บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 126 อวินเปยเฉินมาแล้ว!
บทที่ 126 อวินเปยเฉินมาแล้ว!
“ท่านผู้อาวุโสและคุณชายลู่โปรดวางใจ ผู้น้อยจะไม่ปิดบังสิ่งใดเลย!”
เซียงอวินเทียนทุบอกรับประกัน เกือบจะถึงขั้นสาบานแล้ว
หลังจากนั้น เขาไม่เพียงแต่ให้ความร่วมมือเท่านั้น แต่ยังให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ ถึงขั้นเปิดเผยความลับทั้งหมดขององค์ชายใหญ่
ไม่นาน ลู่เยี่ยก็เข้าใจว่า ในบรรดาองค์ชายทั้งหลายของต้าเฉียน องค์ชายใหญ่เซียงฉางลวี่ไม่ได้เป็นที่โปรดปรานแต่อย่างใด
มารดาผู้ให้กำเนิดของพระองค์เป็นเพียงพระสนมที่ไม่ได้รับความโปรดปราน ตั้งแต่เด็กก็ไม่เป็นที่รักใคร
นอกจากนี้ พระองค์ยังมีนิสัยเงียบขรึม พูดน้อย พรสวรรค์ในการฝึกฝนก็อยู่ในระดับปานกลาง เมื่อเทียบกับองค์ชายองค์อื่น ๆ แล้วก็ช่างดูธรรมดาเกินไป
ในราชวงศ์เซียง คนส่วนใหญ่ไม่ให้ความสนใจองค์ชายใหญ่
ส่วนสาเหตุที่องค์ชายใหญ่และองค์ชายสามเป็นศัตรูกัน ก็เพราะพานหลานอวินมารดาขององค์ชายสาม เคยดูถูกและทำร้ายมารดาขององค์ชายใหญ่มาหลายครั้ง!
นอกจากนี้ ยังมีความแค้นและบุญคุณอีกมากมายระหว่างพวกเขาทั้งสอง
ลู่เยี่ยไม่สนใจเรื่องไร้สาระเหล่านี้
สิ่งที่ทำให้เขาสนใจคือ ในสายตาของเซียงอวินเทียน องค์ชายใหญ่เป็นเพียงคนไร้ค่าที่ไม่เป็นที่โปรดปราน ซึ่งแตกต่างจากองค์ชายใหญ่ที่เวิ่งอวี่ชิวบรรยายไว้อย่างสิ้นเชิง!
ลู่เยี่ยเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้ให้เซียงอวินเทียนฟัง
หลังจากฟังจบ เซียงอวินเทียนตะลึงไปครู่หนึ่ง แล้วจึงกล่าวว่า “เด็กหนุ่มคนนี้ช่างซ่อนความสามารถไว้ลึกเหลือเกิน! พวกคนจากราชวงศ์เซียงทั้งหมดต่างประเมินเขาต่ำเกินไป”
ลู่เยี่ยถอนหายใจ “นี่แหละคือท่าทีของการทำตัวเป็นหมูเพื่อหลอกกินเสือที่แท้จริง! ต้องยอมรับว่า ข้ายิ่งมองแล้วยิ่งชอบคนผู้นี้”
ในช่วงเวลานี้ ลู่เยี่ยได้ตัดสินใจแล้ว
ยามดึก
ลู่เยี่ยได้ตามหาพี่ใหญ่ แล้วเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้ให้ฟังทีละเรื่อง
ในที่สุดเขาก็เอ่ยว่า “พี่ใหญ่ ข้าตัดสินใจที่จะตอบรับและร่วมมือกับองค์ชายใหญ่”
ลู่เซียวไม่ได้คัดค้าน เพียงแต่เอ่ยเตือนว่า “คนผู้นี้เก็บงำความสามารถมาหลายปี มีอุบายที่ลึกซึ้ง เจ้าต้องระวังไม่ให้ถูกหลอกเอาได้”
ลู่เยี่ยหัวเราะพลางกล่าว “หากเขากล้าหลอกข้า ก็จะมีจุดจบเช่นเดียวกับองค์ชายสามเท่านั้น”
หยุดไปครู่หนึ่ง เขากล่าวต่อว่า “อย่างไรก็ตาม ข้าก็ไม่ได้คาดหวังว่าเขาจะสามารถปกป้องคุ้มครองตระกูลลู่ของพวกเราได้จริงๆ”
ลู่เซียวถามว่า “เจ้ามีแผนการอื่นอีกหรือ?”
