็เห็นโคมไฟดวงนั้น นางจึงอดรู้สึกประหลาดใจไม่ได้
“นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าได้เห็นท่านยายออกมาต้อนรับผู้คนด้วยตนเอง”
“ที่แท้ก็เป็นท่านยายของอาจูนี่เอง…”
ในขณะนั้นลูเยี่ยก็เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งแล้ว และในที่สุดเขาก็ยืนยันสิ่งหนึ่งได้ เหตุการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นกับตัวเขาเมื่อครู่นี้ ราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณแท้จริงแล้วไม่รู้เรื่องเลยแม้แต่น้อย!
นี่เป็นเรื่องแปลกยิ่งนัก เหตุใดสิ่งแปลกประหลาดเหล่านั้นถึงได้พุ่งเป้ามาที่ตัวเขา? ขณะที่กำลังครุ่นคิดอยู่นั้น โคมไฟสีเหลืองสลัวดวงนั้นก็เคลื่อนเข้ามาใกล้แล้ว
ผู้ที่ถือโคมไฟคือหญิงชราผมขาวโพลน ร่างของหญิงชราผอมแห้ง ถูกความมืดปกคลุมไว้ มีเพียงใบหน้าที่แลดูเมตตาและอ่อนโยนเท่านั้นที่ปรากฏให้เห็นภายใต้แสงสลัวของโคมไฟ
เมื่อลูเยี่ยถูกดวงตาที่ขุ่นมัวของนางจ้องมอง หัวใจของเขาก็พลันเย็นวาบ รู้สึกเหมือนมีลมเย็นพัดผ่านด้านหลัง ราวกับว่าความลับทั้งหมดบนตัวของเขาได้ถูกอีกฝ่ายมองทะลุปรุโปร่งไปหมดแล้ว!
หญิงชราแย้มยิ้มอย่างอ่อนโยน
“เจ้าก็คือลูเยี่ยสินะ ข้าได้ยินอาจูพูดถึงเจ้ามานานแล้ว ช่างเป็นคนมีความสามารถอย่างที่คาดไว้จริง ๆ ตามข้ามาเถิด”
นางหมุนตัวหันหลังกลับ นำทางไปข้างหน้า เรื่องแปลกคือ ลูเยี่ยและราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณมิได้ออกแรงแม้แต่น้อย แต่ขุนเขาลำธารใต้ฝ่าเท้ากลับเหมือนหดเล็กลงนับพันเท่า ทัศนวิสัยตรงหน้าผ่านไปอย่างรวดเร็ว ราวกับภาพลวงตาที่ผ่านไปชั่วขณะ เพียงแค่ไม่กี่ก้าว ก็มาถึงเชิงเขาแห่งหนึ่ง
นี่คือมหาพลังศักดิ์สิทธิ์ ‘ย่นระยะทางในพริบตา’ อย่างแท้จริง!
ลูเยี่ยหรี่ดวงตาลง เขาเพียงแค่เคยเห็นพลังศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้จากบรรพจารย์อย่างโมเฉิน และผู้อื่นที่อยู่ในระดับเดียวกันเท่านั้น แต่ไม่มีทางคาดคิดเลยว่า ท่านยายของอาจู หญิงชราที่หลบซ่อนตัวอยู่ในเขตหวงห้ามลึกลับที่หกมาหลายปี จะมีพลังศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้!
“ท่านใต้เท้า ในที่สุดท่านก็มาถึงแล้ว!”
อีกาหัวขาวบินลงมาจากต้นหมอนเก่าแก่ โบกปีกทักทายด้วยความตื่นเต้นดีใจ
ลูเยี่ยยิ้ม
“บ้านเจ้าไม่เลวเลยนะ”
เขามองไปรอบ ๆ โดยไม่จำเป็นต้องใช้เคล็ดวิชาลับ เขาก็สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่าว่าฮวงจุ้ยของที่นี่มีความลึกลับอย่างยิ่ง!
“ขอเพียงแค่ท่านใต้เท้าไม่รังเกียจก็พอ”
อีกาหัวขาวยื่นไหสุราไหเล็กให้ลูเยี่ย
“ท่านใต้เท้าลองชิมดูสิ นี่คือสุราที่ท่านยายของข้าหมักด้วยผลหมอน ข้ากินมาตั้งแต่เด็กจนโต รสชาติเป็นหนึ่งเลยทีเดียว!”
ราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณถอนหายใจเงียบ ๆ เด็กโง่คนนี้! นั่นเป็นสุราสมุนไพรที่ท่านยายหมักด้วยมือของนางเอง เป็นของชิ้นเดียวในใต้หล้า จะยกให้ผู้อื่นส่ง ๆ ได้อย่างไรกัน? แม้แต่ตัวนางเองยังไม่มีโอกาสได้ลิ้มรสสักหยดเลย!
