บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 127 พบเจอข้า นับว่าเจ้าโชคร้าย
บทที่ 127 พบเจอข้า นับว่าเจ้าโชคร้าย
หลิวจินเคยประเมินลู่เยี่ยต่อหน้าฉินอูซางว่า ‘มีนิสัยวู่วาม ทำอะไรหุนหันพลันแล่น หากไม่ได้รับการขัดเกลามากพอ ก็ยากที่จะประสบความสำเร็จได้!’
คราวนี้ หากไม่ใช่เพราะอวินเปยเฉินก็จะเดินทางไปสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ด้วย หลิวจินคงไม่อยากพบหน้าลู่เยื่ออีกเลย
ลู่เยี่ยรู้สึกได้ถึงความห่างเหินและเย็นชาที่หลิวจินมีต่อตน แต่กลับไม่สนใจเลยสักนิด
ตรงกันขาม ที่มาของชายหนุ่มอาภรณ์สีขาวต่างหากที่ทำให้เขาสนใจขึ้นมา
“คุณชายอวินมาจากโลกเบื้องบนหรือ?”
ลู่เยี่ยเดินเข้าไปหาอย่างกระตือรือร้น ยิ้มพลางกล่าวว่า “ชื่อเสียงของตระกูลอวินแห่งเวยซานข้าได้ยินมานานแล้ว!”
ชายหนุ่มอาภรณ์สีขาวชะงักไปเล็กน้อย “เจ้าเคยได้ยินเกี่ยวกับตระกูลของข้าหรือ?”
หลิวจินขมวดคิ้วกล่าวว่า “ลู่เยี่ย ต่อหน้าคุณชายอวิน เจ้าควรจะรู้จักที่ต่ำที่สูงบ้าง อย่าได้โอ้อวดพูดจาเกินจริง มันทำให้คนรู้สึกว่าเจ้าเป็นคนเบาปัญญาเท่านั้น!”
คนผู้นี้เพิ่งเคยพบคุณชายอวินเป็นครั้งแรก เกิดและเติบโตในโลกมนุษย์ธรรมดา เขาจะไปรู้จักตระกูลโบราณแห่งเวยซานในโลกเบื้องบนได้อย่างไร และจะ “ได้ยินชื่อเสียงมานานแล้ว!” ได้อย่างไร?
เห็นได้ชัดว่าพูดโกหกตาใส ช่างเสแสร้งเสียจริง!
ลู่เยี่ยเหลือบมองไปที่หลิวจิน หญิงสาวคนนี้มีอคติต่อตนเองมากเหลือเกิน
“ช่างเถอะ ไม่พูดเรื่องพวกนี้แล้ว”
กระนั้น เห็นอวินเปยเฉินในอาภรณ์สีขาวดุจหิมะส่ายหน้าเบา ๆ “แม้ข้าจะมาจากโลกเบื้องบน แต่ข้าไม่เคยยินดีที่จะกระทำการใดในนามของตระกูลของตนเอง”
จากนั้น เขามองลู่เยี่ยแล้วกล่าวว่า “ตอนมาที่นี่ ท่านลุงเขยได้เคยบอกข้าว่า เจ้าเป็นผู้มีพรสวรรค์ที่มีอุปนิสัยโดดเด่นไม่เหมือนใคร ข้าไม่อยากให้เจ้าเป็นเหมือนคนอื่นที่ต่ำช้าน่ารังเกียจ”
เมื่อกล่าวจบ เขาก็เดินจากไปทางที่ห่างไกล
หลิวจินรีบถามว่า “คุณชายอวิน ท่านจะไปที่ใด?”
“ยามเย็นอาบแสงอาทิตย์อัสดง แสงอัสดงสุดท้ายของวัน ในบรรยากาศเช่นนี้ ข้าควรหาสุราไหหนึ่ง ยืนอยู่บนยอดกำแพงเมืองเพียงลำพัง ดื่มสุราชมทิวทัศน์ ทอดสายตาลงไปมองความวุ่นวายของโลกมนุษย์ และรอคอยความมืดของราตรีกาลที่กำลังมาเยือน”
อวินเปยเฉินในอาภรณ์สีขาวพลิ้วไหวเดินจากไปอย่างสง่างาม
“พวกเจ้าไม่ต้องสนใจข้า เมื่อถึงเวลาออกเดินทางไปยังสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ข้าจะมาพบพวกเจ้าเอง”
เสียงยังคงก้องกังวาน แต่อวินเปยเฉินได้หายตัวไปในถนนที่พลุกพล่านแล้ว
หลิวจินเผยความรู้สึกประหลาดในดวงตา พลางพึมพำว่า “คุณชายอวินช่างแตกต่างจากผู้ฝึกตนในโลกมนุษย์จริง ๆ ราวกับเซียนที่ลงมาจุติ เพื่อท่องโลกมนุษย์”
ลู่เยี่ยคิดในใจว่า ให้ตายเถอะ นี่ก็ยังชมเชยได้อีกหรือ? เหตุใดข้าถึงรู้สึกว่าคนผู้นั้นชอบวางท่าเหลือเกิน?
