บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 111 ภัยพิบัติที่แท้จริง ในที่สุดก็มาถึงแล้ว!
เมื่อเห็นแท่นบูชาเต๋ากำลังจมสู่หุบเหวลึกตามลำแสง
ทันใดนั้น เหล่าสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวที่อยู่รอบเทือกเขาเฉียนเฟิงก็เคลื่อนไหวขึ้นมาทันที
เทพวานรทมิฬสูงหมื่นจั้งคว้ายอดเขาลูกหนึ่ง แล้วฟาดลงมาที่เทือกเขาเฉียนเฟิงอย่างรุนแรง
เงาร่างของมันหดเล็กลงอย่างรวดเร็ว กลายเป็นสายฟ้าสีดำพุ่งตรงไปยังเทือกเขาเฉียนเฟิง
อีกด้านหนึ่ง ปักษาดุร้ายสีทองอร่ามใช้ปีกทั้งสองข้างฟันอากาศราวกับคมมีด กรีดท้องฟ้าเป็นทางยาว พุ่งลงมาจากระยะไกลเข้าใส่เทือกเขาเฉียนเฟิง
แสงศักดิ์สิทธิ์ที่ปลดปล่อยออกมาจากปีกทั้งสอง ฉีกกระชากห้วงอากาศจนแตกเป็นเสี่ยง ๆ
เครง!
พร้อมกับเสียงดาบที่ดุดัน พยัคฆ์ขาวก็ยืนขึ้นด้วยสองขาหลัง ชักดาบสีเลือดออกมาจากฝักดาบที่สะพายอยู่ด้านหลัง แล้วก้าวเดินเข้ามาอย่างองอาจ
ผู้ที่ลงมือเร็วที่สุดก็คือต้นไม้ยักษ์ที่สูงเสียดฟ้าต้นนั้น
กิ่งก้านนับร้อยนับพันของมันเต้นระบำอย่างบ้าคลั่ง แทงทะลุท้องฟ้า ราวกับสายรุ้งเพลิงนับหมื่นสาย ประหนึ่งจะปกคลุมเทือกเขาเฉียนเฟิงทั้งหมด
ณ ที่ห่างไกลออกไป สิ่งมีชีวิตอันน่าสะพรึงกลัวนับไม่ถ้วนที่รอจังหวะอยู่ก็ได้ลงมือในช่วงเวลานี้
ดวงตาแต่ละดวง เต็มไปด้วยแววกระหายอันเร่าร้อน พวกเขาล้วนรอคอยมานานหลายปีแล้ว ใครเล่าจะยอมพลาดโอกาสอันล้ำค่านี้?
เพียงชั่วพริบตา รอบเทือกเขาเฉียนเฟิงก็เต็มไปด้วยกลิ่นอายสังหารพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า แสงเจิดจ้าวิจิตรตระการตาพุ่งขึ้นสู่ฟากฟ้า ฉีกกระชากราตรีกาลให้ขาดออกจากกัน ส่องสว่างไปทั่วทุกทิศทาง
หากเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นในโลกมนุษย์ ไมอาจรู้ได้ว่าจะก่อให้เกิดผลลัพธ์เช่นใด
บนต้นหม่อนเก่าแก่ อีกาหัวขาวตกใจกลัวจนตัวสั่น ไม่กล้าขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย ใช้กรงเล็บปิดดวงตาตัวเอง พลางสั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัว
ท่านยายเคยบอกไว้ว่า ให้มันอยู่ที่เดิมอย่าเคลื่อนไหว แล้วก็จะไมเป็นอันตรายอันใด
มันไมเป็นห่วงว่าตัวเองจะเป็นอันตราย แต่กลับเป็นห่วงว่าลู่เยี่ยจะเป็นอันตราย
ราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณที่ยืนอยู่ใต้ต้นหม่อนเก่าแก่ ใบหน้างามซีดขาวจนแทบโปร่งใส หัวใจเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
ไม่นานมานี้ ท่านยายเคยกล่าวว่า เมื่อเทียบกับพวกมังกรวารีที่ซุกตัวอยู่ในเขตหวงห้ามลึกลับนั้น อย่างมากนางก็เป็นเพียงมดปลวกตัวเล็ก ๆ ในโคลนตมเท่านั้น
แม้ว่าตอนนั้นนางจะไม่กล่าวอะไรออกมา แต่ในใจก็ยังคงไมยอมรับ
แต่ตอนนี้ นางเพิ่งจะตระหนักได้ว่า สิ่งที่ท่านยายพูดไม่ได้เกินจริงเลยแม้แต่น้อย
เมื่อเทียบกันแล้ว ตัวเองช่างอ่อนแอเหลือเกิน… อ่อนแอจนเพียงแค่ได้มองอยู่ห่าง ๆ ก็รู้สึกสิ้นหวังและไร้ความช่วยเหลือแล้ว!
