บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 108 การสังหารขั้นสุดยอด
บทที่ 108 การสังหารขั้นสุดยอด
หลังจากที่พลังบำเพ็ญของลูเยี่ยได้ทะลวงถึงขอบเขตตำหนักวิญญาณแล้ว ในที่สุดเขาก็สามารถปลุกรอยประทับของบรรพจารย์ที่เป็นของหลิวไป่ภายในทะเลแห่งจิตสำนึก ส่วนเหตุผลที่ลูเยี่ยไม่ได้ขอให้จอมมารหวงเฉวียนโม่เฉินลงมือในครั้งนี้ ไม่ใช่เพราะโม่เฉินไม่แข็งแกร่งพอ
แต่เป็นเพราะเขาไม่อยากให้พลังรอยประทับของโม่เฉินถูกใช้จนหมดและสลายไป ก่อนจะได้ไปเยือนบ้านเกิดของโม่เฉิน
บรรยากาศเงียบราวกับความตาย
เหล่าเกากัดปล้องยาสูบแน่นด้วยความงุนงง แทบจะตบขาตัวเองด้วยความรู้สึกเสียดาย ใบหน้าที่ไร้อารมณ์ของเฒ่าจ้าวในที่สุดก็เกิดการเปลี่ยนแปลง มีความตกตะลึงเพิ่มขึ้นสามส่วน
ไม่ใช่สิ่งมีชีวิต เป็นเพียงพลังรอยประทับ แต่กลับโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้เชียวหรือ? ชายผู้นั้นเป็นใครกันแน่?
เซียหลิงชิวถอนหายใจในใจ เว่ยเทียนหลานและพานโซวหูตายไปก็ไม่น่าเสียดายจริงๆ! นางยังไม่รู้ว่าตัวเองเดาผิดคนไปแล้ว
และเมื่อมองไปที่ชายชราในเสื้อคลุมฟางและคนอื่น ๆ แต่ละคนต่างมีสีหน้าเคร่งเครียดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน พวกเขาได้นำสมบัติล้ำค่าของตนออกมาทั้งหมดแล้ว ราวกับกำลังเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจ
การตายของหมอนั้นเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน และสร้างความสะเทือนใจอย่างยิ่ง ทำให้พวกมังกรวารีที่มาจากทั่วทุกสารทิศของโลกมนุษย์ต่างตกตะลึง!
ชายสวมหมวกทรงสูงผู้เป็นเจ้าเมืองจักรพรรดิแดง ปรากฏตัวขึ้นข้างกายลูเยี่ยอย่างไร้ร่องรอย “เป็นอย่างไรบ้าง?”
ลูเยี่ยตอบตามตรงว่า “ก็ใช้ได้” เขาเข้าใจนิสัยของพี่ใหญ่หลิวไป่ การสนทนากับเขา การพูดความจริงเท่านั้นคือการให้ความเคารพสูงสุดต่อหลิวไป่!
“ข้าจะพยายามให้มากขึ้น” หลิวไป่พยักหน้า
ก่อนหน้านี้ เมื่อลูเยี่ยและหลิวไป่สนทนากันเช่นนี้ ชายชราในเสื้อคลุมฟางและคนอื่น ๆ ยังคิดว่าเป็นการไม่ให้ความเคารพพวกเขา และเย่อหยิ่งเกินไป แต่ในตอนนี้ พวกเขากลับรู้สึกแต่ความตื่นตระหนกหวาดหวั่น!
ยังไม่ทันที่หลิวไป่จะลงมือ ชายชราในเสื้อคลุมฟางและคนอื่น ๆ ก็โจมตีสุดกำลังไปแล้ว
“สู้!”
ผู้แข็งแกร่งทั้งสิบสองคนที่มีพลังลมปราณน่าสะพรึงกลัวราวกับเทพมารร่วมมือกันโจมตี แต่ละคนเรียกใช้สมบัติล้ำค่าที่เปล่งประกายสว่างไสว โจมตีใส่ชายสวมหมวกทรงสูงเพียงคนเดียว
ทั่วทั้งบริเวณที่ดินบรรพบุรุษของตระกูลลูถูกปกคลุมด้วยแสงเปลวเพลิงสีสันงดงามจับตา การโจมตีเช่นนี้ช่างน่าสะพรึงกลัวเกินคำบรรยาย สั่นสะเทือนฟ้าดิน
หากเกิดขึ้นภายนอก เมืองใหญ่โตอย่างเมืองเทียนเหอคงถูกถล่มราบเป็นหน้ากลองไปแล้ว!
