บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 123 อย่าหาว่าข้าไม่ไว้หน้า
การโต้เถียงในห้องโถงใหญ่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
ลูเยี่ยกลับนั่งอยู่นิ่ง ๆ ไม่ได้ขัดขวาง และก็ไม่ได้แสดงความคิดเห็นใด ๆ
ท่าทีเช่นนี้ ทำให้ไต้ซงรู้สึกโดยสัญชาตญาณว่า ลูเยี่ยขี้ขลาดไปเสียแล้ว!
เขาโบกมือด้วยท่าทางใจกว้าง แล้วกล่าวว่า
“ลู่เถิง ลู่ชิง พวกเจ้าถอยไปก่อน ลองฟังว่าประมุขตระกูลน้อยผู้นั้นจะว่าอย่างไร”
“ครับ!”
ลู่เถิงกับลู่ชิงเมื่อครู่ถกเถียงกับคนในตระกูลอย่างไม่ลงรอยกัน แม้แต่กับผู้อาวุโสก็ไม่ยอมอ่อนข้อแม้แต่น้อย
แต่พอไต้ซงเอ่ยปาก ทั้งสองกลับเชื่อฟังอย่างว่าง่าย และถอยออกไปทันที
คนในตระกูลลู่โกรธจนกัดฟันกรอด กำลังจะด่าทอต่อ
ลูเยี่ยในที่สุดก็เอ่ยปาก
“ข้าขอพูดสักสองประโยค”
ห้องโถงใหญ่กลับเงียบสงบลงอีกครั้ง
ทุกสายตาจับจ้องมาที่ลูเยี่ยรอคอยให้เขาตัดสินใจ
ลูเยี่ยลุกขึ้นช้า ๆ แต่กลับพูดถึงเรื่องอื่น
“ในช่วงที่ผ่านมาฉินอู๋ซางผู้เป็นประมุขตระกูลฉินได้ประจำอยู่ที่ที่ดินบรรพบุรุษของตระกูลลู่ และได้ช่วยขจัดภัยพิบัติมากมายนับไม่ถ้วนให้ตระกูลลู่ของข้า”
“เมื่อไม่กี่วันก่อน ตระกูลพานได้ประกาศทำสงครามกับตระกูลฉินอย่างกะทันหัน สองตระกูลใหญ่ที่มีประวัติยาวนานพันปีกำลังเผชิญหน้ากันด้วยอาวุธ แต่เพื่อเรื่องของตระกูลลู่ ท่านลุงฉินไม่ได้จากไป แต่ยังคงอยู่ต่อ”
ลูเยี่ยกวาดสายตามองทุกคนในห้องโถงใหญ่
“ท่านลุงฉินไม่ใช่คนของตระกูลลู่และตระกูลฉินกับตระกูลลู่ก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมากนัก แต่เขาก็ยังทำเช่นนี้”
“กระทั่งเมื่อวาน ท่านลุงฉินถึงได้รีบร้อนจากไป เพราะเหตุใดกัน?”
“เพราะว่าตระกูลพานได้ส่งกลุ่มยอดฝีมือออกมา สร้างความเสียหายอย่างหนักให้กับตระกูลฉิน! ในฐานะที่เป็นประมุขตระกูล ท่านลุงฉินย่อมไม่อาจนิ่งเฉยไม่ไยดีได้”
เมื่อกล่าวมาถึงตรงนี้ ลูเยี่ยเหลือบมองไปที่ลู่เถิงและลู่ชิง
“และตอนนี้ ก็เป็นตระกูลพานเช่นกัน ที่ต้องการอาศัยชื่อเสียงของสำนักเต๋าหลิงซูเพื่อกดดันพวกเราตระกูลลู่ แล้วยังเรียกร้องให้ข้าส่งตัวพานอิ่งชิวไป”
“พวกเจ้าคิดว่า ตระกูลลู่ควรทำอย่างไร?”