ต้นหม่อนเก่าตระหง่านอยู่ตรงนั้น ไม่มีความแปลกประหลาดพิเศษใด ๆ แต่กลับเหมือนหินผาท่ามกลางพายุ ไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด
อีกาหัวขาวและราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณย่อมไม่ได้รับผลกระทบจากการโจมตี
บนยอดเทือกเขาเฉียนเฟิง
เมื่อเหล่าสิ่งมีชีวิตน่าสะพรึงกลัวพุ่งเข้ามาโจมตี ท่านยายเพียงแค่สะบัดมือเบา ๆ
อาภรณ์เก่าผืนหนึ่งก็ปรากฏขึ้น
“ข้ารู้ว่าพวกเจ้าหมายตาจะแย่งชิงผลประโยชน์ แต่โอกาสครั้งนี้ ไม่เกี่ยวข้องกับพวกเจ้าจริงๆ…”
หญิงชราพึมพำ น้ำเสียงเนิบนาบ
แต่อาภรณ์ผืนนั้นกลับเกิดการเปลี่ยนแปลง ทันใดนั้นก็ขยายใหญ่ขึ้นมหาศาล
ราวกับกลายเป็นม่านฟ้า ปกคลุมพื้นที่รอบเทือกเขาเฉียนเฟิงทั้งหมด
เส้นไหมที่ทอขึ้นเป็นอาภรณ์เก่าชิ้นนี้ ราวกับเป็นกฎเกณฑ์แห่งฟ้าดิน!
บดบังท้องฟ้า คลุมเทือกเขาเฉียนเฟิงไว้
ร่างของเทพวานรทมิฬเซถอยหลังไปอย่างรวดเร็ว
ยอดเขาที่ก่อนหน้านี้มันยกมือขว้างออกไปนั้น แตกสลายไปต่อหน้าอาภรณ์เก่าชิ้นนั้น
ปักษาดุร้ายที่มีขนสีทองสว่างใช้ปีกฟันออกมาเป็นประกายดาบเจิดจ้า แต่ก็ไม่อาจสั่นคลอนอาภรณ์เก่าได้แม้แต่น้อย
กลับกลายเป็นว่ามันถูกแรงสะท้อนกลับจนปลิวกระเด็นออกไป
พยัคฆ์ขาวเหวี่ยงดาบฟันอย่างเกรี้ยวกราด ปราณดาบยาวพันฉื่อกลับแตกสลายเป็นชิ้น ๆ ต่อหน้าอาภรณ์เก่านั้น
ที่น่าสังเวชที่สุดคือต้นไม้ใหญ่สูงเสียดฟ้านั้น กิ่งก้านนับไม่ถ้วนของมันที่พุ่งไปยังเทือกเขาเฉียนเฟิงได้ถูกอาภรณ์เก่าทำให้แตกสลายไปเกือบครึ่ง!
ในขณะนั้น การโจมตีของสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวนับไม่ถ้วน ล้วนถูกอาภรณ์เก่าต้านทานไว้ทั้งหมด
เหมือนม่านสวรรค์ที่กางกั้นอยู่เบื้องหน้า ทำให้พวกเขาทั้งหมดไม่อาจสั่นคลอนได้!