เหล่าเกาและเฒ่าจ้าวรีบปกป้องลูเชียวและเซียหลิงชิวในทันที แต่เมื่อเผชิญกับการโจมตีรอบด้านเช่นนี้ สีหน้าของหลิวไป่ยังคงเย็นชาเฉยเมยดังเดิม มีเพียงร่างพลังลมปราณของเขาเท่านั้นที่เกิดการเปลี่ยนแปลง
ราวกับคนธรรมดาสามัญคนหนึ่ง ทันใดนั้นกลับแปรเปลี่ยนเป็นคมดาบอันคมกริบไร้เทียมทาน มีความเยือกเย็นน่ากลัวที่ทะลุท้องฟ้า กวาดล้างทั้งแปดทิศ
แขนเสื้อที่พริ้วไหวราวกับเมฆคลื่น เสื้อคลุมนักพรตธาตุลมและไฟส่งเสียงดังสะบัด เจตจำนงดาบอันทรงพลังและหนักแน่นเหนือใครสายหนึ่งก็พุ่งออกมาจากร่างของชายสวมหมวกทรงสูง
เมื่อเจตจำนงดาบปรากฏ ราวกับภูเขากำลังผุดขึ้นจากพื้นดิน ตั้งตระหง่านค้ำฟ้า
ชายชราในเสื้อคลุมฟางและผู้แข็งแกร่งอีกสิบเอ็ดคนโจมตีพร้อมกัน แต่การโจมตีทั้งหมดกลับถูกป้องกันไว้ได้ ไม่ว่าจะเป็นเคล็ดวิชาลึกล้ำ หรือสมบัติล้ำค่าใด ๆ ก็ไม่สามารถสั่นคลอนเจตจำนงดาบแห่งวิถีนั้นได้แม้แต่น้อย!
ชายชราในเสื้อคลุมฟางและคนอื่น ๆ ต่างตะลึงงัน นี่คือพลังในโลกมนุษย์กระนั้นหรือ?
หลิวไป่ยกมือขวาขึ้น ชี้แนะไปในอากาศ
เปรี้ยง!
ร่างของชายผอมแห้งที่ลงมือเป็นคนแรกเมื่อครู่ก็ดูราวกับผืนผ้าใบที่ถูกวาด และภายใต้นิ้วที่ชี้มานั้น ผืนผ้าใบก็ฉีกขาดเป็นรอยแผลเลือดนับไม่ถ้วน เลือดเนื้อ เส้นลมปราณ กระดูก อวัยวะภายใน จิตเทวะ ทั้งหมดถูกบดขยี้และแตกกระจาย! เมื่อร่างของเขาระเบิดออก ก็เหมือนภาพวาดที่เต็มไปด้วยเลือดได้กลายเป็นเถ้าถ่านในพริบตา แล้วก็ปลิวหายไปในอากาศอย่างกะทันหัน
“ครั้งนี้เป็นอย่างไรบ้าง?” หลิวไป่ถามอย่างจริงจัง
ลูเยี่ยตอบอย่างจริงจัง “ตายได้งดงามเกินไป ไม่ใกล้เคียงกับคำว่าอนาถเลย”
หลิวไป่ใคร่ครวญเล็กน้อย แล้วกล่าวว่า “ข้าจะลองอีกครั้ง”
ในขณะนี้ ชายชราในเสื้อคลุมฟางและคนอื่น ๆ ขวัญหนีดีฝ่อแล้ว! ช่างน่ากลัวเหลือเกิน! นี่มันเทพเซียนที่ลงมาจากดินแดนหลิงซางกระนั้นหรือ? หากไม่ใช่เช่นนั้น ในโลกมนุษย์ทั่วไป จะมีคนที่ผิดปกติถึงเพียงนี้ได้อย่างไร?
เพียงแค่เจตจำนงดาบแห่งวิถีก็สามารถต้านทานการโจมตีของพวกเขาทั้งหมดได้ เพียงแค่ชี้เบา ๆ ก็สังหารคนได้ราวกับฉีกภาพวาด! นี่มันเป็นการต่อสู้ที่ไหน ชัดเจนว่ามันคือการบดขยี้ เป็นการย่ำยี!
“ถอย!”
ชายชราในเสื้อคลุมฟางตะโกนสุดเสียง หมุนตัวหนีไปทันที โอกาสในดินแดนลับของบรรพบุรุษจะสำคัญกว่าการรักษาชีวิตได้อย่างไร? แม้จะพยายามสู้ ก็เหมือนแมลงเม่าบินเข้ากองไฟเท่านั้น ใครเล่าจะโง่พอไปเสี่ยงชีวิต?
