บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 103 ระบายความแค้น!
ลูเยี่ยหันกายกลับมา สายตามองไปยังเถาปิง
เฒ่าจ้าวที่กำคอของเถาปิงอยู่กล่าวว่า “เจ้าจะลงมือเองหรือไม่?”
ลูเยี่ยพยักหน้า
เถาปิงร้องอุทานในใจว่าไม่ดีแล้ว เขาอ้าปากกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง
ปัง!
เฒ่าจ้าวฟาดฝ่ามือลงที่ท้องของเถาปิง ทำลายตันเถียนของเขา ทำให้พลังบำเพ็ญขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดพังทลายลง เขากลายเป็นคนไร้ค่าอย่างสิ้นเชิง
เฒ่าจ้าวสะบัดมือโยนเขาลงบนพื้น “เจ้าผู้เป็นขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์ แต่กลับรังแกคนที่มีพลังบำเพ็ญ บัดนี้เจ้าก็ไม่มีพลังบำเพ็ญเช่นกันแล้ว”
เถาปิงร้องด้วยความเจ็บปวด “พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร กล้าทำลาย…”
ลูเยี่ยก้าวเข้าไปข้างหน้า ฝ่ามือหนึ่งฟาดลงบนแก้มเถาปิง กระดูกโหนกแตกหัก สันจมูกยุบลง
เถาปิงที่กลายเป็นคนพิการแล้วร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด
ลูเยี่ยตบฝ่ามืออีกครั้งลงไป ฟันของเถาปิงหลุดออกมา ปากฉีกขาด เลือดเนื้อเละเทะ
ตามมาด้วยการตบอีกหนึ่งฝ่ามือ ซึ่งทำให้ใบหน้าของเถาปิงบวมช้ำเลือดอาบ จนแทบจำไม่ได้
สามฝ่ามือนี้ ดังก้องกังวานในความมืดของราตรี ทำให้เชี่ยงฉางจิ้ง ขันทีเผย และคนอื่น ๆ ต่างพากันสีหน้าเปลี่ยนไป ทุกคนล้วนเห็นได้ชัดว่า ลูเยี่ยกำลังระบายความโกรธ!
ลูเยี่ยสีหน้าสงบนิ่ง ไม่มีริ้วคลื่นอารมณ์ใด ๆ ไม่พูดแม้แต่คำเดียว แต่กลับเป็นวิธีการอันเฉียบขาดที่ไม่เอื้อนเอ่ยแม้แต่คำเดียวเช่นนี้ ที่ทำให้พวกเขารู้สึกใจสั่น
“ลูเยี่ย เจ้าไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วสินะ!?”
เถาปิงส่งเสียงร้องโหยหวนน่าสยดสยองราวกับหมูกำลังถูกเชือด ดวงตาบวมแดงเต็มไปด้วยความแค้นเคือง
ลูเยี่ยไม่สนใจ เขามีสมาธิอย่างมาก บรรจงถอนเล็บของนิ้วมือทั้งสิบของเถาปิงออกทีละอันอย่างพิถีพิถัน
เถาปิงเจ็บปวดจนร่างกายบิดเกร็ง ทั่วทั้งร่างชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็น ความเจ็บปวดทำให้ใบหน้าบิดเบี้ยว
แต่ยังไม่จบแค่นี้ ลูเยี่ยออกแรงที่นิ้วทั้งห้า บีบนิ้วมือของเถาปิงแต่ละนิ้วจนแหลกละเอียด ขอกระดูกและเนื้อหนังกลายเป็นเหมือนโคลนที่ถูกบดละเอียด
เถาปิงเจ็บปวดจนส่งเสียงด่าทอสาปแช่ง สุดท้ายก็สลบไปด้วยความเจ็บปวดทรมาน!
“เมื่อเทียบกับลูเชียวที่ไม่มีพลังบำเพ็ญ เจ้าซึ่งเป็นถึงปรมาจารย์ยุทธแห่งโลกมนุษย์กลับเป็นเพียงคนไร้กระดูกสันหลังเสียจริง!”
