บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 114 ร่างอาภรณ์สีเขียว!
เมื่อบุคคลลึกลับทั้งสามร่วมมือกันโจมตี ฟ้าดินสั่นสะเทือน ทำให้ท้องฟ้ากว้างใหญ่แตกสลาย
แท่นบูชาเต๋านั้นสั่นไหวราวกับกำลังจะพังทลาย
จบสิ้นแล้ว!
เหล่าเกาและเฒ่าจ่าวถอนหายใจอย่างหนักอกหนักใจ
ซ่อนตัวมานานหลายปี วันนี้พอปรากฏตัวครั้งเดียว เดิมทีคิดว่าโชคชะตาอันยิ่งใหญ่คงจะได้รับอย่างง่ายดาย ใครจะคิดว่าสุดท้ายแล้ว ยังไม่ทันได้เห็นโชคชะตาอันยิ่งใหญ่ กลับจะต้องพบกับภัยพิบัติถึงชีวิต!
“เจ้าพวกชาติชั่ว! นี่รังแกคนใช่หรือไม่ กล้าบอกชื่อแซ่ของพวกเจ้าหรือไม่?”
เหล่าเกาเอ่ยปากด่าอย่างหยาบคาย
ในเมื่อสู้ก็สู้ไม่ได้และกำลังจะตายอยู่แล้ว เหล่าเกาจึงตัดสินใจเสี่ยงตายด่าทออย่างเต็มที่
“มดปลวกตัวเล็ก ๆ ก็ยังกล้าด่าพวกเราอีก”
ชายชราในอาภรณ์บัณฑิตหัวเราะ
“การที่ได้ตายภายใต้น้ำมือของพวกเรา ถือเป็นวาสนาอันยิ่งใหญ่นะ”
เขา หญิงสาวในชุดขนนก และชายวัยกลางคนในเสื้อคลุมนกกระเรียนก็เข้าร่วมด้วย โจมตีแท่นบูชาเต๋านั้นพร้อมกัน
อย่างไรก็ตาม รอบ ๆ แท่นบูชาเต๋ามีแสงประหลาดต้องห้ามไหลวนอยู่ และสามารถต้านทานการโจมตีของพวกเขาทั้งหกคนได้อย่างแข็งแกร่ง
สิ่งนี้ทำให้พวกเขาต่างรู้สึกตกตะลึง ดวงตาเปล่งประกายร้อนแรงยิ่งขึ้น
ตามตำนาน แท่นสามชาตินี้เป็น ‘สมบัติเซียนแห่งโชคชะตา’ ที่แท้จริง!
ว่ากันว่าหากได้ขึ้นไปบนแท่นนี้ จะสามารถมองเห็นความลับอันลี้ลับของชาติที่แล้ว ชาตินี้ และชาติหน้าได้ทั้งหมด นับเป็นสิ่งต้องห้ามที่เหนือคำบรรยายอย่างยิ่ง
“พวกเศษสวะ ถ้าสู้กันอย่างยุติธรรม ข้าใช้มือข้างเดียวก็บดขยี้พวกเจ้าทั้งหกคนได้แล้ว”
เหล่าเกาสบถด่าอย่างไม่เกรงใจ
บุคคลลึกลับทั้งหกเหล่านั้นไม่สนใจเลยแม้แต่น้อย เป็นเพียงเสียงร้องของมดปลวกที่กำลังจะตายเท่านั้น จำเป็นต้องใส่ใจทำไม?
หากจะไปคิดมากกับมัน ก็จะเสื่อมเสียศักดิ์ศรีของตนเสียเปล่า
คนทั้งหกโจมตีอย่างเต็มกำลัง ทำให้แท่นบูชาเต๋าสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ส่งเสียงครวญครางดังก้องฟ้า
เฒ่าจ่าวสังเกตเห็นอย่างรวดเร็วว่า ลู่เซียวกำลังส่งเสียงครางด้วยความเจ็บปวด โซ่ตรวนที่ห่อหุ้มร่างของเขาส่งเสียงดังสั่นหวั่นไหว
ดูเหมือนว่าการรุมโจมตีในครั้งนี้ จะส่งผลกระทบต่อโซ่ตรวนอันลึกลับเหล่านั้น และส่งผลกระทบต่อลู่เซียวโดยทางอ้อมด้วย!