ชายสวมหมวกทรงสูงสังหารคู่ต่อสู้สองครั้งอย่างต่อเนื่อง ได้สั่นคลอน ‘มังกรวารี’ เหล่านั้นอย่างสิ้นเชิง ทำให้ความฮึกเหิมของพวกเขาพังทลายลง ไม่กล้าที่จะต่อสู้ขัดขืนอีกต่อไป
เหล่า ‘มังกรวารี’ ที่มาจากโลกมนุษย์เหล่านี้กลัวว่าจะวิ่งหนีได้ไม่เร็วพอ จึงใช้เคล็ดวิชาการหลบหนีที่เก็บซ่อนไว้ออกมาใช้อย่างเต็มที่
หลิวไป่เคลื่อนไหวอย่างไม่รีบร้อน โบกแขนเสื้อคลุมเบา ๆ เจตจำนงดาบที่เชื่อมต่อฟ้าดินแผ่ขยายออกไป ราวกับกรงขังครอบคลุมทุกทิศทางของที่ดินบรรพบุรุษของตระกูลลู ตัดขาดเส้นทางหลบหนีทั้งหมด
แย่แล้ว! สีหน้าของชายชราในเสื้อคลุมฟางและคนอื่น ๆ เปลี่ยนไปอย่างมาก พวกเขาโจมตีอย่างบ้าคลั่ง พยายามที่จะเปิดช่องทางเพื่อเอาชีวิตรอด แต่ชั่วขณะนี้พวกเขาไม่อาจทำเช่นนั้นได้เลย เจตจำนงดาบนั้นทั้งหนักแน่นและเปี่ยมด้วยอำนาจเกินไป ทำให้พวกเขารู้สึกเหมือนเป็นมดที่กำลังพยายามโค่นต้นไม้ใหญ่
ลูเยี่ยเห็นเช่นนั้นจึงกล่าวทันทีว่า “ไม่ต้องให้มันดูอนาถ ขอเพียงไม่ให้หนีไปได้แม้แต่คนเดียว!”
“เรื่องนี้ทำได้ง่าย” หลิวไป่รู้สึกผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด มหาวิถีที่เขายึดมั่นมาตลอดชีวิตคือการแสวงหาความสมบูรณ์แบบขั้นสูงสุด แม้แต่การสังหารศัตรูก็เป็นเช่นนั้น การจะทำให้คู่ต่อสู้ตายอย่างอนาถนั้น จริง ๆ แล้วก็ทำให้เขารู้สึกลำบากใจอยู่บ้าง มิฉะนั้น เขาคงไม่สังหารคนไปแล้วหนึ่งคน แล้วมาถามความเห็นของลูเยี่ย
ทันใดนั้น หลิวไป่ก็ยกมือขึ้น ในชั่วขณะนั้น ราวกับเทพดาบไร้เทียมทานกำลังชักดาบออกจากฝัก ทุกครั้งที่ดาบฟันลงมา ย่อมมีคู่ต่อสู้ผู้หนึ่งสลายไป ทั้งร่างกายและจิตเทวะล้วนถูกทำลายภายใต้เจตจำนงดาบอันไรเทียมทาน
ในสายตาของคนภายนอก ชายสวมหมวกทรงสูงไม่ได้ดูเหมือนกำลังต่อสู้ แต่ดูเหมือนกำลังหั่นผักหั่นปลา ผักและปลาได้ถูกวางไว้บนเขียงแล้ว ทำให้เขาสามารถเชือดเฉือนได้ตามใจ มีบางคนพยายามดิ้นรนสุดชีวิต พุ่งเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง ไม่สนใจแม้ต้องใช้ตัวตนที่จะพินาศไปด้วยกัน แต่เงาร่างยังอยู่กลางทาง ก็ถูกทำลายจนสิ้นซากอย่างราบคาบ
บางคนหวาดกลัวจนสติแตก อ้อนวอนขอหนทางรอดชีวิต แต่ก็เปล่าประโยชน์เช่นกัน ถูกสังหารในชั่วพริบตา แม้ว่าหลิวไป่จะมีอุปนิสัยที่เย็นชาและเฉยเมย แต่เขาก็รู้ดีโดยไม่ต้องถามว่า สหายตัวน้อยของเขาได้รับความทุกข์ทรมานอย่างมาก เก็บความขุ่นเคืองและความโกรธไว้เต็มอก สิ่งที่เขาต้องทำก็คือ ช่วยสหายตัวน้อยของเขาได้ระบายอารมณ์อย่างเต็มที่!
