บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 129 สำนักกระบี่เก้าสวรรค์
พวกเขาดื่มสุราจนท้องฟ้าสว่างจ้าแล้ว รถม้าเดินทางมาถึงเมืองแห่งหนึ่ง หลิวจินไปหาคนเพื่อส่งมอบหยกบันทึกภาพ ส่วนอวินเปยเฉินกำลังหลับใหลอย่างเป็นสุข
เมื่อคืนเขาดื่มหนักไปหน่อย เมามายจนไม่รู้สึกตัว จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ตื่น
‘เจ้าคนผู้นี้นอกจากความโอ้อวดวางท่าจนทำให้คนทนไม่ไหวแล้ว นิสัยเวลาดื่มสุราและนิสัยส่วนตัวก็ไม่เลวนัก’ ลู่เยี่ยคิดในใจ
เมื่อคืนหลังดื่มสุรา ทำให้เขาได้รู้เรื่องบางอย่างจากปากของอวินเปยเฉิน
ที่แท้ครั้งนี้อวินเปยเฉินเดินทางมาจากดินแดนหลิงชางสู่โลกมนุษย์ ก็เพื่อมารับฉินชิงหลีไปยังตระกูลอวินแห่งเวยซาน เพื่อให้ได้พบกับมารดาของนาง!
เมื่ออวินเปยเฉินเมาสุรา ยังหัวเราะพลางชี้ไปที่ลู่เยี่ยแล้วกล่าวว่า ‘อยากจะเป็นน้องเขยของข้าอวินเปยเฉินยากยิ่งกว่าปีนขึ้นสวรรค์เสียอีก!’
ในคำพูดเป็นเชิงการหยอกล้อ โดยไม่มีความรู้สึกรังเกียจหรือต่อต้านใด ๆ
ลู่เยี่ยย่อมเข้าใจได้ดี อวินเปยเฉินคงคิดว่าเรื่องเช่นนี้ช่างไร้เหตุผลเกินไป จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องสนใจหรือขัดขวางแต่อย่างใด
ลู่เยี่ยเพียงแค่ยิ้มบาง ๆ ในตอนนั้น โดยไม่ได้โต้แย้งอะไร
แต่ในใจกลับมั่นใจยิ่งนัก แม้ว่าตระกูลของ ‘ผู้อาวุโสอวิน’ จะมีเกณฑ์วงศ์ตระกูลสูงส่งเพียงใด ยังจะสามารถปฏิเสธตนเองจากประตูบ้านได้หรือ?
เพียงสิ่งเดียวที่ทำให้ลู่เยี่ยรู้สึกจนคำพูดคือ ตนเองกับผู้อาวุโสอวินเป็นพี่น้องร่วมสาบาน แต่มารดาของฉินชิงหลีนันเป็นทายาทของผู้อาวุโสอวิน และยังไม่รู้ว่าห่างกันกี่รุ่น
หากตนเองได้อยู่ร่วมกับฉินชิงหลี ลำดับชั้นอาวุโสของวงศ์ตระกูลนี้คงจะสับสนวุ่นวายเกินไปแล้ว
เมื่อไมอาจหลีกเลี่ยงได้ ก็คงต้องนับความอาวุโสกันไปคนละแบบ!
ไม่นานหลังจากนั้น หลิวจินก็กลับมา คณะเดินทางจึงออกเดินทางต่อกันอีกครั้ง
หนึ่งวันต่อมา สำนักเตาหลิงซู
ในห้องโถงใหญ่ แผ่นหยกบันทึกภาพก่อเกิดม่านแสงขึ้น ฉายให้เห็นภาพอวินเปยเฉินสังหารชายวัยกลางคนอาภรณ์สีฟ้า
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เพียงชั่วพริบตา ชายวัยกลางคนอาภรณ์สีฟ้าก็ถูกสังหาร
สีหน้าของเจ้าสำนักต้วนซิงเฟิงและเหล่าผู้อาวุโสทั้งหลายต่างหน้ามืดครึ้มลงอย่างพร้อมเพรียง
บรรยากาศในห้องโถงใหญ่กลับเปลี่ยนเป็นหนักอึ้ง เสียงอันเต็มไปด้วยความเหยียดหยามของอวินเปยเฉินราวกับยังคงก้องกังวานอยู่ในหู
‘ช่างน่าสงสารเหมือนกบในบ่อที่ไม่รู้จักโลกกว้าง’
‘สุดท้ายแล้ว มหาวิถีในโลกมนุษย์ก็แคบเกินไป จำกัดวิสัยทัศน์ของเจ้าเอาไว้’
‘การสังหารคู่ต่อสู้เยี่ยงนี้ เหมือนกินปีกไก่… ไร้รสชาติ’
…คำพูดเหล่านี้ทำให้ใต้เท้าทั้งหลายที่นั่งอยู่ในที่นี้แทบจะทนไม่ไหว
“คนที่สังหารผู้อาวุโสหยางซงนามว่าอวินเปยเฉิน พวกท่านเคยได้ยินชื่อหรือไม่?” ต้วนซิงเฟิงถาม
ทุกคนมองหน้ากันไปมา ไม่มีใครตอบ ความจริงแล้ว ชื่อนี้ช่างแปลกหูเหลือเกิน ทั่วทั้งแผ่นดินต้าเฉียน ไม่เคยมีใครได้ยินว่ามีคนชื่อนี้มาก่อน
“ไม่ต้องสงสัยเลยว่า นี่จะต้องเป็นผู้ช่วยที่ลู่เยี่ยเชิญมาอย่างแน่นอน!”
