บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 102 ประตูแห่งดวงดาว
บทที่ 102 ประตูแห่งดวงดาว
ท่ามกลางความมืดของราตรี
ลูเยี่ยเงียบไปนาน ก่อนจะค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองไปยังพี่ใหญ่ลูเชียว
“ท่านพี่ วางใจเถิด ข้าจะพาท่านกลับไปให้ได้”
ลูเยี่ยเอ่ยปาก น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและแหบพร่า
“ดี! ช่างมีน้ำใจและคุณธรรม!”
เชี่ยงฉางจิ้งปรบมือชื่นชม “การครอบครองสมบัติล้ำค่าย่อมนำภัยมาสู่ตน การสละที่ดินบรรพบุรุษเพื่อแลกกับความสงบสุขของตระกูลลูช่างเป็นการเลือกที่ชาญฉลาดยิ่งนัก!”
ลูเยี่ยหยิบแผ่นป้ายหยกทองทมิฬออกมาจากแขนเสื้อ พลางกล่าวว่า “ด้วยสิ่งนี้และตราประทับทองแดงที่สืบทอดจากบรรพบุรุษของตระกูลลู พวกเราจึงสามารถเปิดประตูศาลบรรพชนได้”
สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่ของสิ่งนั้น ดวงตาของทุกคนเต็มไปด้วยประกายวาววับ
ลูเยี่ยมองไปที่เชี่ยงฉางจิ้งแล้วกล่าวว่า “ปล่อยพี่ชายของข้า แล้วของสองชิ้นนี้จะเป็นของท่าน”
เชี่ยงฉางจิ้งกำลังจะตอบตกลง ทว่าขันทีเผยที่อยู่ด้านข้างก็เอ่ยเตือนขึ้นมา “องค์ชาย ยังคงให้ลูเยี่ยเป็นผู้เปิดให้พวกเราเองจะดีกว่าพะยะคะ!”
เชี่ยงฉางจิ้งชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วพยักหน้าพลางเอ่ยว่า “ขันทีเผยช่างรอบคอบเสียจริง! ก็ทำตามที่เจ้าว่าเถอะ”
“ลูเยี่ย รีบไปเถิด”
ขันทีเผยกล่าวด้วยรอยยิ้ม “หากเจ้าเปิดดินแดนลับให้องค์ชายได้สำเร็จ รับรองว่าตระกูลลูของเจ้าจะได้รับความสุขไม่รู้จบ”
ลูเยี่ยกล่าวว่า “ปล่อยพี่ชายของข้าก่อน”
ขันทีเผยมองด้วยสายตาเย็นชา “เจ้าเปิดดินแดนลับก่อน”
ทั้งสองฝ่ายไม่มีใครยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว
เถาปิงที่กำลังบีบคอลูเชียวอยู่ก็กล่าวเสียงเย็น “ข้าจะนับถึงสาม หากเจ้ายังไม่ไป ข้าจะหักขาพี่ชายของเจ้าทั้งสองข้างเดี๋ยวนี้!”
ขันทีเผยกล่าวว่า “หากเขายังไม่ไปอีกละ”
เถาปิงกล่าว “เช่นนั้นก็จะเหยียบกระดูกสันหลังของเขาให้แหลก ทำลายพลังบำเพ็ญของเขา!”
ขันทีเผยหัวเราะพลางหันกลับมามองลูเยี่ย “เจ้าก็ได้ยินแล้ว ยิ่งปล่อยเวลาให้ล่วงเลย พี่ชายของเจ้าก็จะยิ่งต้องทรมาน เจ้าจะใจร้ายปล่อยให้เป็นเช่นนั้นหรือ?”
ลูเยี่ยสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ กล่าวกับตนเองว่า “จริงด้วย แค่ที่ดินบรรพบุรุษเท่านั้น จริง ๆ แล้วไมอาจนำมาเทียบกับชีวิตพี่ชายของข้าได้”
เสียงทุ้มแหบยังคงก้องกังวาน ลูเยี่ยก้าวเดินไปหยุดอยู่เบื้องหน้าประตูใหญ่ของศาลบรรพชน
ประตูใหญ่ของศาลบรรพชนปิดสนิท เต็มไปด้วยร่องรอยกาลเวลาที่ผ่านมา นอกเหนือจากนี้ก็ไม่มีสิ่งใดพิเศษ
แต่ในช่วงสามวันที่ผ่านมา เชี่ยงฉางจิ้งและเหล่าปรมาจารย์ยุทธแห่งโลกมนุษย์ได้ลองวิธีต่าง ๆ มานับไม่ถ้วน แต่ก็ไมอาจทำให้ประตูบานนี้ขยับแม้แต่น้อย!