แต่เมื่อเห็นว่าท่านยายไม่ได้คัดค้าน ราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณจำต้องอดทนเอาไว้
ลูเยี่ยยิ้มรับไหสุราและกล่าวว่า
“รอดื่มทีหลังก็ยังไม่สาย”
ท่านยายแขวนโคมไฟไว้บนต้นหมอนเก่าแก่ด้านข้าง เชิญลูเยี่ยให้นั่งลง แล้วจึงกล่าวช้า ๆ ว่า
“เจ้าคือทายาทตระกูลลู เมื่อเข้าไปในเขตหวงห้ามลึกลับ พลังลมปราณในร่างของเจ้าจะถูกจับตามองโดยพวกสิ่งมีชีวิตที่ไม่อาจเผยตัวสู่แสงสว่าง”
เกรงว่าลูเยี่ยจะไม่เข้าใจ อีกาหัวขาวจึงเอ่ยเสริมอย่างเอาใจใส่จากด้านข้างว่า
“สิ่งมีชีวิตที่ท่านยายกล่าวถึงนั้น ล้วนถูกเรียกว่า ‘วิญญาณราตรีพิศวง’ โลกภายนอกชอบเรียกพวกมันว่าสิ่งมีชีวิตน่าสะพรึงกลัว”
ราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณรู้สึกพูดไม่ออก อาจูเห็นได้ชัดว่าถูกพิษของลูเยี่ยเข้าแล้ว ช่าง…จงรักภักดีเกินไปจริงๆ!
ลูเยี่ยสงสัย
“ขอถามท่านผู้อาวุโสว่า เหตุใดพวกเขาเหล่านั้นจึงจับตาดูเพียงผู้คนจากตระกูลลูของข้าเท่านั้น?”
หญิงชราตอบว่า
“เรื่องนี้พูดไปก็ยืดยาว แต่สรุปง่าย ๆ ก็คือ บนร่างของคนตระกูลลูมีโอกาสอันยิ่งใหญ่ที่ยิ่งใหญ่ที่อาจกล่าวได้ว่าไม่มีใครเทียบได้ และโอกาสอันยิ่งใหญ่นี้ถูก ‘วิญญาณราตรีพิศวง’ เหล่านั้นหมายตาไว้แล้ว”
ลูเยี่ยนึกถึงที่ดินบรรพบุรุษของตระกูลเป็นอันดับแรก
“ที่จริงแล้ว ไม่เพียงแตวิญญาณราตรีพิศวงเท่านั้น แม้แต่พวก ‘มังกรวารี’ ที่มาจากทั่วทุกสารทิศก็มาเพราะเหตุนี้เช่นกัน”
เสียงของหญิงชรานั้นเชื่องช้า
“บางคนรออยู่ในเขตหวงห้ามลึกลับมานับเป็นพันปีแล้ว บางคนก็ซุ่มซ่อนอยู่ในเมืองเทียนเหอคอยจับตาดูพวกเจ้าตระกูลลูอยู่ตลอดเวลา น่าเสียดาย…โอกาสยังไม่ปรากฏ พวกเขาก็ทำได้เพียงรอต่อไป”
ลูเยี่ยถามอย่างระแวดระวัง
“เป็นเพราะ ‘ผู้นั้น’ ที่จะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ยังไม่ปรากฏตัวใช่หรือไม่?”
หญิงชราพยักหน้า แล้วถามกลับทันที
“ในใจเจ้าคิดเช่นไร?”
ลูเยี่ยถอนหายใจ
“ไม่ขอปิดบังท่านผู้อาวุโส จวบจนบัดนี้ข้ายังคงงุนงงสับสนอยู่มาก”
ในอดีต เขาไม่เคยรู้เลยว่าเหตุใดที่ดินบรรพบุรุษของตระกูลตนถึงได้ถูกจับตามองจากคนมากมายเช่นนี้ ยิ่งไม่น่าเชื่อไปกว่านั้นคือ สิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวในเขตหวงห้ามลึกลับที่หกรวมถึงมังกรวารีที่มาจากทั่วทุกสารทิศ ล้วนรอคอยเรื่องนี้มานานหลายปีแล้ว! ที่ดินบรรพบุรุษของตระกูลลูซ่อนโอกาสอันยิ่งใหญ่ไว้มากเพียงใด ถึงได้ดึงดูดความสนใจมากมายเช่นนี้?
“ไม่เข้าใจไม่เป็นไร ลองดูก็จะรู้เอง”
หญิงชราลุกขึ้นอย่างฉับพลัน
“ไปกันเถอะ ข้าจะพาเจ้าไปยังที่แห่งหนึ่ง”
อีกาหัวขาวและราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณกำลังจะตามไป แต่กลับพบว่าเงาร่างของหญิงชราและลูเยี่ยหายวับไปจากที่นั้นเสียแล้ว ราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณรู้สึกผิดหวังทันที
“อาจู เจ้าบอกข้าสิ ท่านยายพาลูเยี่ยไปที่ใดกัน?”
