บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 116 ความลึกลับบนตัวลูเยี่ย
ให้ปลิดชีพตนเองงั้นหรือ?
เหล่าบุคคลลึกลับอีกห้าคนที่เหลือล้วนใจหายวาบ
พวกเขาคนใดบ้างที่ไม่ใช่ยอดฝีมือผู้ทรงอำนาจที่โลดแล่นอยู่ในโลกของตน?
แต่ไม่มีใครนึกกว่าจะมีวันที่พวกเขาจะถูกพิพากษาเช่นนี้
คำพูดประโยคเดียวที่หลุดจากปาก ก็ทำให้พวกเขาต้องปลิดชีพตนเอง!
ความรู้สึกอัปยศที่ยากจะบรรยายแล่นปราดขึ้นมาในใจพร้อมกัน
“หุๆ หากพวกเขาไม่ยินยอมพร้อมใจเล่าจะทำเช่นไร?”
ลูเยี่ยพูดขึ้นอย่างฉับพลัน
“ข้าจะช่วยให้พวกเขาพร้อมใจเอง”
ชายในอาภรณ์สีเขียวตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก สายตาของเขายังคงจับจ้องอยู่ที่โซตรวนสีดำซึ่งพันธนาการร่างของลูเซียวเอาไว้
ดูเหมือนเขาจะเผชิญกับปัญหาบางอย่าง คิ้วจึงขมวดเข้าหากันอย่างเงียบๆ
ลูเยี่ยเงยหน้าขึ้นมองไปยังบุคคลลึกลับทั้งห้าคนนั้น
พวกที่เดินทางข้ามห้วงเวลามานี้ ก่อนหน้านี้ล้วนโอหังอวดดีเพียงใด
แต่ตอนนี้ พวกเขาทั้งหมดกลับหวาดกลัวเหมือนสุนัขจรจัดที่หลงทาง!
ทันใดนั้น ชายในอาภรณ์สีทองผู้ถือหอกเงินก็โค้งคำนับและกล่าวเสียงต่ำว่า
“ท่านผู้อาวุโส ผู้น้อยเป็นทายาทของ ‘เขาเต๋าเยียนเฟ็ง’ แห่งโลกเทียนเฉิน บรรพจารย์ของสำนักข้า…”
ยังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยนามของ ‘บรรพจารย์’ เสียงของเขาก็ขาดห้วงไปในทันที
ร่างของเขายังคงอยู่ในท่าโค้งคำนับ แล้วก็อันตรธานหายไปจากห้วงอากาศอย่างเงียบเชียบ
ราวกับหิมะที่ละลายในน้ำ ไม่ทิ้งร่องรอยใดๆ ไว้เลย
ตายแล้วหรือ?
เมื่อเทียบกับฉากที่ชายชราในชุดบัณฑิตถูกสังหาร ชายที่สวมใส่อาภรณ์สีทองนั้นตายไปอย่างไร้เสียง
ไม่มีความโหดร้ายนองเลือดใดๆ
ทว่าภาพนี้ กลับสร้างความสะเทือนใจให้ผู้คนอีกครั้ง
ความแตกต่างนั้นห่างกันมากเกินไป
ราวกับเป็นความแตกต่างระหว่างผู้ปกครองกับมดปลวก
เพียงแค่ความคิดเดียวก็สามารถทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามได้
จะถามว่าใครบ้างที่จะไม่หวาดกลัว?
บุคคลลึกลับทั้งสี่ที่เหลืออยู่ ได้รับความสะเทือนใจมาก
ในห้วงเวลานั้น สตรีในชุดขนนกไม่ลังเลที่จะหันหลังกลับ
นางได้เรียกสายรุ้งเทพสีทองพุ่งทะลุมิติกาลเวลาเพื่อหลบหนี และนางก็หนีได้สำเร็จด้วย
แต่ทว่าผู้คนกลับเห็นภาพประหลาดน่าสยดสยองในอีกไม่นาน
สตรีในชุดขนนกที่หลบหนีไปได้เข้าสู่มิติกาลเวลาอีกด้านหนึ่งแล้ว แต่ร่างของนางกลับถูกคลื่นมิติกาลเวลาซัดแหลกสลายไปอย่างฉับพลัน
ทั้งร่างและวิญญาณล้วนดับสิ้น!
แม้จะอยู่ห่างกันเพียงมิติเดียว ก็ยังไมอาจหลีกหนีชะตากรรมการถูกลบเลือนได้!