ศาลบรรพชนทั้งหมดของตระกูลลูราวกับถูกพลังที่มองไม่เห็นปิดผนึกอย่างสิ้นเชิง ไม่มีผู้ใดสามารถสั่นคลอนได้ แม้แต่จะพยายามทำลายก็ยังไม่สำเร็จ
ในขณะนี้ เมื่อลูเยี่ยยืนอยู่หน้าประตูใหญ่ สายตาทุกคู่ต่างจ้องมองมาที่เขา
ลูเยี่ยไม่ได้ลังเล เขาใช้เคล็ดวิชาลับเฉพาะตัว ทันใดนั้น แผ่นป้ายหยกทองทมิฬก็เปล่งแสงสว่างอย่างเงียบ ๆ เปลี่ยนเป็นสายอักขระประหลาดไหลเข้าสู่ตราประทับทองแดงที่สืบทอดจากบรรพบุรุษ
ตราประทับทองแดงที่สืบทอดจากบรรพบุรุษสั่นสะเทือนส่งเสียงหึ่ง ๆ ทันที แล้วก่อให้เกิดระลอกคลื่นมิติกาลเวลาที่แปลกประหลาด ทำให้ทัศนียภาพโดยรอบบิดเบี้ยวผิดรูป
เมื่อได้เห็นการเปลี่ยนแปลงอันน่าอัศจรรย์นี้ ทุกคนหายใจกระชั้นขึ้น จิตใจเกิดความคาดหวังอย่างแรงกล้า
“ข้าอยากจะดูว่า โอกาสอันล้ำค่าในที่ดินบรรพบุรุษของตระกูลลูจะสมกับคำว่า ‘วาสนาเซียน’ สองคำนี้หรือไม่”
เชี่ยงฉางจิ้งรำพึงในใจ
ในราชสำนักต้าเฉียน มีความลับโบราณเล่าขานกันมาว่า โอกาสในที่ดินบรรพบุรุษของตระกูลลูได้รับการขนานนามว่าเป็น ‘วาสนาเซียน’ ที่แท้จริง!
ในโลกมนุษย์นี้ มันนับเป็นโชคลาภอันสูงส่งที่ไม่มีสิ่งใดเทียบได้อย่างแท้จริง
ทันใดนั้น เชี่ยงฉางจิ้งก็กล่าวขึ้น “เถาปิง! เจ้าจงฟังให้ดี หากมีความผิดปกติใดเกิดขึ้น จงสังหารลูเชียวทันที!”
“องค์ชายวางพระทัยได้”
เถาปิงยิ้มพลางพยักหน้ารับ
เซียหลิงชิวถอนหายใจเบา ๆ ในใจ นางได้เตรียมพร้อมไว้แล้วว่า ในชั่วขณะที่ที่ดินบรรพบุรุษของตระกูลลูเปิดออก นางจะหาโอกาสลงมือช่วยเหลือลูเชียว
แต่เห็นได้ชัดว่าศัตรูเหล่านั้นได้เตรียมป้องกันไว้ก่อนแล้ว
ครืน!
เมื่อลูเยี่ยกดประทับตราประทับทองแดงที่สืบทอดจากบรรพบุรุษลงบนประตูใหญ่ศาลบรรพชน ตราประทับทองแดงละลายหายไปในพริบตา ในขณะที่พลังแห่งมิติกาลเวลาอันลึกลับแปลกประหลาดแผ่ขยายออกจากประตูใหญ่อย่างรุนแรง
ในชั่วพริบตานั้น กฎเกณฑ์แห่งมิติกาลเวลาทั่วทั้งเมืองเทียนเหอปรากฏตัวแปรปรวนอย่างประหลาดและไมอาจคาดเดาได้
แม้แต่ปรมาจารย์ยุทธแห่งโลกมนุษย์ก็ยังไมอาจเข้าใจผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงนี้ได้อย่างชัดเจน
ลูเยี่ยที่ยืนอยู่หน้าประตูใหญ่ รู้สึกสับสนราวกับเกิดภาพลวงตา ประตูใหญ่ของศาลบรรพชนราวกับตื่นขึ้นจากการหลับใหลอันยาวนานนับหมื่นปี
ในชั่วขณะต่อมา ทุกคนพากันกลั้นหายใจด้วยความตกตะลึง เมื่อได้เห็นว่าประตูใหญ่ของศาลบรรพชนเปลี่ยนไปแล้ว
กลายเป็นผืนนภาที่เต็มไปด้วยดวงดาว!
