บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 115 สหายเก่าในวันวาน มาพบกันอีกครั้งในวันนี้
ฟ้าดินเงียบสงัด
ทุกคนต่างจ้องตากันอย่างตื่นตะลึง จิตใจไมอาจสงบนิ่ง
ในชั่วขณะเมื่อครู่นั้น ลู่เยี่ยและคนอื่น ๆ กำลังจะต้องเผชิญกับหายนะครั้งใหญ่
และในช่วงเวลาเดียวกันนั้น บุคคลลึกลับทั้งหกคนก็เตรียมพร้อมที่จะเปิดฉากต่อสู้กันใหญ่เพื่อแย่งชิงแท่นบูชาเต๋า แต่กลับเป็นว่าในชั่วขณะนั้นเอง ความเปลี่ยนแปลงได้เกิดขึ้น
ความน่าตื่นเต้นและระทึกขวัญของเหตุการณ์นี้ ไมอาจบรรยายด้วยคำพูดได้
เหล่าเกาและเฒ่าจ่าวยืนอยู่ตรงนั้นด้วยความตะลึงงัน มีสีหน้าเหม่อลอย
ความผันผวนขึ้นลงอย่างใหญ่หลวงของชีวิตล้วนเกิดขึ้นในชั่วพริบตา มีผู้ใดเล่าที่จะทนรับได้?
แม้แต่อุปนิสัยของลู่เยี่ย จิตใจก็ยังปั่นป่วนสั่นคลอน ยากที่จะสงบลงได้
สุดท้ายเขาก็ไม่สามารถปลุกผังดาบเก่าคุมขังให้ตื่นขึ้นมาได้จริงๆ ทว่ากลับเกือบจะสับตัดมือขวาของตนเองไปเสียแล้ว
ทว่าลู่เยี่ยยังคงไม่กล้าผ่อนคลาย สีหน้ากลับยิ่งดูเคร่งเครียดขึ้น
ชายอาภรณ์สีเขียวที่จู่ ๆ ก็ปรากฏตัวเหมือนเซียนที่ถูกเนรเทศลงมาผู้นั้นคือใครกันแน่?
ไม่แน่ว่า เขาอาจจะมาเพราะวาสนาเซียนที่อยู่บนตัวพี่ใหญ่ก็เป็นได้
ไม่เพียงลู่เยี่ยเท่านั้นที่คิดเช่นนี้ บุคคลลึกลับทั้งหกเหล่านั้นก็คิดเหมือนกัน
สีหน้าของแต่ละคนจึงมืดมนลงไม่น้อย
ตั๊กแตนจับจักจั่น นกขมิ้นอยู่ด้านหลังหรือ?
คนที่โผล่มาอย่างกะทันหันคนนี้ เขาคิดจริงๆ หรือว่าจะปรากฏตัวเป็นคนสุดท้าย แล้วจะสามารถฉกชิงผลประโยชน์ไปจากใต้หนังตาของพวกเขาได้เลยหรือ?
ช่างเพ้อฝันเกินไปแล้ว!
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ผันผวนที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่นี้ช่างแปลกประหลาดเกินไป พวกเขาจึงไม่กล้าบุ่มบ่าม แต่ตัดสินใจที่จะลองหยั่งเชิงดูก่อน
“สหายเต๋าท่านนี้ ในเมื่อก็มาที่นี่เพื่อแสวงหาวาสนาเซียนเช่นเดียวกัน พวกเรามาร่วมมือกันสักหน่อยดีหรือไม่?”
ชายชราในอาภรณ์บัณฑิตกล่าวด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
ทุกสายตาจับจ้องอยู่ที่ชายในอาภรณ์สีเขียวคนนั้น
แต่สิ่งที่ทำให้บุคคลอันลึกลับทั้งหกต้องขมวดคิ้วก็คือ ชายในอาภรณ์สีเขียวนั้นหันหลังให้พวกเขา ไม่แม้แต่จะหันกลับมามองแวบเดียว
แม้กระทั่งตอนที่ชายชราในอาภรณ์บัณฑิตเอ่ยปาก ชายในอาภรณ์สีเขียวก็ทำราวกับไม่ได้ยิน ไม่เคยตอบสนองแม้แต่น้อย
ท่าทีเช่นนั้น เท่ากับการเพิกเฉยต่อพวกเขาโดยสิ้นเชิง!
ลู่เยี่ยคุ้นเคยกับท่าทีเย่อหยิ่งเช่นนี้ดี
ก่อนหน้านี้ บุคคลลึกลับทั้งหกเหล่านั้นก็เมินเฉยต่อพวกเขาเช่นนี้!