ช่างเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อเหลือคณานับ
เพียงแค่อาภรณ์เก่า ๆ ผืนหนึ่ง ใครเล่าจะกล้าคิดว่าจะทรงพลังถึงเพียงนี้?
หญิงชราเฝ้ามองเหตุการณ์นี้อย่างเงียบ ๆ เพียงแค่เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า
“โชคชะตาแห่งที่นี่ไม่มีวาสนากับพวกเจ้า จงรีบไปเถิด อย่าทำร้ายตัวเองเลย”
เสียงของนางแผ่ขยายไปไกลมาก
สิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวเหล่านั้นจะยอมแพ้ได้อย่างไร?
พวกมันทั้งหมดลงมืออย่างบ้าคลั่ง ใช้เคล็ดวิชาล้ำค่าที่สุดที่ซ่อนเก็บไว้
แต่ต่อหน้าอาภรณ์เก่านั้น ทุกอย่างก็ล้วนเป็นความพยายามที่สูญเปล่า!
หญิงชราส่ายหน้าเบา ๆ
ในโลกมนุษย์ มีผู้คนที่หลุดพ้นจากโลกียะ พวกเขาเปรียบตนเป็นมังกรวารี
ภายในเขตหวงห้ามลึกลับยังมีสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวที่ไม่ยอมปรากฏตัวออกมาอีกมากมาย
ไม่ว่าเป็นผู้ใด ต่างก็คิดว่าหากโอกาสเช่นนี้เกิดขึ้น ย่อมต้องมีโอกาสที่ตนจะได้ช่วงชิง
น่าเสียดาย…
ไม่ว่าจะเป็นมังกรวารีหรือพวกสิ่งมีสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวเหล่านั้น ท้ายที่สุดก็ไม่รู้ว่า ‘วาสนา’ ของเทือกเขาเฉียนเฟิงแห่งนี้ มิใช่สิ่งที่พวกเขาจะสามารถแตะต้องได้!
ผู้ที่ยืนอยู่สูง ย่อมมองเห็นได้ไกลกว่า
หญิงชราไม่ได้ไปหัวเราะเยาะผู้คนเหล่านั้น
ภูเขาลูกหนึ่งย่อมสูงกว่าอีกลูกหนึ่ง ยืนสูงเพียงใด เบื้องบนก็ยังมีผู้ที่สูงกว่า!
ในโลกนี้ มีกี่คนที่กล้าพูดว่าตนเองไม่ใช่กบในบ่อ?
บนแท่นบูชาเต๋า
ลู่เยี่ยเห็นภาพนี้ แต่ไม่มีเวลาที่จะรู้สึกเวทนาสงสารใด ๆ เขาก็ตระหนักได้ทันทีว่า เมื่อแท่นบูชาเต๋าเคลื่อนลงสู่หุบเหวลึกนั้น ตนเองเกิดความรู้สึกตื่นตระหนกและรู้สึกเล็กน้อยอีกครั้ง
ความรู้สึกนี้ช่างคุ้นเคยเหลือเกิน
เมื่อวานนี้ ตอนที่มาพร้อมกับหญิงชรา เขาเคยกระโดดลงไปในหุบเหวลึกจริงๆ ซึ่งตอนนั้นก็ได้พบกับความรู้สึกแบบนี้มาแล้ว
และที่ฝ่ามือขวาของเขา ผังดาบเก่าคุมขังกลับร้อนขึ้นอีกครั้ง แผ่ซ่านพลังลมปราณที่โกลาหลคลุมเครือและลึกลับ
แต่แตกต่างจากครั้งก่อน เมื่อผังดาบเก่าคุมขังมีความเคลื่อนไหวผิดปกติ แท่นบูชาเต๋าใต้เท้ากลับเกิดความผิดปกติตามไปด้วย
โซ่ตรวนเส้นหนึ่งปรากฏขึ้นอย่างกะทันหัน พันธนาการอยู่บนมือขวาของลู่เยี่ย!