ดวงดาวนับไม่ถ้วนส่องประกายระยิบระยับราวกับทางช้างเผือก กำลังหมุนวนเปลี่ยนแปลงอยู่บนท้องฟ้า
พลังแห่งมิติกาลเวลาอันยิ่งใหญ่ก็พลุ่งพล่านตามการเปลี่ยนแปลงของดวงดาวนับพัน
มองดูแวบเดียวก็เห็นได้ว่า มันคือประตูมิติกาลเวลาที่กำเนิดจากดวงดาวนั่นเอง!
ผู้คนที่อยู่ในที่นั้นต่างตกตะลึงจนไร้สติ ราวกับได้เห็นปาฏิหาริย์แห่งทวยเทพ
ผู้ที่ฝึกฝนอยู่ในโลกมนุษย์มานาน แม้กระทั่งปรมาจารย์ยุทธแห่งโลกมนุษย์ก็ไม่เคยได้เห็นภาพที่ประหลาดและลึกลับเช่นนี้มาก่อน
ในชั่วขณะนั้น สองร่างปรากฏขึ้นอย่างไร้ซุ่มเสียง!
ชายชราร่างเตี้ยคนหนึ่งปรากฏขึ้นข้างกายเชี่ยงฉางจิ้ง มือหนึ่งคว้าจับลำคอของเชี่ยงฉางจิ้ง
เชี่ยงฉางจิ้งสีหน้าเปลี่ยนด้วยความตกใจสุดขีด
ชายวัยกลางคนรูปร่างผอมแห้งปรากฏขึ้นด้านหลังของเถาปิง ในขณะที่บีบคอของเถาปิงอยู่นั้น ก็บิดแขนขวาของเถาปิงจนหัก
เถาปิงร้องโหยหวน แขนขวาถูกบิดหัก มือขวาของเขาที่กำลังจับลูเชียวอยู่นั้นก็คลายออกอย่างหมดแรงและอ่อนระโหย
ในขณะที่ลูเชียวกำลังจะหล่นลงพื้น ร่างชายวัยกลางคนผอมกะหร่องคนนั้นก็รับเอาไว้ได้ทัน
ทุกสิ่งเกิดขึ้นในชั่วพริบตาที่ผู้คนกำลังตกตะลึง ร่างสองร่างปรากฏตัวขึ้นเกือบจะพร้อมกัน เร็วจนเหลือเชื่อ
เมื่อทุกคนได้สติกลับมา ต่างก็สีหน้าเปลี่ยนไป
เซียหลิงชิวก็รู้สึกตกใจเช่นกัน สองคนนั้นเป็นใครกัน? ปรากฏตัวโดยไร้เสียง หลบหลีกการรับรู้ของปรมาจารย์ยุทธแห่งโลกมนุษย์ทุกคนได้อย่างไร!
“บังอาจนัก!”
“พวกเจ้าเป็นใครกัน รีบปล่อยองค์ชายสามมาเดี๋ยวนี้”
“สารเลว!”
ขันทีเผย ชายวัยกลางคนผู้มีหนวด และหญิงสาวผู้งดงามต่างพากันหยิบสมบัติล้ำค่าออกมา เตรียมพร้อมจะลงมือ
“ใครกล้าขยับ ข้าจะบีบเขาให้ตายทันที!”
ชายชรารูปร่างผอมแห้งเบิกตากว้าง ขณะที่พูด มือซ้ายยังถือปล้องยาสูบพ่นควันสองสามที
คนผู้นี้คือเหล่าเกาผู้ดูแลประตูใหญ่ของสำนักศึกษาเทียนเหอ สิ่งที่ลูเยี่ยสั่งให้หยวนคุนทำตอนออกจากตระกูลลูก็คือการไปเชิญเหล่าเกามานั่นเอง!