ห้องโถงใหญ่เงียบสงัด มีเพียงเสียงของลูเยี่ยที่ยังคงก้องกังวาน
สีหน้าของลู่เถิงเปลี่ยนไปหลายครั้ง ก่อนจะกล่าวว่า
“ลูเยี่ย พวกเรากำลังพูดถึงคนละเรื่องกันเลย! ขารู้แค่ว่าเจ้าเพียงแค่ไปสร้างความขุ่นเคืองให้กับสำนักเต๋าหลิงซู ทั้งตระกูลลู่ก็จะพลอยถูกเจ้าทำให้เดือดร้อนไปด้วย!”
ลู่ชิงพยักหน้าติด ๆ กัน
“ลูเยี่ย การเป็นคนก็อย่าเห็นแก่ตัวเกินไปนัก! ความปลอดภัยของคนในตระกูลทั้งหมด เจ้าจะไม่คำนึงถึงเลยหรือ?”
แววตาของลูเยี่ยเย็นชาขึ้นเรื่อย ๆ
“พี่ใหญ่เคยบอกกับข้าว่า เมื่อไม่นานหลังจากที่ท่านปู่และคนอื่น ๆ สิ้นชีพในสนามรบ ก็ได้เคยส่งจดหมายไปถึงพวกเจ้า ให้พวกเจ้ารีบกลับมาที่ตระกูลเพื่อร่วมพิธีไว้อาลัย”
“แล้วพวกเจ้า… เหตุใดถึงไม่กลับมา?”
ลู่เถิงและลู่ชิงสีหน้าแข็งค้างไป พูดอะไรไม่ออก
แต่ไม่รอให้พวกเขาได้แก้ตัว ลูเยี่ยกล่าวต่อว่า
“เช่นนั้น พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่า ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ตระกูลของเราได้ประสบภัยพิบัติใหญ่หลวงมากี่ครั้งแล้ว?”
ลู่เถิงไมอาจทนอีกต่อไป สีหน้ามืดมนกล่าวว่า
“ลูเยี่ย เจ้าต้องการจะพูดอะไรกันแน่?”
ลู่ชิงโกรธจัด
“ครั้งนี้พวกเราก็กลับมาแล้วไม่ใช่หรือ? และพวกเราคิดเพื่อตระกูลเช่นกัน จึงได้บอกให้เจ้าอย่าทำเรื่องโง่เขลา!”
ลูเยี่ยเงียบไป
วันนี้ตนเองพูดมากเกินไปแล้ว
ท้ายที่สุด ก็เพราะรู้ว่าพวกเขาทั้งสองเป็นคนในตระกูลเดียวกัน ถึงไดยอมพูดความจริง เล่าเรื่องที่เขาทั้งสองไม่รู้ให้ฟัง เพื่อตักเตือน
แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นลู่เถิงหรือลู่ชิง ก็ไม่มีทีท่าว่าจะรับฟังแต่ประการใด
ลูเยี่ยค่อย ๆ เดินกลับไปยังที่นั่งประธาน ดวงตาปราศจากความรู้สึกใด ๆ อีกต่อไป
“ข้าขอประกาศในนามประมุขตระกูลแห่งตระกูลลู่ให้ขับลู่เถิงและลู่ชิงออกจากตระกูล และลบชื่อออกจากบันทึกลำดับเครือญาติ”
ชายหนุ่มนั่งอยู่ตรงนั้น เสียงของเขาดังก้องไปทั่วห้องโถงใหญ่
“นับจากนี้ไป เป็นไม่อยู่ร่วมชายคา ตายไม่รวมหลุมฝัง!”
“ครับ!”
เหล่าสมาชิกของตระกูลลู่ที่อัดอั้นความโกรธไว้เต็มท้อง ตอบรับอย่างกึกก้องโดยไม่ลังเล
“เจ้าพูดอะไรนะ? จะขับไล่พวกเราออกจากตระกูลลู่”
ลู่เถิงตกตะลึง ไม่อยากเชื่อหูตัวเอง โกรธจนต้องสบถคำหยาบคายออกมา
“เจ้าบ้าไปแล้วหรือ?”