เหล่าเกาแสดงความดูแคลน
ลูเชียวถูกทรมานจนสภาพเป็นเช่นนั้น ยังไม่เคยร้องว่าเจ็บ ไม่เคยก้มหัว! เมื่อเปรียบเทียบกัน ความแตกต่างก็ชัดเจนทันที
“พอได้แล้ว! ลูเยี่ย เจ้ารู้หรือไม่ว่าเจ้ากำลังทำอะไรอยู่?”
เชี่ยงฉางจิ้งตวาดเสียงดัง องค์ชายสามผู้ยิ่งใหญ่ผู้นี้มีใบหน้าเขียวคล้ำ ดวงตาเย็นชาน่าเกรงขาม
แม้จะถูกเหล่าเกาบีบคอไว้ เชี่ยงฉางจิ้งก็ไม่ได้แสดงความตื่นตระหนกออกมามากนัก
ลูเยี่ยไม่สนใจ ภายใต้สายตาของทุกคนที่จับจ้องอยู่ เขาเตะเถาปิงให้คว่ำหน้าลง ก้มตัวลงไปและกระซิบเบา ๆ ว่า
“ดี! บอกข้าสิว่าเจ้ามาจากที่ใด หลังจากนี้ข้าจะไปเยี่ยมตระกูลของเจ้าสักหน่อย ดูสิว่ากระดูกของคนในตระกูลเจ้าจะแข็งพอหรือไม่!”
ในดวงตาอันล้ำลึกของเด็กหนุ่มมีเปลวไฟแห่งความโกรธแค้นกำลังเดือดพล่านราวกับลาวาที่กำลังปะทุ ระหว่างคิ้วเต็มไปด้วยอารมณ์รุนแรงที่ไมอาจระงับได้
เถาปิงเดิมทีอ้าปากจะพูด แต่ถูกสายตาของเด็กหนุ่มมองจนขวัญหนีดีฝ่อ วิญญาณแทบจะหลุดออกจากร่าง ไม่สามารถพูดออกมาได้อีกแม้แต่คำเดียว!
เด็กหนุ่มชกไปที่หน้าอกของเถาปิงอย่างแรง จนเกิดเป็นรอยบุ๋มลงไป
เถาปิงมีเลือดไหลออกจากทั้งเจ็ดทวาร ตาถลนด้วยความโกรธ “เจ้า… เจ้าและตระกูลลูจะต้อง… ต้องได้รับ…”
คำว่า ‘กรรม’ ยังไม่ทันหลุดจากปาก ลูเยี่ยก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก่อนเตะจนศีรษะของเถาปิงแตกละเอียด เลือดและเนื้อกระเด็นไปทั่วทุกที่
ลูเยี่ยก้มหน้ามองร่างไร้ศีรษะของเถาปิงที่เปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด แล้วเอ่ยเสียงเบาว่า “ถึงเจ้าไม่บอก ข้าก็จะสืบให้รู้เรื่องในภายหลังอยู่ดี”
แม้แต่เหล่าเกา เฒ่าจ้าว และเซียหลิงชิว เมื่อได้เห็นภาพนี้ก็อดรู้สึกขนพองสยองเกล้าไม่ได้
ลูเยี่ยในยามโกรธเกรี้ยว แม้ภายนอกดูเหมือนสงบนิ่ง แต่ความจริงแล้วเป็นคนละคนกับปกติโดยสิ้นเชิง!
เชี่ยงฉางจิ้ง ขันทีเผย และคนอื่น ๆ ล้วนตกตะลึง ราวกับไม่รู้จักลูเยี่ยมาก่อน
“ลูเยี่ย เจ้าต้องการทำอะไร?”
ขันทีเผยม่นตาหดเล็กลง เมื่อเห็นลูเยี่ยเดินมาทางเขา
“ทำตัวดี ๆ”
เหล่าเกายกปล้องยาสูบขึ้นมาเคาะกลางอากาศ
เปรี้ยง!
จุดตันเถียนของขันทีเผยแตกสลาย พลังบำเพ็ญทั้งหมดก็ถูกทำลายจนหมดสิ้น!
