บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 122 ผลของการล่วงเกินสำนักเต๋าหลิงซู!
ตระกูลลู่ ห้องโถงหลักของตระกูล
“เชิญทั้งสองท่านดื่มชา”
ลูเยี่ยนั่งอยู่ที่ตำแหน่งประธาน ยิ้มทักทายแขกผู้มีเกียรติทั้งสองที่มาเยือนโดยไม่ได้ราชเชิญ
หนึ่งในนั้นคือชายชราในอาภรณ์หรูหรานามว่าเวิงอวี่ชิว ผู้มาจากราชสำนัก และรับใช้องค์ชายใหญ่เซี่ยงฉางหลิว ชายวัยกลางคนผู้มีผิวคล้ำสวมเสื้อคลุมสีดำมีนามว่าไต้ซง เขามาจากสำนักเต๋าหลิงซูหนึ่งในเจ็ดสำนักใหญ่แห่งต้าเฉียน!
เมื่อได้รู้ถึงตัวตนของคนผู้นี้ ลูเยี่ยก็รู้สึกประหลาดใจ ทันใดนั้นลูเยี่ยก็คาดเดาได้ว่า การมาของไต้ซงในครั้งนี้ น่าจะเกี่ยวข้องกับพี่สะใภ้พานอิ่งชิว
ก็นั่นสิ ในอดีตพานอิ่งชิวคือเทพธิดาศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักเต๋าหลิงซู!
เวิงอวี่ชิวเป็นคนใจเย็นมาก เขาไม่ได้กล่าวถึงจุดประสงค์ที่มาโดยตรง เพียงแค่พูดคุยเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่สลักสำคัญเท่านั้น ลูเยี่ยยิ้มและทักทายอย่างเป็นมิตร ไม่ได้แสดงความไม่พอใจแม้แต่น้อย
แต่ไต้ซงไม่ต้องการเสียเวลา เขาวางถ้วยชาในมือลงและกล่าวตรง ๆ ว่า
“ให้ข้าเป็นคนเริ่มพูดก่อนแล้วกัน”
ลูเยี่ยพยักหน้าและกล่าวว่า
“ยินดีรับฟัง”
ไต้ซงกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า
“ครั้งนี้ข้ามาตามคำสั่งของผู้อาวุโสใหญ่แห่งสำนัก เพื่อมารับผู้สืบทอดของสำนักเรา พานอิ่งชิวกลับสู่สำนัก”
เขาเหลือบมองไปที่ลูเยี่ยแวบหนึ่ง
“และข้าได้ยินมาว่า พานอิ่งชิวถูกพวกเจ้าตระกูลลู่กักขังไว้ เรื่องนี้เป็นความจริงหรือไม่?”
ลูเยี่ยพยักหน้าแล้วกล่าวว่า
“ถูกต้อง แต่คนผู้นี้ ข้าไม่สามารถมอบให้ท่านพาไปได้”
“เจ้าปฏิเสธข้าอย่างนั้นหรือ? เด็กหนุ่ม ข้าขอแนะนำให้เจ้าลองพิจารณาดูอีกครั้งจะดีกว่า!”
ไต้ซงขมวดคิ้ว ทันใดนั้นแรงกดดันที่มองไม่เห็นก็แผ่ซ่านออกมาจากร่างของเขาทันที
ในฐานะที่เป็นหนึ่งในเจ็ดสำนักใหญ่แห่งต้าเฉียน สำนักเต๋าหลิงซูนั้นอยู่เหนือโลกมนุษย์ ประดุจดังร่างยักษ์ใหญ่ที่ยืนตระหง่านอยู่เหนือโลก สูงส่งเหนือสิ่งใด โดยธรรมชาติแล้ว ในฐานะผู้อาวุโสนอกสำนักของสำนักเต๋าหลิงซู ไต้ซงจึงมีความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม
ลูเยี่ยกล่าวอย่างใจเย็น
“หลายปีก่อน พานอิ่งชิวได้ถอนตัวออกจากสำนักเต๋าหลิงซูแล้ว และได้แต่งเข้ามาในตระกูลลู่ของข้าในฐานะบุตรสาวของตระกูลพาน”
“กล่าวอีกนัยหนึ่ง นางเป็นคนของตระกูลลู่ของข้ามานานแล้ว และไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับสำนักเต๋าหลิงซูของพวกท่านอีกต่อไป!”