ลู่เยี่ยพยักหน้า “ข้าตัดสินใจที่จะทำตามคำแนะนำของท่านลุงฉิน ไปที่สำนักกระบี่เก้าสวรรค์เพื่อเป็นบุตรศักดิ์สิทธิ์ก่อน”
“หากเป็นเช่นนั้น แม้แต่ราชวงศ์เซียงก็ไม่กล้าทำอะไรตระกูลลู่ของพวกเราอย่างง่ายดาย”
ลู่เยี่ยมีแววตาลุ่มลึก “ข้าได้คิดไว้แล้ว ตอนนี้สิ่งที่ข้าขาดมากที่สุดคือเวลาในการเพิ่มความแข็งแกร่ง และที่สำนักกระบี่เก้าสวรรค์ขาสามารถเพิ่มความแข็งแกร่งได้อย่างรวดเร็ว!”
การฝึกฝนในสำนักชั้นสูงเท่านั้น จึงจะได้รับทรัพยากรในการฝึกฝนที่ไม่สามารถหาได้ในโลกมนุษย์
สำนักกระบี่เก้าสวรรค์เป็นตัวเลือกที่ดีอย่างไม่ต้องสงสัย
นอกจากนี้…
ลู่เยี่ยก็ต้องการไปพบกับคู่หมั้นที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วแผ่นดินของตนสักครั้ง
แผนการเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากความหุนหันพลันแล่น
บัดนี้ในเมืองเทียนเหอ ศัตรูอย่างตระกูลหลี ตระกูลฟาง และจวนเจ้าเมืองต่างก็ถูกกวาดล้างไปแล้ว
ส่วนตระกูลพานนั้นมีตระกูลฉินคอยคุมเชิงอยู่
และภัยคุกคามที่มาจากราชวงศ์เซียงนั้น ก็มีองค์ชายใหญ่เป็นผู้จัดการ
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีเฒ่าจ้าวและเหล่าเกาคอยปกป้องตระกูลลู่อย่างเงียบ ๆ ในช่วงสั้น ๆ จึงไม่จำเป็นต้องกังวลว่าจะเกิดภัยพิบัติใด ๆ
สามวันต่อมา
หลังจากที่เวิ่งอวี่ชิวได้รับคำตอบที่แน่ชัดจากลู่เยี่ยแล้ว เขาก็มอบป้ายชิ้นหนึ่งให้กับลู่เยี่ย
ป้ายนี้เป็นสิ่งแทนตัวขององค์ชายใหญ่เซียงฉางลวี่ จารึกไว้ด้วยข้อความว่า ‘ประหนึ่งข้ามาด้วยตนเอง!’
ด้วยป้ายชิ้นนี้ เสมือนเป็นทูตขององค์ชายใหญ่ มีประโยชน์อย่างมากในโลกมนุษย์ของต้าเฉียน
เพราะเมืองใหญ่ ๆ ทั้งสิบสี่ของต้าเฉียน แต่ละเมืองใหญ่ล้วนมีจวนเจ้าเมือง สามจวนที่ว่าการ และหน่วยงานอื่น ๆ ขึ้นตรงต่อราชสำนักต้าเฉียน
ลู่เยี่ยไม่ได้ปฏิเสธ
เวิ่งอวี่ชิวจากไปในวันเดียวกันนั้น
ในวันเดียวกันนั้น ลู่เยี่ยก็ได้มอบหมายให้เหล่าเกาไปทำเรื่องหนึ่ง
พาพี่น้องพานอิงชิวและพานอวินเฟิงทั้งสองไปยังชางโจว แล้วส่งมอบให้ฉินอูซางจัดการ
ตระกูลพานและตระกูลฉินเปิดศึกกัน ลู่เยี่ยไม่สามารถช่วยอะไรได้ในตอนนี้ แต่สามารถส่งตัวประกันสองคนให้กับฉินอูซางได้!
นอกจากนี้ ลู่เยี่ยยังเขียนจดหมายฉบับหนึ่ง ให้เหล่าเกานำไปมอบให้ฉินอูซาง
ส่วนที่เหลือ ก็คือการรอคอย
ในห้อง
‘สิ้นเปลืองหินวิญญาณพวกนั้นไปเปล่า ๆ ถึงแม้จะทิ้งลงแม่น้ำก็ยังมีเสียงดังบ้าง แต่เอาไปป้อนให้ผังดาบเก้าคุมขังกิน ก็เหมือนกับโยนซาลาเปาไส้เนื้อให้สุนัขกิน!’