นางสังเกตเห็นอย่างชัดเจนว่าทัศนคติของท่านยายที่มีต่อลูเยี่ยนั้นแตกต่างออกไป! อีกาหัวขาวกลอกตา
“ถึงข้าจะรู้ ขาก็ไม่บอกเจ้าหรอก!”
“ที่นี่คือที่ใดหรือ?”
ลูเยี่ยพบว่าในชั่วพริบตาเดียวเขาก็ปรากฏตัวอยู่ในห้วงอากาศอันมืดมิด หญิงชรายืนอยู่ด้านข้าง นางกล่าวว่า
“สถานที่แห่งนี้อยู่เหนือเทือกเขาเฉียนเฟิง เจ้าลองมองตรงนั้นสิ”
นางก้มมองลงไปเบื้องล่าง แล้วยกมือชี้ไป ผ่านท้องฟ้าและแผ่นดินที่มืดมัวนั้น มองเห็นภูเขานับพันลูกกระจายอยู่บนพื้นดินอย่างเลือนราง ที่น่าอัศจรรย์คือ ที่ใจกลางของขุนเขานับพันลูกเหล่านี้ กลับเป็นห้วงเหวขนาดใหญ่!
ขุนเขาแต่ละลูกเปรียบเสมือนกำแพงขวางกั้น ล้อมรอบห้วงเหวนั้นไว้
หญิงชราถาม
“หากขุนเขานับพันเหล่านี้รวมตัวเข้าด้วยกัน มันคงจะดูคล้ายสุสานสักแห่ง มิใช่หรือ?”
ลูเยี่ยหรี่ตาลง เหมือนมาก! หากภูเขาทั้งหลายรวมตัวกัน ก็จะก่อเกิดเป็นสุสานทรงกลมได้จริงๆ แต่ทว่า ‘สุสาน’ แห่งนี้ช่างใหญ่โตเกินไปแล้ว!
“แต่ก่อนที่นี่เคยเป็นสุสานจริง ๆ”
ดวงตาที่ขุ่นมัวของหญิงชรามีความเศร้าสร้อย
“ส่วนเจ้าของสุสานนั้น เกี่ยวข้องกับตระกูลลูของพวกเจ้า”
ลูเยี่ยตกตะลึง
“สุสานของ…บรรพบุรุษตระกูลลูของข้า?”
หญิงชราส่ายหน้า ดวงตามีความแปลกประหลาด
“ไม่ใช่ แต่มีความเกี่ยวพันลึกซึ้งกับตระกูลลูของพวกเจ้า”
นางชี้ไปที่ห้วงห้วงเหวนั้น
“แต่ในสายตาของคนภายนอก ที่นั้นก็คือประตูทางเข้าสู่ ‘แดนปรโลกราตรีพิศวง!’”
แดนปรโลกราตรีพิศวง? นั่นคือสถานที่ใดกัน? ลูเยี่ยเต็มไปด้วยความสงสัย
เห็นหญิงชรากล่าวต่อว่า
“ตั้งแต่นานมาแล้ว ข้าได้เฝ้าดูแลสุสานแห่งนี้มาตลอด ดังนั้นพวกเขาจึงเรียกข้าว่าผู้อาวุโสผู้พิทักษ์สุสาน”
“เจ้ารู้หรือไม่ โอกาสอันยิ่งใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับตระกูลลูของพวกเจ้านั้น อยู่ในห้วงเหวเบื้องล่างที่เรียกว่า ‘แดนปรโลกราตรีพิศวง’ ”
เมื่อกล่าวจบ หญิงชราก็มองลูเยี่ยด้วยดวงตาที่ลึกล้ำ
“และมีเพียงบุคคลที่สามารถทำให้ฟ้าดินพลิกผันปรากฏตัวเท่านั้น เส้นทางเข้าสู่แดนปรโลกราตรีพิศวงจึงจะปรากฏขึ้นอย่างแท้จริง! ที่ข้าพาเจ้ามา ก็เพื่อจะทดสอบว่า เจ้าคือบุคคลผู้นั้นหรือไม่!”
ลูเยี่ยสูดหายใจเข้าลึก ๆ ข่มความสงสัยนานาประการในใจไว้ แล้วถามว่า
“ทดสอบอย่างไร?”
หญิงชราพาตัวลูเยี่ย ก้าวเดียวก็มาถึงเหนือห้วงเหวแห่งนั้น
“กระโดดลงไป”
หญิงชรากล่าว
“หากเจ้าคือบุคคลนั้น สุสานแห่งนี้ก็จะเกิดการตอบสนองเองโดยธรรมชาติ”
สีหน้าของลูเยี่ยสว่างบ้างมืดบ้างสลับกันไปมา จะกระโดดหรือไม่กระโดดดี?