และตอนนี้ การปฏิบัติอย่างไม่ใส่ใจนั้น กลับตกอยู่กับบุคคลลึกลับทั้งหกเหล่านั้นแทน!
ชายในอาภรณ์สีเขียวเคลื่อนไหว ก้าวเดินตรงไปยังลู่เซียวที่ถูกโซ่ตรวนหลายเส้นปกคลุมอยู่
เหล่าเกาและเฒ่าจ่าวรู้สึกตึงเครียดในใจ พวกเขารีบขวางทางไว้ ไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว!
“ท่านสามารถสังหารพวกเราก่อนได้ แล้วดูซิว่าพวกเราจะขมวดคิ้วหรือไม่!”
เหล่าเกาพุ่งหมัดใส่ชายในอาภรณ์สีเขียวอย่างฉับพลัน
ปัง!
เสียงทุ้มหนึ่งดังขึ้น เหล่าเกาเซล้มลงกับพื้น ใบหน้าของชายชราแดงก่ำด้วยความอัดอั้น
เฒ่าจ่าวรู้ดีว่าตนเองก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของอีกฝ่าย แต่ก็ยังคงสู้สุดชีวิต
ผลลัพธ์ที่ได้คือ เขาก็ถูกกระแทกจนล้มลงนั่งกับพื้น เห็นดาวเต็มไปหมด
ตั้งแต่ต้นจนจบ ชายในอาภรณ์สีเขียวไม่เคยลงมือ ทั้งยังไม่เคยป้องกันเลยแม้แต่น้อย!
ลู่เยี่ยก็ยืนอยู่เบื้องหน้าพี่ใหญ่ลู่เซียวเช่นกัน
โซ่ตรวนสีดำในมือยังคงอยู่ กดทับพลังบำเพ็ญทั้งร่างของเขา ทำให้เขาไมอาจกระตุ้นรอยประทับบรรพจารย์มาใช้ได้เลย
แต่ลู่เยี่ยก็ไม่สนใจสิ่งอื่นใดอีกแล้ว
ไม่ว่าใครก็ตามที่คิดร้ายต่อพี่ใหญ่ของเขา เขาก็จะขวางอยู่ด้านหน้า
ถึงต้องตายก็ยอม!
เดิมทีชายในอาภรณ์สีเขียวไม่ได้สนใจ แต่เมื่อเห็นโซ่ตรวนสีดำที่ข้อมือของลู่เยี่ย เขาก็อดไม่ได้ที่จะเลิกคิ้วขึ้น
“เจ้ากับเขามีความสัมพันธ์อันใดกัน?”
ในที่สุดชายในอาภรณ์สีเขียวก็เอ่ยปาก น้ำเสียงเรียบเฉยพลางชี้ไปที่ลู่เซียว
สีหน้าของลู่เยี่ยสงบนิ่ง เผชิญหน้ากับสายตาของชายในอาภรณ์สีเขียวอย่างใจเย็น
“นั่นคือพี่ชายของข้า”
ชายในอาภรณ์สีเขียวผงกศีรษะเล็กน้อย
ดวงตาที่เคยเย็นชาของเขาดูอ่อนโยนขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน กล่าวว่า
“วางใจเถิด เมื่อข้าอยู่ตรงนี้ พี่ชายของเจ้าจะไม่เป็นอันตราย”
ลู่เยี่ยชะงัก นี่หมายความว่าอย่างไร?
คนผู้นี้ที่เพิ่งปรากฏตัวเป็นคนสุดท้ายนี้ไม่ได้มาเพื่อแย่งชิงวาสนาบนร่างของพี่ใหญ่ของเขาหรือ?
“ท่านไม่คิดว่าตนเองโอหังจนไม่เห็นใครอยู่ในสายตาเกินไปหน่อยหรือไม่?”
ชายชราในอาภรณ์บัณฑิตมีสีหน้ามืดมนลง
การที่ถูกชายในอาภรณ์สีเขียวเพิกเฉยเช่นนั้น ทำให้เขาและบุคคลลึกลับเหล่านั้นต่างไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง
คนผู้นี้ช่างหยิ่งผยองเกินไปแล้ว เอาความมั่นใจมาจากที่ใด จึงกล้าไม่เห็นพวกเขาหกคนอยู่ในสายตา?
“คิดจะกินคนเดียวรึ ต้องผ่านพวกเราไปก่อน!”
ชายหนุ่มอาภรณ์สีดำที่ยืนอยู่บนดอกบัวสีแดงเลือดแผ่กระจายกลิ่นอายสังหาร
บุคคลลึกลับเหล่านี้ต่างก็มีสายตาที่ไม่เป็นมิตร พวกเขาทั้งหมดเตรียมพร้อมแล้วที่จะลงมือพร้อมกัน หากการเจรจาไม่เป็นผล
จะต้องจัดการชายในอาภรณ์สีเขียวคนนี้ให้ได้ก่อน!