ลู่เยี่ยที่กำลังนั่งสมาธิฝึกฝนบ่นในใจ
ก่อนหน้านี้ที่เทือกเขาเฉียนเฟิง เพื่อจะปลุกผังดาบเก้าคุมขัง เขาแทบจะใช้หินวิญญาณระดับสูงที่มีอยู่บนตัวไปจนหมดเกลี้ยง
ตอนนี้นึกขึ้นมาก็ยังรู้สึกเจ็บใจไม่หาย
“ยังดีที่ความก้าวหน้าของพลังบำเพ็ญยังถือว่าไม่เลว…”
ในช่วงไม่กี่วันมานี้ ลู่เยี่ยไม่เคยหย่อนยานเลยแม้แต่น้อย ตราบใดที่มีเวลาก็จะฝึกฝนทันที
ภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน พลังบำเพ็ญของเขาก็มีความก้าวหน้าอย่างเห็นได้ชัด
สำหรับเรื่องนี้ ลู่เยี่ยก็พอใจมากแล้ว
เพียงแค่เรื่องเดียวที่ทำให้ลู่เยี่ยรู้สึกปวดหัว นั่นก็คือมันสิ้นเปลืองเงินเหลือเกิน!
สาเหตุก็คือเขามีรากฐานที่แข็งแกร่งเกินไป
เคล็ดวิชาลับขอบเขตตำหนักวิญญาณก็ได้รับการพัฒนาให้สมบูรณ์ด้วย ‘เคล็ดวิชาแปลงต้นกำเนิด’ และ ‘เคล็ดวิชาปูเชวี่ย’
จนกระทั่งเวลาฝึกฝน มักจะต้องใช้ทรัพยากรในการฝึกฝนเป็นสิบเท่าหรือร้อยเท่า
ทั้งที่หลังจากสังหารองค์ชายสามและคนเหล่านั้น ทำให้ลู่เยี่ยได้รับของริบจำนวนมาก ในระยะเวลาสั้น ๆ จึงไม่ต้องกังวลเรื่องนี้
ลู่เยี่ยคำนวณดูแล้ว ด้วยทรัพย์สินที่เขามีอยู่ในตอนนี้ น่าจะยังสามารถประทังได้ประมาณสามเดือน
‘ต้องไปที่สำนักกระบี่เก้าสวรรค์ให้ได้!’
ลู่เยี่ยคิดในใจ
เจ็ดสำนักใหญ่แห่งต้าเฉียนล้วนแยกตัวออกจากโลกภายนอก แต่ละสำนักต่างมีดินแดนศักดิ์สิทธิ์อันเป็นสวรรค์บนดิน รวมถึงทรัพยากรในการฝึกฝนที่ไม่อาจพบเห็นได้ในโลกภายนอก!
หากสามารถเข้าไปฝึกฝนในนั้นได้ จะต้องกังวลเรื่องขาดแคลนทรัพยากรฝึกฝนไปทำไม?
“หัวใจสำคัญของการฝึกฝน คือ ทรัพย์สิน สหายร่วมทาง หลักคำสอน และสถานที่ การปิดประตูฝึกฝนอยู่ในโลกภายนอกนั้น สุดท้ายแล้วย่อมไม่สำเร็จ”
ลู่เยี่ยครุ่นคิด “ตรงกันข้าม ในสำนัก ข้าสามารถใช้โอกาสต่าง ๆ เพื่อขัดเกลาตัวเอง หล่อหลอมมหาวิถีของข้า”
“ข้าอยากจะดูว่า สำนักกระบี่เก้าสวรรค์นั้นมีคู่ต่อสู้ที่คู่ควรกับข้าอยู่มากน้อยเพียงใด”
“และด้วยพลังบำเพ็ญของข้าในตอนนี้ ข้าจะสามารถคว้าตำแหน่งบุตรศักดิ์สิทธิ์ของสำนักกระบี่เก้าสวรรค์มาได้หรือไม่…”
สองวันต่อมา
“คุณชายลู่ ทางตระกูลฉินได้คลี่คลายวิกฤตจากตระกูลพานแล้ว แต่ทั้งสองตระกูลยังคงต่อสู้กันอยู่ ประมุขตระกูลฉินจึงไม่สามารถปลีกตัวได้ชั่วคราว”
เหล่าเกากลับมาจากชางโจว “เดิมทีข้าตั้งใจจะอยู่ช่วยเหลือ แต่ประมุขตระกูลฉินปฏิเสธ เขาต้องการจัดการกับตระกูลพานด้วยตัวเอง เพื่อระบายความแค้นให้สาสม”