“เจ้าไปเตรียมตัวเถิด ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนนัก อย่างไรเสีย คุณชายอวินก็ยังต้องการดื่มสุราและชื่นชมทิวทัศน์อยู่”
หลิวจินเมื่อเผชิญหน้ากับลู่เยี่ย สีหน้าของนางก็เปลี่ยนเป็นเย็นชาทันที
ลู่เยี่ยไม่สนใจจะคิดมาก
เขาไปพบพี่ใหญ่ลู่เซียวหนึ่งครั้งก่อน จากนั้นจึงไปหาเหล่าเกาและเฒ่าจ้าว
“การเดินทางของข้าไปสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ในครั้งนี้ คงไม่กลับมาในระยะเวลาอันสั้น พี่ชายทั้งสองโปรดช่วยดูแลตระกูลลู่ให้ข้าด้วย”
เหล่าเกายิ้มกว้างกล่าวว่า “ท้องฟ้ากว้างใหญ่ให้นกโบยบิน คุณชายลู่สามารถไปแสดงความสามารถได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องกังวลเรื่องเบื้องหลัง ชีวิตแก่ ๆ ของข้าจะอยู่ร่วมเป็นตายกับตระกูลลู่!”
เฒ่าจ้าวกล่าวอย่างไร้อารมณ์ว่า “ข้าก็เช่นกัน”
ลู่เยี่ยยิ้มพลางประสานมือคำนับ
หลังจากนั้นเขาก็ไปพบกับหลิวจิน แล้วนั่งรถม้าที่ลากโดยสัตว์อสูรหลินโลหิตเพื่อมุ่งหน้าไปยังประตูเมือง
ท้องฟ้ามืดแล้ว บนท้องฟ้ามีดวงดาวประปราย แสงไฟนับหมื่นดวงในเมืองสว่างไสว
บนกำแพงเมือง อวินเปยเฉินในอาภรณ์สีขาวดั่งหิมะยืนอยู่ท่ามกลางสายลมยามค่ำคืน เสื้อคลุมของเขาพลิ้วสะบัดในสายลม
เขามองลงไปยังภาพอันคึกคักของแสงโคมที่ทอดยาวราวกับมังกรในเมือง ความรู้สึกสะท้อนใจผุดขึ้นมาอย่างไมอาจห้าม “กลิ่นอายแห่งชีวิตผู้คน ช่างปลอบประโลมหัวใจคนเราจริง ๆ!”
กล่าวจบ เขาเงยหน้าดื่มสุราในไหจนหมด เหยียบเท้าเบา ๆ ก่อนจะลอยลงมาตรงหน้ารถม้าที่ลู่เยี่ยและหลิวจินนั่ง
“ข้าตัดสินใจแล้ว พวกเราจะเดินทางไปยังสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ด้วยการเดินเท้า!”
อวินเปยเฉินกล่าว “ถือโอกาสนี้ ข้าต้องการใช้เท้าของข้าสำรวจโลกมนุษย์นี้ และเพลิดเพลินกับชีวิตทางโลกอย่างเต็มที่”
กล่าวจบ เขาก็ไม่ถามความเห็นของลู่เยี่ยและหลิวจิน ก้าวเท้าใหญ่มุ่งหน้าออกไปนอกประตูเมือง
หลิวจินอึ้งไปชั่วขณะ แล้วกล่าวอย่างยินดี “คุณชายอวินช่างมีอารมณ์สุนทรีย์จริง ๆ! ข้าจะไปเป็นเพื่อนท่าน!”
นางลงจากรถม้าในทันที แล้วเดินตามไป
ลู่เยี่ยพูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ ดึกดื่นปานนี้จะเดินเท้าลำบากลำบนอย่างนั้นหรือ? สมองมีน้ำแล้วหรือไร!