“ทำไม ทำไมต้องปฏิบัติกับพวกเราเช่นนี้”
เด็กหนุ่มอาภรณ์ดำที่ยืนอยู่บนดอกบัวสีแดงเลือดนั้นถึงกับแตกสลาย
ไม่อาจทนต่อความหวาดกลัวแห่งความตายได้อีกต่อไป เขาจึงกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง
หากเป็นการตายในสนามรบ ก็คงไม่ต้องทรมานเช่นนี้!
ด้วยเหตุนี้ เด็กหนุ่มอาภรณ์ดำจึงลงมือ ยอมเดิมพันทุกอย่างไปจนหมดสิ้น
ชายในอาภรณ์สีเขียวยังคงไม่หันกลับมา
แต่ร่างของเด็กหนุ่มอาภรณ์ดำที่กำลังจะเข้าโจมตีกลับแตกสลายหายไปเหมือนฟองสบู่
ทั้งร่างยังไม่ทันได้เข้าใกล้แท่นบูชาเตานั้นเลย ก็อันตรธานหายไปอย่างแปลกประหลาด
แม้ลูเยี่ยจะไม่อาจเข้าใจ แต่ก็ตกตะลึงอย่างยิ่ง
เหล่าเก้าและเฒ่าจ้าวถึงกับชาชินไปโดยสิ้นเชิง จนใบหน้าไม่มีอารมณ์ใดๆ ปรากฏ
“นักรบยอมถูกสังหารได้ แต่ไม่ยอมถูกดูหมิ่นเหยียดหยาม!”
ทันใดนั้น ชายในอาภรณ์นักพรตกล่าวอย่างช้าๆ ทีละคำ
“ท่านใต้เท้ากล้าประลองกับข้าอย่างยุติธรรมหรือไม่?”
เขาเรียกใช้ดาบแห่งวิถีออกมา พลังเจตจำนงดาบทั่วทั้งร่างพุ่งทะยานสู่ระหว่างฟ้าดิน
ก่อนหน้านี้ เขาก็คือผู้ที่ใช้ดาบฟาดฟันทลายพลังต้องห้ามของแท่นบูชาเตา
และในตอนนี้ ชายในอาภรณ์สีเขียวในที่สุดก็หันกลับมาอีกครั้ง
“กล้าชักดาบใส่ข้าหรือ?”
แววตาอันเย็นชาของชายในอาภรณ์สีเขียวปรากฏประกายอันแปลกประหลาด
“เช่นนั้นก็ลองดู”
ในชั่วขณะต่อมา ดาบแห่งวิถีในมือของชายในอาภรณ์นักพรตส่งเสียงครวญครางออกมา ปลดปล่อยพลังดาบอันน่าสะพรึงกลัวออกมา
แล้วหลังจากนั้น ด้ามดาบกลับหันกลับ ปลายดาบแทงเข้าสู่หน้าอกของชายในอาภรณ์นักพรต
เขามีสีหน้าตกตะลึง ยากที่จะเชื่อในสิ่งที่เห็น
ชายในอาภรณ์สีเขียวส่ายหน้าเล็กน้อย
“การประลองอย่างยุติธรรม เจ้าก็ยังไม่คู่ควร”
เมื่อเสียงของเขาดังขึ้น ชายในอาภรณ์นักพรตที่ตายภายใต้คมดาบของตนเอง ร่างก็อันตรธานหายไป
ทว่า นี่นับเป็นการประลองที่ยุติธรรมจริงหรือ?
ลูเยี่ยรู้สึกสงสัยอยู่บ้าง
ชายในอาภรณ์สีเขียวเหลือบมองลูเยี่ยแวบหนึ่ง
“ในฐานะที่ต่างก็เป็นนักดาบด้วยกัน ข้าจะไม่รังแกเขาในเรื่องเช่นนี้”
ลูเยี่ยชะงักงัน นี่เขาสามารถได้ยินเสียงในใจของตนเองหรือ?
เหลือเพียงชายวัยกลางคนในเสื้อคลุมนกกระเรียนอยู่ในลาน
ลูเยี่ยรีบเอ่ยเตือน
“ผู้พิทักษ์สุสานแห่งเทือกเขาเฉียนเฟ็งแห่งนี้ ถูกคนผู้นั้นกักขังไว้”
เขากังวลว่าชายในอาภรณ์สีเขียวนั้นอาจจะลบเลือนชายวัยกลางคนในเสื้อคลุมนกกระเรียนออกไปอย่างไม่ลังเล
หากเป็นเช่นนั้น ท่านยายอาจจะต้องตายเป็นแน่!