หลังจากหยุดไปครู่หนึ่ง เหล่าเกากล่าวว่า “นอกจากนี้ ประมุขตระกูลฉินได้ส่งจดหมายถึงเวินชิวเจวี่ยเจ้าสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ เพื่อแนะนำให้ท่านไปฝึกฝนที่สำนักกระบี่เก้าสวรรค์”
ลู่เยี่ยพยักหน้า หยิบสุราหนึ่งไหส่งให้เหล่าเกา “ท่านเหนื่อยแล้ว”
เหล่าเกายิ้มกว้าง “แค่ทำงานเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น ไม่นับเป็นอันใดหรอก”
จากนั้นเหล่าเกาก็กล่าวว่า “อ้อใช่ ประมุขตระกูลฉินได้จัดเตรียมคนมายังเมืองเทียนเหอแล้ว ว่ากันว่าพวกเขาจะมาร่วมเดินทางไปยังสำนักกระบี่เก้าสวรรค์กับคุณชายลู่”
ลู่เยี่ยถอนใจกล่าวว่า “ท่านลุงฉินช่างมีน้ำใจจริง ๆ”
เจ็ดสำนักใหญ่แห่งต้าเฉียนอยูเหนือโลกมนุษย์ หากไม่มีผู้นำทาง ย่อมไม่มีทางหาตำแหน่งที่ตั้งของสำนักเหล่านี้ได้
เวลาผ่านไปเพียงแค่หนึ่งวัน
ลู่เยี่ยก็ได้รับจดหมายฉบับหนึ่งจากเจ้าสำนักสำนักเตาหลิงซู
มีเพียงประโยคเดียว ‘สำนักเตาหลิงซูไม่สนใจที่จะเล่นงานแค่ตระกูลลู่เล็ก ๆ แต่เจ้าลู่เยี่ยระวังตัวไว้ให้ดี!’
ลงนามในจดหมายคือ ‘ต้วนซิงเฟิง’ นามของเจ้าสำนักเตาหลิงซู!
ท้ายจดหมายยังประทับตราหยกของเจ้าสำนักเตาหลิงซูอีกด้วย
หลังจากอ่านจบ ลู่เยี่ยกลับหัวเราะออกมา
เห็นได้ชัดว่า กิตติศัพท์ความเกรงขามของท่านอารองยังคงหลงเหลืออยู่ แม้แต่สำนักเตาหลิงซูก็ยังคงรู้สึกเกรงใจ ไม่กล้าเปิดหน้าศึกออกมาเล่นงานตระกูลลู่อย่างโจ่งแจ้ง
และสำหรับลู่เยี่ยแล้ว แค่สำนักเตาหลิงซูไม่ได้มุ่งเป้าเล่นงานตระกูลลู่ก็เพียงพอแล้ว
ส่วนเรื่องที่จะเล่นงานตัวนาง… คงต้องดูกันว่าสำนักเตาหลิงซูมีความสามารถมากแค่ไหน!
อีกหนึ่งวันผ่านไป คนที่จะมารับลู่เยี่ยไปยังสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ก็มาถึงแล้ว
คนหนึ่งเป็นคนคุ้นเคยเก่า หลิวจิน อีกคนเป็นชายหนุ่มในอาภรณ์สีขาวดุจหิมะ รูปโฉมงดงาม
ชายหนุ่มเอามือไพล่หลัง บุคลิกโดดเด่น ท่วงท่าสง่างามดุจเทพเซียน
เพียงแต่สีหน้าเย็นชาเกินไป ทุกการเคลื่อนไหวเผยให้เห็นความเย็นชาเหมือนคนที่แยกตัวจากโลก
“ลู่เยี่ย นี่คือคุณชายอวินเปยเฉิน มาจากตระกูลโบราณตระกูลอวินแห่งเวยซาน จากโลกเบื้องบน”
สายตาของหลิวจินเย็นชา “คราวนี้ คุณชายอวินจะเดินทางไปสำนักกระบี่เก้าสวรรค์พร้อมกับพวกเรา”
เมื่อได้พบกับลู่เยี่ยอีกครั้ง ในใจของหลิวจินเหลือเพียงความผิดหวัง ไม่มีความรู้สึกดี ๆ หลงเหลืออยู่อีก
ทั้งหมดนี้เป็นเพราะว่า ในคราวก่อนระหว่างการล่าสัตว์ในฤดูใบไม้ผลิที่เขาไปเยือน ลู่เยี่ยได้สร้างความประทับใจที่เลวร้ายให้กับนางมาก!