สมองของลู่เยี่ยส่งเสียงอื้ออึง เขารู้สึกว่าพลังทั้งหมดในร่างกายถูกกดทับ
ทะเลแห่งจิตสำนึกก็ถูกกดทับเช่นกัน ทำให้เขาไม่สามารถรับรู้ถึงรอยประทับของบรรพจารย์ทั้งสิบเก้าได้อีกต่อไป!
“เกิดอะไรขึ้น?”
ลู่เยี่ยรู้สึกใจสะท้าน ตระหนักได้ว่าสถานการณ์ไมชอบมาพากล
พลังแห่งโซ่ตรวนนี้เป็นสิ่งต้องห้ามเกินไป ดูเหมือนมันจะรับรู้ถึงความผิดปกติบางอย่างจากผังดาบเก่าคุมขัง จึงได้ระงับพลังของตัวเขาในทันที!
แต่ด้วยเหตุนี้ ลู่เยี่ยจึงไม่สามารถใช้พลังบำเพ็ญและพลังจิตเทวะทั้งหมดของตน ซึ่งไม่ต่างอะไรจากการกลายเป็นคนไร้ประโยชน์เลย
แต่นั่นยังไม่ใช่ปัญหาสำคัญ สิ่งที่สำคัญกว่าคือ รอยประทับของบรรพจารย์ในทะเลแห่งจิตสำนึกไม่สามารถนำมาใช้เป็นไพ่ตายได้อีกแล้ว!
“หวังว่าคงไม่มีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้น…”
ลู่เยี่ยตั้งสติแล้วจ้องมองไปที่พี่ใหญ่ลู่เซียว
ลู่เซียวถูกปกคลุมด้วยโซ่ตรวนสีดำที่มีอยู่ราวกับตาข่าย ดูราวกับตกอยู่ในห้วงนิทรา นอกจากพลังลมปราณของชีวิตที่ยังคงอยู่ ก็ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใด ๆ อีกเลย
เห็นได้ชัดว่าสถานการณ์ของพี่ใหญ่ในตอนนี้ผิดปกติยิ่งกว่าเดิม!
เหล่าเกาสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ จึงเอ่ยด้วยความประหลาดใจว่า
“หรือว่าในฐานะทายาทสายตรงของตระกูลลู่ โอกาสที่กำลังจะปรากฏต่อไปนี้ เจ้าก็จะได้รับส่วนแบ่งด้วยหรือ?”
ลู่เยี่ยนวดหว่างคิ้วของตนเอง แล้วกล่าวอย่างจนปัญญาว่า
“แม้จะเป็นอย่างที่ท่านพูด ข้าก็ไม่ต้องการมันแม้แต่น้อย!”
เขาเริ่มครุ่นคิด ว่าควรจะทำลายการกดทับของโซ่ตรวนสีดำนี้ได้อย่างไร
โซ่ตรวนสีดำที่กดข่มตนเองนี้มีความเกี่ยวข้องกับความผันแปรของผังดาบเก่าคุมขัง นั่นหมายความว่าอาจจะเริ่มจากการหาทางแก้ไขผังดาบเก่าคุมขังได้หรือไม่?
ลู่เยี่ยตัดสินใจลองดู
เขานั่งขัดสมาธิ นำหินวิญญาณออกมาจากถุงเก็บของ แล้วเริ่มดูดซับอย่างต่อเนื่อง
และใช้หินวิญญาณระดับสูงเพื่อให้หลุดพ้นจากโซ่ตรวนสีดำได้ในเวลาอันสั้นที่สุด
โชคดีที่ถึงแม้พลังบำเพ็ญจะถูกกดข่ม แต่อย่างไรก็ยังคงดูดซับหินวิญญาณจึงไม่ใช่เรื่องยาก
หลังจากนั้น ลู่เยี่ยได้ถ่ายเทพลังวิญญาณที่ไหลมาไม่ขาดสายเข้าสู่ผังดาบเก่าคุมขังทั้งหมด
“ถึงเวลานี้แล้ว เจ้าหนุ่มนี่ยังมีอารมณ์ฝึกฝนอีกหรือ? สมกับเป็นราชาผู้บ้าคลั่งการฝึกฝนที่สำนักศึกษาเทียนเหอยอมรับในอดีตจริงๆ!”