ชายในอาภรณ์สีเขียวส่งเสียงอืมออกมา
แต่กลับเห็นชายวัยกลางคนในเสื้อคลุมนกกระเรียนมีสีหน้าหม่นหมอง และไม่ได้เอาผู้พิทักษ์สุสานมาเป็นตัวประกัน กลับพึมพำอย่างหมดอาลัยตายอยากว่า
“การมีชีวิตไม่ได้อยู่ในความควบคุมของตัวเอง แม้แต่ความตาย… ก็ยังไม่สามารถตัดสินใจด้วยตนเองได้อีกหรือ?’
“ตายในมือของท่านผู้มีความสามารถเช่นท่านนี้ ย่อมไม่ต่างกับตายด้วยน้ำมือตนเองอย่างแน่นอน…”
ใครๆ ก็มองออกว่าดวงจิตแห่งเต๋าชายวัยกลางคนในเสื้อคลุมนกกระเรียนผู้นี้ได้พังทลายลงแล้ว!
พลังชีวิตและพลังบำเพ็ญเต๋าทั้งหมดในร่างเขาได้สลายไปดังควันระเหย
เพียงชั่วพริบตาเดียว เขาก็สิ้นชีวิตและพลังบำเพ็ญเต๋าดับสลาย
และเขาก็เป็นเพียงคนเดียวที่ทิ้งร่องรอยไว้ โดยมีขี้เถ้ากระดูกร่วงหล่นไปทั่วฟ้าดินอันเวิ้งวาง
ลูเยี่ยไม่รู้ว่าต้องเผชิญกับการโจมตีที่โหดร้ายเพียงใด ถึงทำให้ชายวัยกลางคนในเสื้อคลุมนกกระเรียนยินดีที่จะปลิดชีพตนเอง
แตเขากลับเห็นได้ว่าเมื่อเทียบกับคนอื่น ชายวัยกลางคนในเสื้อคลุมนกกระเรียนคนนี้ถือว่าตายอย่างสง่างามกว่า
ชายในอาภรณ์สีเขียวยื่นมือคว้าไปในอากาศ
ยันต์ลับสีเลือดตกลงสู่ฝ่ามือของเขา ซึ่งภายในนั้นกักขังผู้พิทักษ์สุสานเอาไว้!
ส่วนข้าวของของชายวัยกลางคนในเสื้อคลุมนกกระเรียนที่เหลืออยู่ล้วนสลายหายไปหมดสิ้น
ลูเยี่ยอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม
“มันจะไม่เป็นการสิ้นเปลืองเกินไปหรือ”
ชายในอาภรณ์สีเขียวเอ่ยว่า
“หากไม่ลบล้างทุกสิ่งที่พวกเขาทิ้งไว้ พลังที่อยู่เบื้องหลังพวกเขาจะต้องมาตามหาแน่นอน เจ้าอยากลองดูหรือไม่?”
ลูเยี่ยส่ายหน้าอย่างแน่วแน่
“ถือเสียว่าข้าไม่เคยพูดอะไรเลย”
ชายในอาภรณ์สีเขียวอดที่จะรู้สึกประหลาดใจไม่ได้
ในสถานที่แห่งนี้ มีเพียงชายหนุ่มในอาภรณ์สีดำที่เหน็บดาบอยู่ตรงหน้าผู้นี้เท่านั้นที่ยังคงรักษาความสงบและความเยือกเย็นไว้ได้ตั้งแต่ต้นจนจบ
ไม่ต้องพูดถึงสิ่งอื่นใด เพียงแค่ความกล้าหาญนี้ก็นับว่าหาได้ยากยิ่งแล้ว
ครุ่นคิดครู่หนึ่ง ชายในอาภรณ์สีเขียวเอ่ย
“สภาพของพี่ชายเจ้านั้นพิเศษมาก ขามีทางเลือกให้เจาสองทาง”
“หนึ่ง ข้าจะลงมือช่วยเหลือเขาอย่างเต็มที่ ซึ่งเพียงพอที่จะทำให้เขาประสบความสำเร็จในการ ‘ฟื้นคืนชีพดุจผีเสื้อออกจากดักแด้’”
ลูเยี่ยลองถามดู
“การทำเช่นนี้มีข้อเสียหรือไม่?”