เพียงชั่วพริบตาเท่านั้น คู่ต่อสู้ทั้งหมดก็พ่ายแพ้และตายไปจนหมด ไม่เห็นคราบเลือดและซากศพใด ๆ เพราะเมื่อคู่ต่อสู้ถูกสังหาร พวกเขาก็ได้สลายไปอย่างแท้จริง ร่างกายและจิตเทวะถูกทำลาย แม้แต่เถ้าธุลีก็สลายหายไปหมด กระทั่งสมบัติล้ำค่าที่อยู่บนร่างก็แตกสลายเป็นชิ้น ๆ ไม่เหลืออะไรไว้เลย
นี่คือมหาวิถีของเจ้าเมืองจักรพรรดิแดง การสังหารก็ต้องสังหารให้ถึงที่สุด ลบทุกสิ่งของศัตรูออกไปให้สิ้นซาก! เช่นนี้จึงจะถือว่าสมบูรณ์แบบ
ระหว่างฟ้าดิน ทุกสิ่งกลับคืนสู่ความเงียบสงัด เหล่าเกาและเฒ่าจ้าวยืนนิ่งอยู่ที่นั้น สมองพวกเขาแทบจะประมวลผลไม่ทัน จิตใจได้รับแรงกระแทกอย่างรุนแรงจนถึงขีดสุด ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น จนถึงขณะนี้พวกเขายังไม่สามารถระบุได้ว่าชายสวมหมวกทรงสูงผู้นั้นมีพลังบำเพ็ญขอบเขตใดกันแน่ เพียงแค่จุดนี้ก็ทำให้พวกเขารู้สึกถึงช่องว่างที่ห่างไกลเกินเอื้อมแล้ว!
ในทางกลับกัน เซียหลิงชิวกลับดูจะรับมือได้ดีกว่า เมื่อช่องว่างมันห่างกันถึงระดับที่ไมอาจจินตนาการได้ กลับทำให้ไม่สามารถรู้สึกถึงความตกใจที่เกิดจากความแตกต่างนั้นได้อย่างชัดเจน
“รู้สึกดีขึ้นหรือไม่?” หลิวไป่หันกลับไปมองลูเยี่ย ในสีหน้าที่เย็นชาและเย่อหยิ่งของเขา ปรากฏแววความสงสารอย่างที่แทบจะไม่เคยเห็นมาก่อน ตลอดสามปีในสนามรบนอกอาณาเขต ชายหนุ่มตรงหน้าไม่เคยแสดงความเสียใจเช่นนี้มาก่อน ไม่เคยคิดว่า เมื่อออกจากสนามรบนอกอาณาเขตแล้ว กลับถูกคนรังแกถึงเพียงนี้
หลิวไป่เพียงรู้สึกเสียดายที่ตัวเองไม่ได้อยู่ในโลกมนุษย์อีกต่อไป มิเช่นนั้น จะต้องชักดาบออกมาในโลกนี้สักครั้ง เพื่อทวงความยุติธรรมให้เด็กหนุ่มตรงหน้า!
“ดีขึ้นมากแล้ว” ลูเยี่ยกล่าวอย่างจริงจัง “เพียงแต่…พี่ใหญ่หลิว ท่านสูญเสียพลังไปมากในครั้งนี้…”
หลิวไป่ส่ายหน้า “เป็นเพียงพลังจากรอยประทับเท่านั้น แม้จะสลายไป ก็ไม่จำเป็นต้องใส่ใจ” เขาพูดความจริงเท่านั้น ไม่สนใจที่จะปิดบัง เมื่อบอกว่าไม่ใส่ใจ ก็คือไม่ใส่ใจอย่างแท้จริง
ในขณะนั้น หลิวไป่ดูเหมือนจะสัมผัสได้ถึงบางสิ่ง จู่ ๆ เขาก็หันศีรษะไปมองยังประตูแห่งดวงดาวนั้น “แปลกนัก พลังลมปราณในที่แห่งนั้นช่างประหลาดและต้องห้ามอย่างยิ่ง อันตรายอย่างมาก!” ระหว่างคิ้วอันเย็นชาของหลิวไป่ปรากฏแววกังวลอย่างที่แทบไม่เคยเห็นมาก่อน ลูเยี่ยรู้สึกหวาดหวั่นในใจ พี่ใหญ่หลิวไป่คงเห็นความผิดปกติบางอย่างแล้วกระมัง?