“เจ้าเด็กนี่มีพลังบำเพ็ญขอบเขตแท่นทองคำอย่างชัดเจน แต่กลับสามารถสังหารปรมาจารย์ยุทธแห่งโลกมนุษย์ได้ มันช่าง… เหลือเชื่อเกินไป”
ทุกคนพูดคุยกันอย่างออกรสออกชาติ วิเคราะห์รายละเอียดของการต่อสู้ครั้งนี้
ทันใดนั้น มีคนถามขึ้นว่า “ท่านเจ้าสำนัก พวกเราเพียงแค่กดดันตระกูลลู่ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะจัดการลู่เยี่ยไม่ได้ และย่อมสามารถช่วยเทพธิดาศักดิ์สิทธิ์พานอิงชิวกลับมาได้อย่างง่ายดาย เหตุใดจึงไม่ทำเช่นนั้น?”
คำพูดนี้เมื่อเอ่ยออกมา ทุกคนต่างมองไปที่ท่านเจ้าสำนักต้วนซิงเฟิง
สีหน้าของต้วนซิงเฟิงดูสับสนอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็กล่าวว่า “ลู่ซิงอีเพียงแค่หายตัวไป ไม่มีใครรู้ว่าเขาตายแล้วหรือยัง!”
ผู้คนมากมายต่างเงียบลง รู้สึกอึดอัดในใจ ทั้งสำนักเตาหลิงซูมีเพียงพวกเขาเหล่าคนแก่เหล่านี้ที่รู้ว่า เมื่อหลายปีก่อน เพราะลู่ซิงอีผู้นี้ ทำให้สำนักเตาหลิงซูของพวกเขาต้องอับอายขายหน้าอย่างใหญ่หลวง!
“อีกอย่าง พวกเราคือสำนักเตาหลิงซูอันยิ่งใหญ่ หากไปรังแกตระกูลลู่ก็จะเป็นเพียงเรื่องตลกในสายตาของผู้คนทั่วหล้าเท่านั้น” ต้วนซิงเฟิงถอนหายใจ
จากนั้น ดวงตาของเขาวาบไปด้วยประกายสังหาร “อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ไม่สามารถจบลงได้ง่าย ๆ!”
“ไม่ว่าอวินเปยเฉินจะเป็นใคร ไม่ว่าลู่เยี่ยจะหนีไปที่ใดก็ตาม ตราบใดที่พวกเขาทั้งสองยังไม่ตาย ข้าจะไม่ยอมแพ้เด็ดขาด!”
เสียงสะท้อนก้องไปทั่วห้องโถงใหญ่ ทุกคนที่นั่งอยู่ในที่นั้นต่างเปี่ยมไปด้วยเจตนาสังหาร
สามวันต่อมา
หน้าประตูสำนักสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ เทือกเขาซ้อนทับกันเป็นชั้น หมอกควันลอยละล่อง ราวกับได้มาถึงดินแดนเซียนนอกโลกมนุษย์
เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง ประตูใหญ่อันสูงตระหง่านตั้งตระหง่านทะลุฟ้า บันไดหินทอดยาวขึ้นไปบนภูเขา มองเห็นได้ราง ๆ ว่าท่ามกลางภูเขาเหล่านั้นมีน้ำตกไหลริน นกระเรียนขาวโบยบิน
บางครั้งก็มีเงารางขับเคลื่อนแสงพุ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งร่องรอยเงาไว้ในหมู่เมฆและหมอก เป็นเวลานานกว่าจะค่อย ๆ จางหายไป
หากเป็นคนธรรมดาในโลกมนุษย์มาที่นี่ พวกเขาคงรู้สึกตื่นตะลึงอย่างยิ่ง และคิดว่าที่นี่คือ ‘ดินแดนฝึกฝนที่มีอายุยืนยาวเท่าฟ้า เป็นที่อยู่ของเซียนอมตะ’ ที่เล่าลือตามตำนานกัน!