และในชั่วขณะนั้น เมื่อได้ยินเสียงเจ็บปวดของลู่เซียว ลู่เยี่ยที่นั่งขัดสมาธิอยู่ด้านข้างสั่นสะท้านไปทั้งร่าง
บนใบหน้าขาวซีดของเด็กหนุ่มปรากฏความโกรธที่ไมอาจระงับได้ปรากฏขึ้น
ในฝ่ามือขวาของเขา ผังดาบเก่าคุมขังกลายเป็นร้อนระอุ ความโกลาหลเริ่มปะทุขึ้น สามารถมองเห็นคุกทั้งเก้าที่เหมือนซากปรักหักพังขนาดใหญ่ได้อย่างชัดเจน
แม้กระทั่งบันไดสวรรค์แห่งชิงหมิงนั้นก็ปรากฏขึ้นในลวดลายเป็นครั้งแรก
ณ ปลายสุดของบันไดสวรรค์ ตำหนักลึกลับที่เหมือนวิหารเต๋าแห่งเก้าชั้นฟ้าก็เผยให้เห็นมุมหนึ่งออกมาท่ามกลางความโกลาหล
ลู่เยี่ยมั่นใจว่าผังดาบเก่าคุมขังเหลือเพียงอีกเส้นเดียวก็จะสามารถปลุกให้ตื่นขึ้นได้อย่างแท้จริง
แต่น่าเสียดายที่เพราะช่องว่างเพียงเส้นเดียวนี้เอง ทำให้เขาไม่สามารถทำสำเร็จได้ไม่ว่าจะพยายามเพียงใด แม้จะสูญเสียหินวิญญาณไปมากเพียงใดก็ไม่สำเร็จ!
ลู่เยี่ยรู้สึกกระวนกระวายและหงุดหงิดในใจ อยากจะด่าทอออกมาเหลือเกิน
หากไม่ใช่เพราะความผิดปกติของผังดาบเก่าคุมขัง ไฉนเขาเลยจะต้องถูกกดทับด้วยโซ่ตรวนสีดำพวกนั้น?
และไฉนพลังบำเพ็ญและจิตเทวะของเขาจึงถูกพันธนาการ ทำได้แต่เพียงมองดูผู้พิทักษ์สุสานต่อสู้อย่างสุดชีวิต ทำได้แต่เพียงนั่งรอความตายด้วยสายตาที่เบิกกว้าง?
ลู่เยี่ยไม่ได้โทษตัวเอง
เขารู้ดีว่า หากไม่สามารถทำลายการกดทับของโซ่ตรวนสีดำนี้ได้ ก็จะไม่สามารถใช้รอยประทับของบรรพจารย์ออกโจมตีได้
หากไม่แก้ปัญหานี้ให้ได้ ในครั้งนี้จะต้องตายอย่างแน่นอน!
“ต้องบังคับให้ข้าตัดมือข้างนี้ทิ้งหรือไร?”
ลู่เยี่ยมองไปที่โซ่ตรวนสีดำที่พันรอบข้อมือขวาของตน
หากตัดมือข้างนี้ทิ้ง จะสามารถหลุดพ้นจากการกดทับนั้นได้หรือไม่?
และจะสามารถปลุกรอยประทับบรรพจารย์ให้ออกมาช่วยได้หรือไม่?
ลู่เยี่ยมีประกายโหดเหี้ยมวาบผ่านดวงตา
แท่นบูชาเต๋าสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง พลังต้องห้ามที่ปกคลุมโดยรอบแท่นบูชาเต่าใกล้จะถูกทำลายลงแล้ว
ลู่เซียวรู้สึกว่าโซ่ตรวนที่พันรอบร่างกายของเขากำลังเคลื่อนไหวอย่างรุนแรง ส่งเสียงดังครีนครีน
ทุกสิ่งทุกอย่างมาถึงช่วงเวลาที่เร่งด่วนที่สุดแล้ว
บุคคลลึกลับทั้งหกคนโจมตีอย่างดุเดือดมากขึ้น
“พลังของโซ่ตรวนสีดำนั้นช่างลึกลับอย่างยิ่ง สงสัยว่าเป็นพลังมหาวิถีชนิดหนึ่งที่เจ้าของสุสานดาบเทือกเขาเฉียนเฟิงทิ้งไว้ เดี๋ยวพวกเราค่อยแบ่งกันอย่างเท่า ๆ กัน เป็นอย่างไร”
ชายชราในอาภรณ์บัณฑิตเสนอ
พวกเขาสังเกตเห็นมานานแล้วว่าโซ่ตรวนสีดำนั้นมีความลึกลับอย่างยิ่ง แผ่กระจายพลังความล้ำเลิศของมหาวิถีที่ไม่อาจบรรยายได้
แม้แต่พวกเขาก็ยังเพิ่งเคยเห็นพลังมหาวิถีอันน่าพิศวงเช่นนี้เป็นครั้งแรก ดังนั้นจึงหมายมั่นปั้นมือที่จะต้องได้มาให้ได้!