เขาจึงขับรถม้าตามไป
เบื้องหลัง ประตูเมืองเทียนเหอค่อย ๆ ห่างไกลออกไป แล้วกลายเป็นภาพพร่าเลือนในความมืดของราตรี
ลู่เยี่ยไม่เคยเหลียวหลังกลับไปมอง มิใช่ครั้งแรกที่ต้องจากบ้านเกิดเมืองนอน ออกเดินทางสู่ดินแดนไกล เด็กหนุ่มไม่รู้สึกอาลัยอาวรณ์ ในใจมีเพียงความคาดหวังต่อมหาวิถี
เพียงแต่เมื่อนึกถึงพี่ใหญ่ ถึงจะรู้สึกหดหู่อยู่บ้าง
ผ่านไปเพียงวันเดียว ลู่เยี่ยก็เริ่มทนกับอวินเปยเฉินไม่ไหวแล้ว
คนผู้นี้สมองมีปัญหาอย่างแท้จริง
เหมือนเมื่อคืนดึก ๆ เขาบอกว่าอยากเดินทางด้วยเท้า วัดขนาดความกว้างใหญ่ของโลก แต่ผลคือเพียงแค่ครึ่งชั่วโมงก็เปลี่ยนใจแล้ว หันหลังกลับไปขึ้นรถม้า
และยังบอกอีกว่า ‘ออกเดินทางด้วยความตื่นเต้น กลับมาด้วยความพึงพอใจ การได้หลับใหลฝันใหญ่บนรถม้าก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย’
และเพียงแค่สองชั่วโมงต่อมา คนผู้นี้ก็ลุกขึ้นอีกครั้งอย่างกะทันหัน บอกว่าอยากไปชื่นชมแสงอาทิตย์ยามรุ่งอรุณของโลกมนุษย์ธรรมดา
และจากนั้นก็ลุกขึ้นเดินจากไป
ทำให้ลู่เยี่ยต้องรออยู่ที่เดิมจนฟ้าสาง เจ้าตัวแสบนั่นจึงกลับมาด้วยสีหน้าผิดหวังและกล่าวเพียงว่า “ทิวทัศน์พระอาทิตย์ขึ้นในโลกมนุษย์ ก็แค่นั้นเอง”
และยังไม่จบแค่นั้น หลังจากนั้นระหว่างเดินทาง เจ้าตัวแสบนั่นทั้งเข้าเมืองไปซื้อสุรา ทั้งไปฟังเพลงที่หอนางโลม เมื่อมีอารมณ์คึกคักก็เชิญนางโลมหลายคนมาล่องเรือในทะเลสาบด้วยกัน…
ตลอดการเดินทาง ไม่ว่าจะทำอะไร ล้วนทำตามอำเภอใจ ไม่เคยปรึกษาใครเลย พูดจะไปก็ไปเลย
เขาเป็นผู้ที่เรียบง่ายสบาย ๆ แต่กลับทำให้ลู่เยี่ยเกือบจะทนไม่ไหวแล้ว
หากเดินทางแบบหยุด ๆ ไป ๆ เช่นนี้ ยังไม่รู้เลยว่าจะไปถึงสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ได้เมื่อใด
“ข้าขอไปสำนักกระบี่เก้าสวรรค์เองดีกว่า พวกเจ้าสามารถไปเที่ยวเล่นชมภูเขาลำธาร สนุกสนานในโลกมนุษย์ได้ตามใจ”
เป็นเวลาค่ำของวันที่สองแล้ว ท่ามกลางป่าเขาแห่งหนึ่ง ลู่เยี่ยตรงไปตรงมา ไม่อยากเสียเวลาเดินทางกับอวินเปยเฉินอีกต่อไป
หลิวจินขมวดคิ้วกล่าวว่า “คุณชายอวินเพิ่งลงมาจากโลกเบื้องบนสู่โลกมนุษย์ การได้เดินทางร่วมกับเขานั้นเป็นบุญวาสนาที่ผู้อื่นหาไม่ได้! แต่เจ้ากลับมารังเกียจเสียอย่างนั้น”
“อย่าพูดเช่นนั้น” อวินเปยเฉินโบกมือแล้วกล่าวว่า “จิตใจของข้ากับลู่เยี่ยไม่เหมือนกัน เขาจึงไม่สามารถเข้าใจความสุขของข้าได้ เรื่องนี้ข้าเข้าใจ”
กล่าวจบ เขาตบไหล่ลู่เยี่ยพลางถอนหายใจกล่าวว่า “โลกนี้มีความงามอันยิ่งใหญ่ที่มิอาจบรรยายได้ เฉกเช่นมหาวิถีที่ซ่อนอยู่ในความว่างเปล่า พลังบำเพ็ญของเจ้ายังไม่เพียงพอ เจ้าจึงยังไมอาจเข้าใจ ข้าไม่โทษเจ้าหรอก”
ลู่เยี่ย “…”
ต้องยอมรับว่า เขารู้สึกเคารพอวินเปยเฉินอยู่บ้าง เจ้าคนผู้นี้ช่างทำตัวหยิ่งผยองอยู่ทุกเวลา ราวกับว่าหากไม่วางท่าแล้วจะรู้สึกไม่สบายตัวไปทั้งร่าง!