แต่ลู่ชิงกลับหัวเราะเยาะเย้ยว่า
“ขับไล่พวกเราออกไปสิ แล้วตระกูลลู่ทั้งตระกูลก็รอรับเคราะห์กันเถอะ”
ไต้ซงที่เดิมทีเพียงดูความสนุกอยู่ห่าง ๆ กลับนั่งไม่ติดแล้ว สีหน้าเย็นชาพลางกล่าวว่า
“ลูเยี่ย นี่คือคำตอบของเจ้าหรือ”
ลูเยี่ยกล่าวอย่างเฉยเมย
“หากเป็นเพียงเพราะพานอิ่งชิวคนเดียว สำนักเต๋าหลิงซูเลือกที่จะเป็นศัตรูกับตระกูลลู่ของข้า เช่นนั้น…”
เขาเบนสายตามองตรงไปที่ไต้ซง
“ตระกูลลู่ของข้าจะสู้จนถึงที่สุด!”
ไต้ซงตบโต๊ะลุกขึ้นยืน หัวเราะด้วยความโกรธสุดขีด
“เพียงตระกูลลู่เล็ก ๆ ตระกูลหนึ่ง ยังกล้าที่จะประลองกำลังกับสำนักเต๋าหลิงซูของข้าหรือ? ช่างไม่รู้จักความตายเสียจริง!”
ลูเยี่ยมีสีหน้าสงบนิ่ง ก่อนจะขับไล่แขกอย่างตรงไปตรงมา
“เชิญกลับไปเถิด ไม่ส่ง!”
ใบหน้าของไต้ซงเปลี่ยนไปหลายครั้ง เห็นได้ชัดว่าเขาโกรธจัด
เวิงอวี่ชิวที่นิ่งเงียบมาตลอดในที่สุดก็ทนไม่ไหว จึงเอ่ยเตือนว่า
“ไต้ซง เจ้าก็เพียงแค่ทำตามคำสั่งเท่านั้น เพียงแค่นำท่าทีของตระกูลลู่กลับไปรายงานก็พอแล้ว อย่าได้ใจร้อนจนโกรธเกี้ยวแล้วทำอะไรที่เกินเลยไป”
ไต้ซงหน้าเขียวคล้ำ
“การกระทำของข้า ไต้ซง ไม่จำเป็นต้องให้เจ้ามาพูดมาก”
เห็นได้ชัดว่าเขาไม่รับน้ำใจ แต่เวิงอวี่ชิวเป็นคนอารมณ์ดี ก็ยังคงเอ่ยเตือนอีกว่า
“เจ้าอย่าลืมนะ แม้ลู่ซิงอี้จะหายตัวไปแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าจะกลับมาไม่ได้!”
ถ้าไม่พูดถึงลู่ซิงอี้ก็คงดี แต่พอพูดขึ้นมา ความโกรธของไต้ซงก็ระเบิดออกมาอย่างสมบูรณ์
“ลู่ซิงอี้! ลู่ซิงอี้! เจ้าคงรู้จักแต่ลู่ซิงอี้ใช่หรือไม่?”
ไต้ซงตะโกนเสียงดัง
“ข้าจะบอกไว้ตรงนี้เลยว่า หากตระกูลลู่ไม่ส่งคนออกมา ก็อย่าหาว่าข้าไม่ไว้หน้า!”
พร้อมกับเสียงนั้น กระแสอำนาจที่แผ่ซ่านออกมาได้ครอบคลุมไปทั่วทั้งบริเวณ
“ถูกต้อง จำเป็นต้องสั่งสอนลูเยี่ยให้หลาบจำ ทำให้เขารู้จักวิธีการวางตัวเสียบาง!”
ลู่เถิงกับลู่ชิงต่างก็โกรธจนแทบคลัง พวกเขาแทบอยากให้ไต้ซงลงมือ กำจัดลูเยี่ยเสียให้สิ้นซาก!