“ตกลง ทุกคนใช้ความสามารถของตนเอง อย่าได้แย่งชิงกันเอง เพื่อที่จะได้ไม่เสียความสามัคคี และไม่ทำให้ล่าช้าต่อการเข้าสู่แดนปรโลกราตรีพิศวง”
“ควรเป็นเช่นนี้แหละ”
หญิงสาวในชุดขนนก เด็กหนุ่มอาภรณ์สีดำ และคนอื่น ๆ ล้วนตอบตกลง
“เปิดให้ข้า!”
ไม่นานหลังจากนั้น ชายในอาภรณ์นักพรตร้องคำรามเสียงต่ำ ดาบแห่งวิถีลอยขึ้นไปในอากาศ และฟันลงมาอย่างรุนแรง
เขามั่นใจว่าภายใต้คมดาบนี้ เพียงพอที่จะทำลายพลังต้องห้ามที่ปกคลุมแท่นบูชาเต๋านั้นได้!
บุคคลลึกลับอื่น ๆ ก็เตรียมพร้อมอยู่แล้ว เตรียมพร้อมที่จะแย่งชิงโซ่ตรวนสีดำนั้น
ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาต่างก็มีความคิดเห็นแก่ตัว วางแผนจะฉวยโอกาสนี้ ยึดแท่นบูชาเต๋าที่สงสัยว่าเป็น ‘แท่นสามชาติ’ มาไว้ในมือโดยตรง ไม่ให้โอกาสคนอื่นเลย!
ปัง!
ชายในอาภรณ์บัณฑิตเรียกใช้ดาบแห่งวิถีฟันลงมาอย่างรุนแรง
ประหนึ่งการลงทัณฑ์จากสวรรค์ ความรุนแรงของเจตจำนงดาบและพลังดาบที่ไรเทียมทาน ได้บรรลุถึงขั้นที่เหนือธรรมชาติแล้ว
พลังต้องห้ามรอบแท่นบูชาเต่า แตกสลายด้วยเสียงกึกก้อง
ภายใต้พลังทำลายล้างอันน่าสะพรึงกลัวที่แผขยายออกไป เพียงพอที่จะเผาภูเขาถมทะเล และทำลายลู่เยี่ยและคนอื่น ๆ ให้กลายเป็นเถ่าถ่านได้อย่างง่ายดาย
บุคคลลึกลับทั้งหกมิได้สนใจเรื่องพวกนี้
เป็นเพียงแค่มดปลวกเท่านั้น ตายก็ตายไป ไม่จำเป็นต้องมุ่งเป้าไปที่พวกเขา และไม่จำเป็นต้องสนใจ
ดังนั้น ในขณะที่พลังต้องห้ามของแท่นบูชาเต๋าถูกทำลายลง พวกเขาทั้งหมดต่างก็ลงมือพร้อมกัน
แย่งชิง แท่นบูชาเต๋า!
เพื่อการนี้ พวกเขาได้เตรียมพร้อมสำหรับการแข่งขันที่ดุเดือดแล้ว
ในขณะที่พวกเขากำลังจะลงมือ ณ ชั่วขณะนั้น ได้เกิดความเปลี่ยนแปลงอันน่าพิศวงขึ้น
แสงเปลวเพลิงแห่งความโกลาหลที่แปลกประหลาดและคลุมเครือสายหนึ่ง พลันปรากฏขึ้นบนแท่นบูชาเต๋าอย่างกะทันหัน
กาลเวลาเสมือนหยุดนิ่ง
เดิมทีลู่เยี่ยตั้งใจจะเหวี่ยงดาบตัดข้อมือขวาของตัวเอง เพื่อทำลายการกดทับของโซ่ตรวนสีดำ แต่จู่ ๆ ก็พบว่าตัวเองไม่สามารถเคลื่อนไหวได้!
เฒ่าจ่าวและเหล่าเกามีสีหน้าเหี้ยมเกรียม ก่อนตายพวกเขาตัดสินใจลงมือ
ถึงแม้จะเป็นเพียงมดปลวกที่พยายามสั่นคลอนต้นไม้ใหญ่ ก็จะไม่ถอย ไม่หลบหนี และขอตายในการต่อสู้!