กล่าวจบ ลูเยี่ยก็เงยหน้ามองไต้ซง
“ขากลับรู้สึกสงสัยว่า สำนักเต๋าหลิงซูมีสิทธิอันใดที่จะมาขอตัวคน?”
ก่อนที่ไต้ซงจะได้ตอบสนอง ลูเยี่ยก็กล่าวต่ออีกครั้งว่า
“หรือว่า ตระกูลพานได้ขอความช่วยเหลือจากพวกท่าน หวังที่จะอาศัยสำนักเต๋าหลิงซูมาบีบบังคับให้ตระกูลลู่ของข้าก้มหัว และส่งมอบตัวพานอิ่งชิวออกไป?”
“ไม่คิดว่าเจ้าจะฉลาดไม่เบา”
ไต้ซงมองลูเยี่ยอย่างเหยียดหยาม
“ในเมื่อเจ้าเดาได้แล้ว ข้าจะถามเจ้าว่า เจ้าจะส่งตัวคนมาหรือไม่?”
เสียงทุ้มต่ำและเย็นชา ก้องกังวานไปทั่วห้องโถง แรงกดดันที่มองไม่เห็นนั้นทำให้คนในตระกูลลู่หลายคนรู้สึกหัวใจกระตุกวูบ
เวิงอวี่ชิวที่เฝ้าสังเกตการณ์อยู่ตลอด ก็กระแอมไอ แล้วเสนอตัวไกล่เกลี่ย
“มีอะไรก็ค่อย ๆ พูดกันดี ๆ เหตุใดต้องรีบร้อน? ในอดีตตอนที่ลู่ซิงอี้ยังมีชีวิตอยู่ ข้าก็ไม่เคยเห็นพวกเจ้าสำนักเต๋าหลิงซูโมโหรุนแรงเช่นนี้”
ลู่ซิงอี้! ชื่อนี้ทำให้ไต้ซงหนังตากระตุกเล็กน้อย
ทันใดนั้น เขาก็กล่าวอย่างไม่พอใจ
“สหายเต๋าเวิง ท่านกำลังช่วยตระกูลลู่กดดันข้าหรือ?”
“อย่าเข้าใจผิด”
เวิงอวี่ชิวรีบโบกมือ
“ข้าไม่ใช่ลู่ซิงอี้และก็ไม่มีความกล้าที่จะปะทะกับพวกเจ้าสำนักเต๋าหลิงซูเหมือนที่เขาเคยทำในอดีต”
ลูเยี่ยครุ่นคิดอย่างมีนัยยะ คำพูดของเวิงอวี่ชิวนั้น เห็นได้ชัดว่าเป็นการเหน็บแนมสำนักเต๋าหลิงซูอย่างลับ ๆ! สิ่งนี้ทำให้ลูเยี่ยตัดสินได้ว่า แม้คนทั้งสองจะมาด้วยกัน แต่จุดประสงค์ในการมานั้นแตกต่างกันอย่างชัดเจน
สีหน้าของไต้ซงเปลี่ยนเป็นมืดครึ้มลง
“เวิงอวี่ชิว ไม่ว่าเจ้าจะมีเจตนาอะไร เรื่องของสำนักเต๋าหลิงซู เจ้าไม่ควรสอดปากเข้ามายุ่งจะดีที่สุด!”
เวิงอวี่ชิวอารมณ์ดีมาก พยักหน้ารับ
“ได้”
ไต้ซงจ้องมองลูเยี่ย น้ำเสียงของเขายิ่งแข็งกร้าวมากขึ้น
“ตอบคำถามข้ามาให้รวดเร็ว!”
ลูเยี่ยตอบอย่างไม่ลังเล
“ไม่มอบให้”
ไต้ซงตกตะลึง ไม่สามารถจินตนาการได้ว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าเอาความกล้าหาญมาจากที่ใดถึงกล้าปฏิเสธ ครู่หนึ่ง ไต้ซงพยายามข่มความโกรธในใจไว้ แล้วกล่าวว่า
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าผลลัพธ์ของการปฏิเสธคืออะไร?”