แต่ชายในอาภรณ์สีเขียวก็ยังคงไม่ใส่ใจพวกเขา มองผ่านพวกเขาไปราวกับไร้ตัวตน
เขาเหมือนกำลังครุ่นคิดถึงบางอย่าง สายตาของเขาเหลือบมองไปยังเขตหวงห้ามลึกลับที่อยู่ไกลออกไปเป็นครั้งคราว
ท่าทางของเขาทั้งหมดราวกับ ‘ทำตามใจตัวเอง ไม่เห็นใครอยู่ในสายตา’
สิ่งนี้ยิ่งทำให้บุคคลลึกลับทั้งหกเกิดความโกรธมากขึ้น
“ท่านกำลังบีบบังคับให้พวกเราต้องร่วมมือกันเพื่อรับมือกับท่านใช่หรือไม่?”
ชายชราในอาภรณ์บัณฑิตตวาดออกมา เส้นผมและหนวดเคราตั้งชันไปด้วยความโกรธ พลังลมปราณทั่วร่างของเขาน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง
“ช่างน่ารำคาญ”
ชายในอาภรณ์สีเขียวขมวดคิ้วเล็กน้อย ในที่สุดก็รู้สึกหมดความอดทน
ปัง!
ราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นตบเข้าอย่างรุนแรง ชายชราในอาภรณ์บัณฑิตก็ร่างระเบิด
ร่างและวิญญาณถูกทำลายสิ้น!
คราบเลือด สมบัติวิเศษ และพลังลมปราณก็ไม่ได้เหลือทิ้งไว้ เขาถูกลบเลือนออกจากโลกนี้ไปอย่างสิ้นเชิง
มีเพียง ‘เจตจำนงดาบ’ ของเทือกเขาเฉียนเฟิงที่เพิ่งถูกแย่งชิงไปเมื่อครู่เท่านั้นที่ยังคงเหลืออยู่ ทั้งหมดถูกคว้าเข้าไปในมือของชายในอาภรณ์สีเขียว
บุคคลลึกลับที่เหลืออีกห้าคนตัวแข็งทื่อไปทั้งร่าง แทบไม่กล้าเชื่อสายตาตัวเอง
ชายในอาภรณ์สีเขียวยังคงหันหลังให้พวกเขา ไม่ได้หันกลับมามอง แต่ชายชราในอาภรณ์บัณฑิตกลับตายเสียแล้ว!
ยิ่งไปกว่านั้น ไม่มีใครเห็นว่าชายในอาภรณ์สีเขียวลงมือได้อย่างไร!
ความหวาดกลัวที่ไมอาจบรรยายได้เข้ามาแทนที่ความโกรธแค้นในใจ สีหน้าของพวกเขาเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
คราวนี้พวกเขาเตะเข้าไปโดนแผ่นเหล็กเข้าแล้วจริงๆ!
ชายผู้นั้นหยิ่งผยองเกินไปจริงๆ แต่เขาก็มีความสามารถที่จะหยิ่งผยองได้!
เหล่าเกาและเฒ่าจ่าวนั่งยอง ๆ อยู่ตรงนั้น มองหน้ากันไปมา ทุกคนถูกความตกใจทำให้ชาไปทั้งตัว
ลู่เยี่ยตกตะลึงไปชั่วขณะ อดไม่ได้ที่จะถามว่า
“เป็นท่านลงมือจริงๆ หรือ”
ชายในอาภรณ์สีเขียวยืนอยู่ตรงนั้นไม่ได้ขยับเขยื้อน เพียงแค่เอ่ยคำว่า ‘น่ารำคาญ’ สองคำเท่านั้น ผลลัพธ์คือชายชราในอาภรณ์บัณฑิตที่มีพลังน่าสะพรึงกลัวถึงขั้นที่ไมอาจจินตนาการได้ กลับร่างระเบิดเสียแล้ว!
และยังตายโดยไม่ทิ้งร่องรอยใด ๆ ไว้เลย!
ชายในอาภรณ์สีเขียวส่งเสียงอืมออกมาครั้งหนึ่ง ก้มลงมองดูเจตจำนงดาบในมือ แล้วหันไปมองลู่เซียว ในดวงตาของเขาฉายแววซับซ้อน
มีทั้งความปลาบปลื้ม และความสะท้อนใจ
ลู่เยี่ยถอนหายใจและกล่าวว่า
“ถึงแม้ข้าจะไม่รู้ว่าท่านเป็นมิตรหรือศัตรู แต่ก็ต้องพูดว่า กลวิธีของท่านนั้นเหลือเชื่ออย่างหาที่เปรียบไม่ได้จริงๆ! ลองคิดดูสิ เพียงแค่เอ่ยสองคำ ก็สามารถทำลายผู้ที่น่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนั้นได้ นี่ช่างอัศจรรย์ยิ่งกว่าคำกล่าวในตำนานที่ว่า ‘วาจาสิทธิ์ ประกาศิตดุจกฎสวรรค์’ เสียอีก!”