แต่ทั้งสองฝ่ายต่างพบด้วยความตกใจว่า พวกเขาเหลือเพียงแค่สติสัมปชัญญะเท่านั้น แม้แต่นิ้วมือสักนิ้วก็ยกไม่ขึ้น ราวกับถูกแช่แข็ง
เหตุการณ์เช่นนี้ยังเกิดขึ้นกับบุคคลลึกลับทั้งหกเหล่านั้นด้วย
การโจมตีอย่างเต็มกำลังก่อนหน้านี้ของพวกเขาได้ทำลายพลังกักขังของแท่นบูชาเต๋าไปแล้ว แต่พลังทำลายล้างจากการโจมตีครั้งนี้กลับไม่ได้พุ่งขึ้นไปยังแท่นบูชาเต๋า แต่หยุดชะงักอยู่ตรงนั้น ตกอยู่ในสภาวะหยุดนิ่งอย่างแปลกประหลาด
สิ่งที่ทำให้พวกเขาประหลาดใจยิ่งกว่าคือ มิติกาลเวลาในฟ้าดินราวกับถูกตรึงไว้!
เกิดอะไรขึ้น?
เกือบจะโดยสัญชาตญาณ พวกเขาระงับความต้องการที่จะพุ่งเข้าไปแย่งชิงแท่นบูชาเต๋า เพราะรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง!
ไม่เพียงเท่านั้น บริเวณเขตหวงห้ามลึกลับบริเวณใจกลางเทือกเขาเฉียนเฟิง ราวกับกลายเป็นภาพวาดที่หยุดนิ่ง ทุกสิ่งทุกอย่างหยุดชะงักอย่างแปลกประหลาด
สิ่งที่จุดชนวนให้เกิดเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ ก็คือเปลวเพลิงแห่งความโกลาหลที่ปรากฏขึ้นอย่างกะทันหันบนแท่นบูชาเต๋า
และผู้คนที่อยู่ในเหตุการณ์ล้วนไม่รู้เลยว่า ณ อาณาจักรอันไกลโพ้นเหนือห้วงเวลา มีเสียงร้องครวญของดาบสายหนึ่งดังก้องขึ้นอย่างทุ่มต่ำและลึกลับ
ในชั่วขณะถัดมา
แสงดาบสายหนึ่งอันเลือนรางและพร่าเลือน พุ่งทะลุผ่านห้วงเวลาอันไรขอบเขต ข้ามผ่านอาณาจักรนับพันนับหมื่น เพียงชั่วพริบตาเดียว ก็ปรากฏขึ้นบนแท่นบูชาเต๋านั้นอย่างกะทันหัน
แสงดาบตกลงสู่พื้น กลายร่างเป็นเงาร่างสูงเพรียวสง่างาม ปรากฏอยู่ในสายตาของทุกคน
เมื่อร่างนั้นปรากฏขึ้น เปลวเพลิงแห่งความโกลาหลก็สั่นสะท้าน และลอยลงสู่ฝ่ามือของร่างนั้นอย่างแผ่วเบา
จากนั้น ท้องฟ้าและโลกที่หยุดนิ่งก่อนหน้านี้ ก็กลับมาเป็นปกติในที่สุด
ทุกสิ่งทุกอย่างเริ่ม ‘เคลื่อนไหว’ อีกครั้ง
สิ่งแรกที่เคลื่อนไหว ย่อมเป็นพลังลมปราณแห่งการทำลายล้างที่ทำลายพลังของแท่นบูชาเต๋า
อย่างไรก็ตาม พลังลมปราณแห่งการทำลายล้างที่สามารถกวาดล้างลู่เยี่ยและคนอื่น ๆ ได้อย่างง่ายดายนี้ กลับสลายไปอย่างไร้เสียงไร้ร่องรอยต่อหน้าร่างที่สูงสง่าผู้นั้น ไม่ได้ก่อให้เกิดคลื่นกระเพื่อมแม้แต่น้อย!
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการกำจัดลู่เยี่ยและคนอื่น ๆ
และในช่วงเวลานี้เอง ผู้คนก็มองเห็นรูปลักษณ์ของร่างที่ปรากฏขึ้นอย่างกะทันหันอย่างชัดเจน
อาภรณ์สีเขียวราวกับหยก เหนือโลกีย์และไร้ฝุ่นธุลี ไพล่มือทั้งสองข้างไว้ด้านหลังอย่างสบาย ๆ
ราวกับเป็นเซียนที่ถูกเนรเทศ