ลูเยี่ยหัวเราะ
“ผลลัพธ์หรือ? ข้าไม่ทราบจริง ๆ ขายินดีรับฟัง”
คนตระกูลลู่ที่นั่งอยู่ในที่นั้นก็พากันหัวเราะ การได้ประสบเรื่องราวต่าง ๆ มากมาย สามารถฝึกฝนจิตใจคนได้ ในช่วงที่ผ่านมา ตระกูลลู่ได้ประสบกับภัยพิบัติมากมาย ทำให้จิตใจของคนในตระกูลลู่แข็งแกร่งขึ้นมาก
สำนักเต๋าหลิงซูแล้วอย่างไรเล่า? ตระกูลลู่มิใช่ถูกข่มขู่จนหวาดกลัวเสียที่ไหน!
เมื่อได้เห็นเหตุการณ์นี้ด้วยตาตนเอง ใจของไต้ซงก็ยิ่งโกรธเคือง เขาหัวเราะเย็นชาว่า
“ได้ ข้าจะปล่อยให้คนตระกูลลู่ของพวกเจ้าบอกผลลัพธ์ให้พวกเจ้าฟังด้วยปากของพวกเขาเอง!”
ไต้ซงหยิบยันต์ลับแผ่นหนึ่งออกมาแล้วบีบให้แตก
ครู่หนึ่งผ่านไป ก็มีชายหนึ่งหญิงหนึ่งรีบร้อนมาถึง และตลอดทางก็ไม่ได้ถูกขัดขวางใด ๆ เลย จนมาถึงห้องโถงใหญ่ของตระกูล เพราะว่าชายหนึ่งหญิงหนึ่งคู่นี้ก็คือคนของตระกูลลู่นั่นเอง!
“ลู่เถิง ลู่ชิง”
สมาชิกของตระกูลลู่ที่นั่งอยู่ต่างจำตัวตนของชายหญิงคู่นี้ได้ในทันที จิตใจของพวกเขาหล่นวูบ ลางสังหรณ์ไม่ดีเริ่มก่อตัวขึ้น
ลูเยี่ยขมวดคิ้วอย่างเงียบ ๆ คนทั้งสองเป็นทายาทสายรองของตระกูลลู่ และตามลำดับอาวุโสแล้ว ตนเองยังต้องเรียกพวกเขาว่าญาติผู้พี่ด้วยซ้ำ
หลายปีก่อน ภายใต้การจัดการของท่านอารองลู่ซิงอี้ ลู่เถิงและลู่ชิงถูกส่งไปฝึกฝนที่สำนักเต๋าหลิงซู จวบจนทุกวันนี้ นอกจากการส่งจดหมายกลับมาเป็นครั้งคราวแล้ว ทั้งสองก็ไม่เคยกลับบ้านอีกเลย
แต่ในยามนี้ เมื่อตระกูลลู่กำลังเผชิญภัยคุกคามจากสำนักเต๋าหลิงซู สองคนนี้กลับมาแล้ว! ลูเยี่ยจะไมรรู้ได้อย่างไรว่านี่หมายถึงอะไร?
“พวกเจ้ากลับมาพร้อมกับไต้ซงใช่หรือไม่ แล้วเหตุใดจึงแอบอยู่ข้างนอกไม่ยอมเข้ามา”
ลูเยี่ยมองไปทางลู่เถิงและลู่ชิง
แต่คนทั้งสองไม่สนใจเขา กลับทำความเคารพในฐานะศิษย์ต่อไต้ซงอย่างนอบน้อมแล้วกล่าวว่า
“ท่านผู้อาวุโสไต้ ไม่ทราบว่าท่านมีคำสั่งประการใด?”
การกระทำเช่นนี้ ทำให้สมาชิกตระกูลลู่หลายคนรู้สึกไม่พอใจ ลูเยี่ยหรี่ตาลง และนิ่งเงียบไม่พูดอะไร
ไต้ซงกล่าวอย่างเฉยเมย
“ท่านประมุขตระกูลน้อยแห่งตระกูลลู่ของพวกเจ้าไม่ยอมปล่อยคน ยังกล้ามาตะโกนถามข้าว่า ผลลัพธ์ของการล่วงเกินสำนักเต๋าหลิงซูเป็นเช่นไร”
“เรียกพวกเจ้ามา ก็เพื่อเริ่มให้พวกเจ้าได้บอกกับประมุขตระกูลน้อยผู้นั้นด้วยตนเองว่า อะไรคือผลลัพธ์ของการล่วงเกินสำนักเต๋าหลิงซู”
คำพูดเหล่านั้นก้องกังวานไปทั่วห้องโถงใหญ่ในคำพูดเรียกลูเยี่ยว่า ‘ประมุขตระกูลน้อย’ โดยตรง ไม่ปิดบังความดูแคลนและดูหมิ่นเลยแม้แต่น้อย
“ท่านผู้อาวุโสวางใจได้ ลูเยี่ยยังเยาว์วัย ไม่รู้เรื่องราวของโลก ข้าจะไปเกลี้ยกล่อมเขาเอง!”