เหล่าเกาอดรู้สึกทึ่งไม่ได้ เพราะเขาเคยเฝ้าประตูที่สำนักศึกษาเทียนเหอมาหลายปี จึงย่อมรู้จักฉายาในอดีตของลู่เยี่ยเป็นธรรมดา
นอกจากนี้ เหล่าเกายังสังเกตเห็นว่าความเร็วในการเคลื่อนที่ของแท่นบูชาเต๋าช้ามาก ดูเหมือนเพียงแค่กำลังเคลื่อนเข้าใกล้หุบเหวลึก แต่กลับราวกับติดอยู่ในกระแสการไหลย้อนกลับของมิติกาลเวลา
ตามสภาวการณ์เช่นนี้ ยังไม่รู้ว่าต้องใช้เวลาอีกนานเท่าใดกว่าจะเข้าไปถึงหุบเหวลึกนั้น
เฒ่าจ่าวพลันพบด้วยความประหลาดใจว่า สิ่งที่ลู่เยี่ยนำออกมาคือหินวิญญาณระดับสูง เหล่านั้นล้วนมาจากองค์ชายสามและขันทีเผยรวมถึงผู้อื่น รวมกันแล้วมีเกือบสามร้อยก้อน
สิ่งที่ทำให้เฒ่าจ่าวรู้สึกแปลกใจคือ ลู่เยี่ยเป็นเพียงเด็กหนุ่มขอบเขตตำหนักวิญญาณ เหตุใดจึงต้องการดูดซับหินวิญญาณระดับสูงในการฝึกฝนด้วย?
เฒ่าจ่าวตระหนักได้ว่า การกระทำของลู่เยี่ยครั้งนี้คงไม่ใช่เพียงแค่การฝึกฝนธรรมดาง่าย ๆ
ไม่นานนัก เสียงของท่านยายก็ดังขึ้นอย่างกะทันหัน
“ดูแลพี่ใหญ่ของเจ้าให้ดี!”
ลู่เยี่ยกำลังจะถาม
จู่ ๆ จากทิศตะวันออกของเทือกเขาเฉียนเฟิง ณ ที่มืดมิดอันแสนไกล มีเสียงคำรามที่สั่นสะเทือนฟ้าดินดังขึ้น
ท้องฟ้ายามค่ำคืนในบริเวณนั้น กลับแตกออกเป็นรอยแยกมิติขนาดใหญ่
ชายชราสวมชุดบัณฑิตเดินออกมาจากรอยแยกนั้น และหัวเราะออกมา
“ไม่สายเกินไป!”
เขายืนไพล่มือไว้ด้านหลัง แขนเสื้อสีขาวกว้างใหญ่พลิ้วไหวราวกับเมฆที่ล่องลอย เพียงแค่ก้าวเดียว เขาก็ปรากฏตัวนอกเทือกเขาเฉียนเฟิงอย่างกะทันหัน
เมื่อเขากวาดสายตามองไปรอบ ๆ
บรรดาสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวนับไม่ถ้วนที่ยังคงโจมตีอาภรณ์เก่าอย่างบ้าคลั่งนั้น ต่างสั่นสะท้านไปทั้งร่าง รู้สึกถึงแรงกดดันที่บีบรัดจนแทบหายใจไม่ออกโถมเข้าใส่
เกือบจะเป็นสัญชาตญาณ สิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวทั้งหมดก็หยุดการกระทำที่อยู่ในมือทันที สีหน้าเปลี่ยนเป็นหวาดกลัวอย่างยิ่ง
คนผู้นี้เป็นใครกัน?
ทำไมพลังลมปราณถึงได้น่ากลัวจนไม่อาจคาดเดาได้ถึงเพียงนั้น?
ในขณะนั้นเอง ใบหน้าอันอ่อนโยนของหญิงชราก็เผยให้เห็นความเคร่งขรึมอย่างไม่เคยมีมาก่อน
ภัยพิบัติที่แท้จริง ในที่สุดก็มาถึงแล้ว