ในยามนี้ ขันทีเผยและคนอื่น ๆ ต่างเกรงกลัวที่จะทำอะไรรุนแรง สีหน้าของพวกเขาบูดบึ้งยิ่งกว่าเดิม
ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดอุบัติเหตุเช่นนี้ขึ้น
“เจ้าหนุ่ม พี่ชายเจ้าไม่มีอันตรายถึงชีวิตหรอก เป็นเพียงบาดแผลภายนอกเท่านั้น”
คนที่จับเถาปิงไว้คือเฒ่าจ้าวแห่งร้านตีเหล็ก เขาเพียงกวาดตามองดูลูเชียวแวบเดียวก็วินิจฉัยอาการบาดเจ็บของลูเชียวได้
ตรงหน้าประตูอันศักดิ์สิทธิ์ราวกับห้วงดวงดาว ลูเยี่ยหันกายก้าวเดิน สิ่งแรกที่ทำคืออุ้มพี่ใหญ่ลูเชียวขึ้นมา
“ท่านพี่ ไม่เป็นไรแล้ว ท่านนอนพักให้สบายเถิด”
ลูเยี่ยเอ่ยเสียงเบา
บาดแผลอันน่าสยดสยองบนร่างของพี่ใหญ่ทำให้จิตสังหารในใจของลูเยี่ยยิ่งลุกโชนรุนแรง แทบจะระเบิดออกมา แต่ยิ่งเป็นเช่นนั้น สีหน้าของเขากลับยิ่งเยือกเย็น ไมอาจมองเห็นความปั่นป่วนทางอารมณ์แม้แต่น้อย
“ท่านแม่ทัพ รบกวนท่านช่วยดูแลพี่ใหญ่ของข้าด้วย”
ลูเยี่ยมอบพี่ใหญ่ลูเชียวให้กับเซียหลิงชิว
“มอบให้ข้าเถิด”
เซียหลิงชิวใช้ฝ่ามือรองรับ มีแสงศักดิ์สิทธิ์สายเล็ก ๆ พวยพุ่งออกมาแล้วครอบคลุมลูเชียวไว้ แล้วค่อย ๆ ประคองไว้ด้วยสองมือด้วยความระมัดระวัง นี้ไม่เพียงเป็นการรักษาอาการบาดเจ็บ แต่ยังเป็นการปกป้องอีกด้วย
“ลูเยี่ย เร็วเข้า รีบสั่งให้คนผู้นั้นปล่อยองค์ชายเดี๋ยวนี้ มิเช่นนั้น พวกเจ้าจะต้องตายกันหมด!”
ขันทีเผยตวาดเสียงดัง
เสียงเพิ่งดังขึ้น ขันทีเผย ชายวัยกลางคนผู้มีหนวด และหญิงสาวผู้งดงามก็เคลื่อนไหวพร้อมกัน
ขันทีเผยพุ่งเข้าใส่ลูเยี่ย ชายวัยกลางคนผู้มีหนวดและหญิงสาวผู้งดงามพุ่งเข้าใส่เซียหลิงชิว
ทั้งสามล้วนเป็นปรมาจารย์ยุทธแห่งโลกมนุษย์ อีกทั้งประสานงานกันอย่างกลมกลืน เห็นชัดว่าได้ติดต่อสื่อสารกันในที่ลับมาก่อนแล้ว ทั้งหมดนี้ก็เพื่อจับลูเยี่ยทั้งเป็น และแย่งชิงลูเชียวไปเป็นตัวประกัน!
หากเป็นผู้อื่น ย่อมไมอาจตอบโต้ได้ทัน แต่เหล่าเการาวกับรู้ล่วงหน้า หัวเราะเย็นชาก่อนจะลงมือเร็วกว่าหนึ่งก้าว ปล้องยาสูบที่มีประกายไฟกระทบอากาศติดต่อกันสามครั้ง
ปัง!
ขันทีเผยและอีกสองคนต่างศีรษะแตกเลือดไหล ร่างกระแทกลงพื้น บางคนครวญครางด้วยความเจ็บปวด บางคนชักกระตุกทั้งร่าง บางคนร้องโหยหวนด้วยความทรมาน
สามปรมาจารย์ยุทธแห่งโลกมนุษย์ถึงกับพ่ายแพ้เพียงแค่หนึ่งกระบวนท่า ทุกคนล้วนบาดเจ็บสาหัส!
เซียหลิงชิวตกตะลึง นี้เป็นกำลังเสริมที่ลูเยี่ยไปเชิญมาจากที่ใดอีก? ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ครั้งนี้ตอนที่ลูเยี่ยรีบมาถึง เขาได้เตรียมการไว้ล่วงหน้าแล้ว!