ขันทีเฒ่าส่งเสียงกรีดร้องอย่างไม่ยอมจำนน
ลูเยี่ยเดินเข้าไปข้างหน้า คว้าผมของขันทีเผยเอาไว้ ทำให้อีกฝ่ายต้องจ้องมองตนเอง
“เมื่อครู่เจ้าพูดว่า วิธีการทรมานพี่ชายของข้าของเถาปิง ถือว่าเป็นการปฏิบัติอย่างมีมารยาทใช่หรือไม่?”
ลูเยี่ยถามพร้อมรอยยิ้ม แต่รอยยิ้มนั้นกลับไร้ซึ่งอารมณ์ ตรงกันขาม มันกลับทำให้ขันทีเผยรู้สึกหนาวสะท้านไปทั้งร่าง
เชี่ยงฉางจิ้งกล่าวเสียงเย็นว่า “ลูเยี่ย เจ้าสังหารเถาปิงแล้ว ก็ควรจะหายโกรธได้แล้วกระมัง? อย่าโทษข้าว่าไม่ได้เตือนเจ้านะ ขันทีเผยเคยรับใช้อยู่ข้างกายเสด็จพ่อของข้า เขา…”
ลูเยี่ยคว้าศีรษะของขันทีเผยกระแทกลงพื้นอย่างรุนแรง จนกะโหลกแตกละเอียด เลือดสาดกระเซ็นไปบนใบหน้าอันหล่อเหลาของลูเยี่ย ทำให้เขามีบรรยากาศที่ดุร้ายมากขึ้น
“เจ้า…”
เชี่ยงฉางจิ้งเบิกตากว้าง พูดอะไรไม่ออก
“สู้กับเขา!”
“หนี!”
ชายวัยกลางคนมีหนวดและหญิงสาวผูงดงามก็ระเบิดพลังออกมาอย่างกะทันหัน แต่ไม่ได้ต่อสู้สุดชีวิต กลับหนีออกไปนอกที่ดินบรรพบุรุษของตระกูลลู
เฒ่าจ้าวแค่นเสียงเย็นชาโดยไม่แสดงอารมณ์บนใบหน้า จิตเทวะของทั้งสองคนถูกฟาดราวกับถูกสายฟ้าฟาด พวกเขาล้มลงกับพื้นดังตุบ จิตเทวะแทบแตกสลาย ความเจ็บปวดทรมานจนไม่อยากมีชีวิตอยู่
ลูเยี่ยชักดาบออกมาทันที
ฉั้วะ!
ดาบซิงหลิวชักออกมาส่งเสียงแหลมกังวานเย็นยะเยือก คมดาบพาดผ่านพร้อมสายฝนดาวตกวาววับราวกับความฝัน ฟันศีรษะของชายวัยกลางคนมีหนวดขาดในคราเดียว โลหิตร้อนระอุกระเซ็นออกมา ใบดาบสีดำสนิทดุจหมึกสะอาดเหมือนเดิม ไม่มีคราบเลือดติดอยู่เลย
จากนั้น ลูเยี่ยก็ฟันศีรษะของหญิงสาวผูงดงามขาดลงอย่างเด็ดขาดและรวดเร็ว โดยไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย
จนถึงขณะนี้ ปรมาจารย์ยุทธแห่งโลกมนุษย์สามคนเต็ม ๆ ต้องมาตายด้วยการถูกตัดหัว! ทั่วทั้งสถานทีอบอวลไปด้วยกลิ่นคาวเลือด
“หึ! ลูเยี่ย เจ้าก็เป็นเพียงคนที่รู้จักใช้อำนาจข่มเหงผู้อื่นเท่านั้น”
แววตาของเชี่ยงฉางจิ้งเย็นเฉียบ สีหน้าสงบนิ่ง
เหล่าเกาตบหน้าเชี่ยงฉางจิ้งหนึ่งที “อนุญาตให้พวกเจ้าใช้คนหมู่มากรังแกคนน้อยกว่า แต่ไม่ยอมให้คุณชายลูอาศัยอำนาจรังแกคนอื่นหรือ?”