ลูเยี่ยนั่งอยู่ตรงนั้นโดยไม่ขยับเขยื้อน เพียงเอ่ยเสียงเบา ๆ
“เหล่าเกา เจ้าไปลองเรียนรู้สักหน่อย ดูสิว่าเขาจะไม่ ‘ไว้หน้า’ อย่างไร”
ทันใดนั้น ชายชราร่างเล็กผอมแห้งก็ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าไต้ซง
มือหนึ่งถือปล้องยาสูบ อีกมือไพล่หลัง ยิ้มพลางกล่าวว่า
“มาเถิด เจ้าเริ่มได้เลย ไม่ต้อง ‘ไว้หน้า’”
คนผู้นี้โผล่มาจากที่ใดกัน? เปลือกตาของไต้ซงกระตุก แต่เขาก็เต็มไปด้วยความโกรธ อดไม่ได้ที่จะหัวเราะเยาะอย่างโกรธเกรี้ยวพลางกล่าวว่า
“ดีมาก ไม่คิดเลยว่าเพียงแค่ตระกูลลู่เล็ก ๆ กลับกล้าท้าทายข้า…”
เหล่าเกากระโดดลุกขึ้นมา แล้วตบไปที่ใบหน้าของไต้ซงด้วยฝ่ามือเดียว
“มา ‘ไม่ไว้หน้า’ ขาเดี๋ยวนี้”
เสียงตบดังสนั่น
ไต้ซงเห็นดาวระยิบระยับไปหมด ล้มทรุดลงนั่งยองบนพื้น แก้มบวมแดง
“เจ้า… เจ้ากล้าดียังไง!”
ลู่เถิงร้องออกมาด้วยความตกใจ
เหล่าเกาหัวเราะและชายตามองลู่เถิงเล็กน้อย
“ถ้าไม่อยากตาย ก็หุบปากซะ”
เหล่าเกาคว้าคอของไต้ซงไว้ด้วยมือเดียวแล้วยกขึ้น
“ข้าตบเจ้าไปแล้วหนึ่งทีเหตุใดเจ้าจึงไม่ตอบโต้?”
ไต้ซงมีพลังลมปราณพลุ่งพลานไปทั่วราง ดิ้นรนอย่างรุนแรง แต่กลับพบด้วยความตกตะลึงว่าเขาไม่สามารถหลุดพ้นได้เลย
กลับกลายเป็นว่าตัวเขากำลังจะขาดอากาศหายใจ หายใจลำบาก ใบหน้าเริ่มแดงก่ำจากการกลั้นหายใจ
“ให้เจ้า ‘ไม่ไว้หน้า’ ข้า แต่เจ้ากลับ ‘ไว้หน้า’ ข้าแทนอย่างนั้นหรือ?”
เพียะ!
เหล่าเกาตบหน้าของไต้ซงอย่างแรงอีกครั้ง จนใบหน้าของอีกฝ่ายบวมแดงราวกับหัวหมู่
ลู่เถิงและลู่ชิงตกตะลึง ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น
นั่นคือไต้ซง ผู้เป็นผู้อาวุโสนอกสำนักของสำนักเต๋าหลิงซู เป็นปรมาจารย์ยุทธแห่งโลกมนุษย์ผู้ที่ก้าวเข้าสู่ขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์มาหลายปีแล้ว!
แล้วเหตุใดจึงถูกซ้อมจนไร้ทางต่อสู้เลยเช่นนั้น?
เวิงอวี่ชิวดวงตาวาววับ เผยสีหน้าครุ่นคิด
ฉินอู๋ซางและเซี่ยหลิงชิวต่างถูกส่งออกไปล่วงหน้าแล้ว ใครเล่าจะคาดคิดว่าตระกูลลู่จะยังซ่อนยอดฝีมือเช่นนี้ไว้อีก?
“คุณชายลู่ คนผู้นี้ช่าง ‘ไว้หน้า’ เกินไปนัก ข้าตบเขาแล้วแต่เขายังไม่ตอบโต้เลย”
เหล่าเกาหันหน้าไปมองลูเยี่ย
“แล้วพวกเราจะทำเช่นไรดีเล่า?”
“ช่างเถิด”
ลูเยี่ยครุ่นคิดว่า
“ถึงอย่างไรก็เป็นคนของสำนักเต๋าหลิงซู พวกเราต้องให้ความเคารพ”
“เคารพอย่างไรหรือ?”
เหล่าเกาถามด้วยความอ่อนน้อม
ลูเยี่ยกล่าว
“เพียงแค่ตัดศีรษะเขาก็พอ”