ลู่เยี่ยไม่เคยพบเห็นวิธีการสังหารที่เหลือเชื่อเช่นนี้มาก่อนตลอดสามปีที่อยู่ในสนามรบนอกอาณาเขต
ทว่า ชายในอาภรณ์สีเขียวกลับกล่าวอย่างไม่ยี่หระว่า
“เป็นเพียงวิชาเล็กน้อย ไร้ค่าจนไม่ควรคู่ให้แม้แต่จะเยาะเย้ย”
“พลังของเจตจำนงดาบที่ยังหลงเหลืออยู่ในที่นี้ ล้วนถูกพวกเจ้าแย่งชิงไปหมดแล้วใช่หรือไม่?”
ชายในอาภรณ์สีเขียวราวกับในที่สุดก็ตระหนักถึงบางอย่าง จึงค่อย ๆ หันกายกลับมาอย่างเชื่องช้า
เมื่อสบกับสายตาของเขา บรรดาบุคคลลึกลับทั้งห้าคนนั้นต่างพากันสั่นสะท้านไปทั้งร่าง จิตเทวะของพวกเขาเกือบจะแตกสลาย พลังเลือดลมทั้งหมดราวกับถูกแช่แข็ง และพวกเขาก็ก้มหน้าลงอย่างห้ามไม่ได้โดยสัญชาตญาณ
ไม่กล้าสบตากับชายในอาภรณ์สีเขียวอีกต่อไป!
ก่อนหน้านี้ ชายในอาภรณ์สีเขียวไม่เคยหันหลังกลับมา ทำให้พวกเขารู้สึกเหมือนถูกเมินเฉย
แต่ตอนนี้ พวกเขากลับอยากให้ชายในอาภรณ์สีเขียวไม่หันมาเสียยังดีกว่า!
ช่างน่าสะพรึงกลัวเหลือเกิน เพียงแค่สายตาเดียวเท่านั้น ก็ทำให้จิตแห่งเต๋าของพวกเขาเกือบจะแตกสลาย!
ชายในอาภรณ์สีเขียวยื่นมือออกมาคว้า
เจตจำนงดาบที่ถูกบุคคลลึกลับเหล่านั้นแย่งชิงไปก่อนหน้านี้ ทั้งหมดต่างพุ่งกลับมาเองโดยไม่มีใครบังคับ และตกลงมาในมือของชายในอาภรณ์สีเขียว
บุคคลลึกลับทั้งห้ารู้สึกหนาวเหน็บไปทั่วทั้งร่างกาย ความหวาดกลัวทำให้พวกเขาทั้งหมดแทบจะขาดใจ
“ท่านผู้อาวุโส พวกข้าต่างมาเพราะวาสนา และไม่มีความบาดหมางอันใดกับท่าน ขอท่านได้โปรดเมตตาละเว้นชีวิตพวกข้าด้วย!”
หญิงสาวในชุดขนนกเอ่ยด้วยเสียงสั่นเครือ
อีกสี่คนก็รีบวิ่งวอนขอความเมตตาอย่างรวดเร็ว พวกเขาตัวสั่นงันงก ราวกับเดินอยู่บนน้ำแข็งบาง ไฉนเลยจะหลงเหลือมาดเย่อหยิ่งโอหังที่เคยแสดงออกอย่างไม่เห็นหัวใครเหมือนเมื่อครู่ได้อีกเล่า?
ชายในอาภรณ์สีเขียวกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ
“หากอยากตายอย่างมีเกียรติ ก็จงปลิดชีพตนเองเสีย”
กล่าวจบ เขาก็หันกลับมาอีกครั้ง ก้าวเดินไปยังข้างลู่เซียว และพึมพำในใจ
‘สหายเก่า ท่านกับข้าได้มาพบกันที่พิภพเต๋าชิงหมิงจริงๆ ด้วย…’
เจตจำนงดาบในฝ่ามือเหล่านั้น การจัดวางในสถานที่แห่งนี้ และแท่นบูชาเต๋าที่อยู่ใต้เท้าทำให้ชายในอาภรณ์สีเขียวยืนยันได้อย่างแน่ชัด
ว่าบุคคลเบื้องหน้าผู้นี้ คือสหายเก่าคนหนึ่งของเขา!