ชายในอาภรณ์สีเขียวพยักหน้า
“เมื่อเขาเปลี่ยนแปลงแล้ว เขาก็จะกลายเป็นคนละคนโดยสิ้นเชิง จะไม่ใช่พี่ชายที่เจ้าคุ้นเคยอีกต่อไป”
กล่าวจบ ชายในอาภรณ์สีเขียวก็ถอนหายใจด้วยความรู้สึกมากมาย
ชาติก่อนชาตินี้ แต่ละชาติล้วนมีชีวิตที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เขาผ่านประสบการณ์มามากมาย จึงเข้าใจได้เป็นธรรมดาว่า หากปล่อยให้ ‘สหายเก่า’ ผู้นี้ตื่นขึ้นมาจริง ๆ จะหมายความว่าอย่างไร
หัวใจของลูเยี่ยสั่นสะท้าน หากพี่ใหญ่ของเขาเปลี่ยนแปลงไปแล้วกลายเป็นคนแปลกหน้า…
นั่นยังจะนับเป็นพี่ใหญ่ของเขาอยู่หรือไม่?
“ทางเลือกที่สอง ข้าจะผนึกโอกาสอันยิ่งใหญ่นี้ที่สามารถทำให้เขาเปลี่ยนแปลงไว้บนร่างของเขา”
ชายในอาภรณ์สีเขียวกล่าวว่า
“แต่ข้อเสียก็คือ จนกว่าวันใดวันหนึ่งที่เขาจะสามารถหลอมรวมโอกาสอันยิ่งใหญ่นี้ได้ด้วยตนเองอย่างแท้จริง มิฉะนั้น เขาจะถูกโอกาสอันยิ่งใหญ่นี้เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ”
ลูเยี่ยพยายามทำให้ตัวเองสงบลง
“ยังมีทางเลือกที่สามหรือไม่?’
ชายในอาภรณ์สีเขียวส่ายหน้า
ลูเยี่ยนิ่งเงียบไป
เมื่อเกี่ยวข้องกับชะตาชีวิตของพี่ใหญ่ เขาไม่อาจประมาทได้
ครู่หนึ่ง ลูเยี่ยก็ตัดสินใจ
“ข้าเลือกแบบที่สอง!”
ในอนาคต เขาจะต้องคิดหาวิธีช่วยพี่ใหญ่แก้ไขปัญหาที่อยู่บนตัวพี่ใหญ่ให้ได้!
ชายในอาภรณ์สีเขียวอดไม่ได้ที่จะมองดูลูเยี่ยอีกครั้ง
เขารู้สึกเสมอว่าเด็กหนุ่มที่อยู่ตรงหน้ามีความพิเศษบางอย่างที่ยากจะอธิบายได้
แต่เมื่อพินิจพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว เขากลับไม่พบสิ่งใดเลย
แต่กระนั้น ยิ่งเป็นเช่นนี้ ยิ่งทำให้ชายในอาภรณ์สีเขียวตระหนักว่ามีบางสิ่งบางอย่างผิดปกติ
ด้วยพลังบำเพ็ญเต๋าของเขาในปัจจุบัน แม้จะเป็นเพียงเจตจำนงเพียงเส้นเดียวเท่านั้น ก็เพียงพอที่จะมองทะลุความลับใดๆ ที่ซ่อนอยู่ในตัวผู้คนได้โดยง่าย!
ความลับเหล่านี้ ไม่ได้จำกัดแค่รากฐาน พลังบำเพ็ญ สมบัติล้ำค่าและสิ่งอื่นๆ ที่ซ่อนอยู่ในตัวผู้คนเท่านั้น
แต่ยังรวมถึงโชคชะตาของมหาวิถีและโชคชะตาที่แท้จริงด้วย!
ชายในอาภรณ์สีเขียวล่วงรู้ความลับของลูเยี่ยมานานแล้ว และยังมองเห็นโชคชะตาของมหาวิถีและโชคชะตาของชายหนุ่มตรงหน้าผู้นี้ด้วย
ต้องนับว่าหาได้ยากยิ่ง
อย่างไรก็ตาม มีเพียงเท่านี้จริงหรือ?
เหตุใดในตัวของเด็กหนุ่มผู้นี้ จึงทำให้ตนรู้สึกถึงความลึกลับบางอย่างที่ไม่สามารถอธิบายได้?
ชายในอาภรณ์สีเขียวเหลือบมองไปที่มือขวาของลูเยี่ยอย่างเงียบเชียบอีกครั้ง
ที่ข้อมือนั้น ถูกโซตรวนสีดำเส้นหนึ่งพันธนาการไว้
‘เอ๋? น่าสนใจเสียจริง!’
ชายในอาภรณ์สีเขียวเผยแววตาประหลาดออกมาเล็กน้อย