ในขณะนั้นเอง ก็มีแสงวาบหนึ่งพุ่งมาจากระยะไกล เพียงชั่วพริบตา แสงนั้นก็มาหยุดอยู่ไม่ไกลจากลู่เยี่ยและคนอื่น ๆ
ผู้มาเยือนเป็นชายวัยกลางคนสวมอาภรณ์สีฟ้า สะพายดาบยาวไว้ด้านหลัง
เมื่อมาถึง สายตาของเขาเปล่งประกายวาบดุจสายฟ้า จ้องตรงไปที่ลู่เยี่ยทันที “ลู่เยี่ย ในที่สุดข้าก็หาเจ้าพบ ตามข้าไปสำนักเตาหลิงซูสักหน่อยเถิด!”
เสียงดังขึ้นพร้อมกับแรงกดดันอันเยือกเย็นน่าสะพรึงกลัวที่ตรึงเป้าหมายไปที่ลู่เยี่ยอย่างแน่นหนา
ในเวลาเดียวกัน ชายวัยกลางคนอาภรณ์สีฟ้าชำเลืองมองหลิวจินและอวินเปยเฉินแวบหนึ่ง น้ำเสียงเย็นชา “ขอแนะนำให้ท่านอย่ายุ่งเกี่ยวดีกว่า มิฉะนั้น อย่าหาว่าดาบไม่มีตา”
คนจากสำนักเตาหลิงซูหรือ?
ลู่เยี่ยเลิกคิ้ว เมื่อสองวันก่อน เขาเพิ่งได้รับจดหมายที่เขียนด้วยลายมือของต้วนซิงเฟิงเจ้าสำนักเตาหลิงซู วันนี้การแก้แค้นก็มาถึงประตูบ้านแล้วงั้นหรือ?
หลิวจินมีสีหน้ามืดขรึมลงเล็กน้อย “เจ้าช่างสร้างปัญหาจริงๆ ไปสร้างเรื่องกับสำนักเตาหลิงซูตั้งแต่เมื่อใดกัน?”
นางโกรธจริง ๆ เมื่อมีเหตุวิกฤติถึงชีวิตเช่นนี้เกิดขึ้น นางก็ต้องมาช่วยลู่เยี่ยคลี่คลายอีกแล้ว จะไม่หงุดหงิดได้อย่างไร?
ยังไม่ทันที่ลู่เยี่ยจะพูดอะไร อวินเปยเฉินก็ถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่งทันที
เห็นเขาสะบัดอาภรณ์สีขาวดุจหิมะ ยกคางขึ้นเล็กน้อย มองชายวัยกลางคนอาภรณ์สีฟ้าด้วยสีหน้าเย็นชา แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงราวกับว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยว่า
“พบเจอข้าเข้า นับว่าเจ้าโชคร้าย เพราะในสายธารแห่งกาลเวลานั้น จะมีโครงกระดูกแห่งไร้ค่าเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งแล้ว”
ชายวัยกลางคนอาภรณ์สีฟ้าถึงกับตกตะลึง ยกมือขยี้หูโดยไม่รู้ตัว ราวกับสงสัยว่าตนได้ยินผิดไป
ลู่เยี่ยนวดคิ้วด้วยความเซ็ง ให้ตายเถอะ เจ้าคนผู้นี้เริ่มเข้าโหมดวางท่าอีกแล้ว
มีเพียงหลิวจินเท่านั้นที่ดวงตาเป็นประกาย ท่วงท่าของอวินเปยเฉินในยามนี้ ทำให้นางรู้สึกประทับใจอย่างยิ่ง!