ลู่เถิงรีบรับปากทันที
ส่วนลู่ชิงนั้นตรงไปตรงมากว่า นางหันไปมองลูเยี่ยแล้วกล่าวด้วยความโกรธเกรี้ยวว่า
“ลูเยี่ย ข้าไม่สนว่าเจ้ามาเป็นประมุขตระกูลได้อย่างไร ขามีแค่คำพูดเดียว รีบปล่อยพี่สาวพานอิ่งชิวเดี๋ยวนี้! แล้วก็ขอโทษท่านผู้อาวุโสไต้!”
ลูเยี่ยไม่สนใจ ปลายนิ้วของเขากำลังเคาะที่เท้าแขนเก้าอี้เบา ๆ ดวงตาของเขาลุ่มลึก ไม่มีใครรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่
เห็นลูเยี่ยไม่ขยับเขยื้อน ลู่เถิงก็ตำหนิอย่างไม่พอใจว่า
“ยังนั่งเฉยอยู่ทำไม? ยังไม่รีบลุกขึ้นขอโทษอีก?”
คราวนี้ คนในตระกูลลู่ที่นั่งอยู่ก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป ต่างแสดงความโกรธออกมา
“พวกเจ้าสารเลวสองคนนี้ พวกไร้มารยาท พูดกับประมุขตระกูลแบบนี้ได้อย่างไร?”
“เพียงแค่ไปฝึกฝนที่สำนักเต๋าหลิงซูไม่กี่ปีเท่านั้นก็เปลี่ยนไปถึงเพียงนี้ หากอยู่ไปนานกว่านี้อีกหน่อย ก็คงจะดูถูกตระกูลของตนเองแล้วใช่หรือไม่? สุนัขยังไม่รังเกียจบ้านยากจน! ดูท่าทางพวกเจ้าสิ ช่างไร้ความงามสง่า!”
ทุกคนต่างรู้สึกโกรธแค้น และพุ่งเป้าไปที่ลู่เถิงและลู่ชิง
แต่ลู่ชิงกลับรู้สึกอึดอัดใจอย่างมาก กล่าวว่า
“พวกท่านกล่าวเหลวไหลอะไรกัน ข้าก็ทำเพื่อตระกูลเช่นกัน! หากปล่อยให้ลูเยี่ยทำให้สำนักเต๋าหลิงซูโกรธเคือง ทั้งตระกูลลู่ก็จะพลอยเดือดร้อนไปด้วย!”
ส่วนลู่เถิงก็กล่าวอย่างโกรธเกรี้ยวว่า
“เขาทำเช่นนี้ เคยคิดถึงความรู้สึกของข้ากับลู่ชิงบ้างหรือไม่? ทำให้พวกเราไม่เป็นที่ยอมรับทั้งภายในและภายนอก! ยิ่งไปกว่านั้น อาจเป็นเพราะความเห็นแก่ตัวของเขา… ทำให้ข้ากับลู่ชิงถูกขับออกจากสำนัก”
สมาชิกของตระกูลลู่ยิ่งรู้สึกโกรธมากขึ้น พวกเขาเริ่มทะเลาะกันอย่างรุนแรง ทั่วทั้งห้องโถงใหญ่วุ่นวายเละเทะไปหมด
เวิงอวี่ชิวมองจมูกด้วยดวงตา จากนั้นจมูกมองใจ ราวกับภิกษุผู้ชราที่กำลังเข้าสู่สมาธิ ไต้ซงเยาะหยันในใจ ตนเองยังไม่ได้ลงมือเลย แต่ตระกูลลู่ก็วุ่นวายภายในเสียแล้ว!
บนที่นั่งประธาน ลูเยี่ยเฝ้าดูทุกสิ่งอย่างเงียบ ๆ คนในตระกูลลู่มีหลายพันคน แม้ภายในจะสามัคคีกันเพียงใด ก็ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีคนที่ทรยศหักหลังอยู่บ้าง เช่นเดียวกับลู่เถิงและลู่ชิงที่อยู่ตรงหน้า