เชี่ยงฉางจิ้งรู้สึกปวดแสบที่ใบหน้า เม้มริมฝีปากไม่พูดอะไร
เหล่าเกาเงยหน้ามองท้องฟ้า แล้วเอ่ยเตือนว่า “ความวุ่นวายที่นี่ได้ดึงดูดความสนใจพวกตาเฒ่าในเมืองแล้ว ตอนนี้พวกเขากำลังเร่งรีบมาที่นี่อย่างเอาเป็นเอาตาย”
ลูเยี่ยและเซียหลิงชิวพร้อมกันมองขึ้นไปบนท้องฟ้า ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อใด ท้องฟ้ายามราตรีที่มืดดังน้ำหมึกนั้นถูกปกคลุมด้วยเมฆสีดำหนาทึบ เมฆดำเคลื่อนตัวปั่นป่วนราวกับมหาสมุทร บดบังอยู่เหนือท้องฟ้าของเมืองเทียนเหอ
สิ่งที่ประหลาดที่สุดคือ บนท้องฟ้าเหนือที่ดินบรรพบุรุษของตระกูลลู เมฆดำหนาทึบกลับกลายเป็นม่านหมุนวนขนาดมหึมา ในส่วนลึกของม่านหมุนวน มองเห็นได้อย่างราง ๆ ถึงสายฟาสีม่วงสว่างเจิดจ้าขนาดใหญ่นับไม่ถ้วน ที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ในม่านเมฆดำ งดงามจับตา เต็มไปด้วยพลังลมปราณแห่งความหายนะที่ทำให้ใจสั่นระรัว
เมื่อมองไปทั่ว ที่ดินบรรพบุรุษของตระกูลลูทั้งหมดราวกับถูกม่านหมุนวนขนาดมหึมานั้นโอบล้อมไว้แล้ว และที่ด้านนอกของพายุหมุนมหึมานั้น ในห้วงอากาศโดยรอบทุกทิศทางกำลังมีเงาร่างจำนวนมากพุ่งตรงเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง แต่ละร่างล้วนแผ่รัศมีอันน่าสะพรึงกลัวอย่างมหาศาล ราวกับเป็นเทพมารในตำนานที่น่าหวาดหวั่น
แต่เมื่อพวกเขาเหล่านั้นเข้าใกล้ที่ดินบรรพบุรุษของตระกูลลู พวกเขากลับได้รับผลกระทบจากพายุหมุนเมฆดำมหึมานั้น ทำให้พวกเขาทำได้เพียงเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างยากลำบากทีละก้าวเท่านั้น
“พวกนั้นคือมังกรวารีที่ซุ่มซ่อนตัวอยู่ในเมืองหรือ?”
ลูเยี่ยมีสีหน้าไม่หวั่นไหว ไม่มีท่าทางประหลาดใจแต่อย่างใด
ชัดเจนว่าเมื่อเขาเปิดประตูใหญ่ของศาลบรรพชนก็เท่ากับเปิดทางเข้าสู่ดินแดนลับของที่ดินบรรพบุรุษแห่งตระกูลลู พวก ‘มังกรวารี’ เหล่านั้นจึงรับรู้ถึงความเคลื่อนไหวและรีบมาอย่างบ้าคลั่ง พวกเขามาเพื่อแย่งชิงโอกาสที่จะได้รับในที่ดินบรรพบุรุษแห่งตระกูลลู!
เชี่ยงฉางจิ้งเห็นภาพอันน่าตกตะลึงนี้เช่นกัน เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มหนัก “ลูเยี่ย ปล่อยข้าไป เรื่องที่ผ่านมาข้าจะไม่ถือโทษโกรธเคือง!”
เขาแสดงสีหน้าจริงใจ “ข้าไม่ได้ข่มขู่เจ้า แต่หากเจ้าสังหารข้า ทั่วทั้งต้าเฉียนจะไม่มีที่ให้ตระกูลลูของเจ้าได้อยู่อาศัยอีกต่อไป!”