เมื่อลู่เยี่ยและคนอื่น ๆ มาถึง ก็มีคนรออยู่ที่นั่นแล้ว เขาเป็นชายวัยกลางคนสวมเสื้อคลุมสีดำ มีหนวดเคราหนาตาอวบอิ่มดูมีฐานะ มีนามว่าสือจง
เขาเป็นผู้ดูแลศิษย์นอกสำนักของสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ มีหน้าที่ดูแลเรื่องการต้อนรับแขกโดยเฉพาะ
“ทุกท่าน ท่านเจ้าสำนักได้ทราบถึงจุดประสงค์การมาของพวกท่านแล้ว และได้กำชับให้ข้ารออยู่ที่นี่” สือจงเดินเข้ามาด้วยใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
หลิวจินไม่กล้าละเลย รีบเดินเข้าไปคำนับทักทายและสนทนากับเขา
“ท่านผู้นี้คงเป็นคุณชายลู่เยี่ยใช่หรือไม่?” สือจงมีสายตาที่แปลกประหลาด “ในสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ของพวกเรา ชื่อของท่านเป็นที่รู้จักกันดีทั่วทุกหนแห่ง ไม่มีใครไม่รู้จัก”
ลู่เยี่ยตกตะลึง “ข้าหรือ?”
สือจงยิ้มตาหยี “ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทุกคนต่างก็คาดเดาว่า ชายหนุ่มที่สามารถทำให้เทพธิดาของสำนักพวกเราอย่างฉินชิงหลีหลงรักได้นั้น จะต้องมีความสง่างามเพียงใด บัดนี้ในที่สุดข้าก็ได้เห็นแล้ว”
ลู่เยี่ยจึงเข้าใจแล้วว่า เหตุผลที่เขามีชื่อเสียงนั้น แท้จริงแล้วเกี่ยวข้องกับฉินชิงหลี!
ลู่เยี่ยอดไม่ได้ที่จะกล่าวว่า “พี่ชาย ข้ารู้สึกว่าคำพูดของท่านมีนัยอะไรบางอย่าง หรือว่าชื่อเสียงของข้าในหมู่พวกท่านที่สำนักกระบี่เก้าสวรรค์นั้นแย่มาก?”
สือจงหัวเราะ “ท่านนะ ถ้าหากในอนาคตท่านได้ฝึกฝนอยู่ที่สำนักกระบี่เก้าสวรรค์ ควรจะระมัดระวังตัวสักหน่อยก็ดี”
ฉินชิงหลีมีตำแหน่งที่สูงส่งอย่างไม่มีใครเทียบในสำนัก มีผู้ชื่นชมและผู้ที่หมายปองมากมายนับไม่ถ้วน หากพวกเขาได้เห็น ‘คู่หมั้น’ ของฉินชิงหลีปรากฏตัวขึ้น จะต้องมีปฏิกิริยาอย่างไร?
แค่นึกถึงก็ทำให้สือจงรู้สึกตื่นเต้นแล้ว
“คนผู้นี้เป็นใครหรือ?” อวินเปยเฉินที่ยืนมือไพล่หลังและมีสีหน้าเย็นชาหยิ่งผยองก็เอ่ยปากขึ้นมาอย่างกะทันหัน
มองตามสายตาของเขามองไป ก็เห็นว่าที่นอกประตูสำนักมีชายในชุดผ้าป่านผมเผารุงรังนั่งขัดสมาธิอยู่
ผิวของเขาเป็นสีทองแดง ดวงตาปิดสนิท แม้เพียงแค่นั่งอยู่ตรงนั้น พลังลมปราณที่แผออกมาจากร่างก็ยังคงคมกริบดุจคมมีด น่าเกรงขามยิ่งนัก
สีหน้าของสือจงซับซ้อน ส่ายหน้ากล่าวว่า “เขาหรือ อย่าพูดถึงเลยจะดีกว่า”
เขาพาลู่เยี่ยและคนอื่น ๆ กำลังจะเดินเข้าประตูสำนัก ชายในชุดผ้าป่านที่นั่งขัดสมาธิอยู่ก็กล่าวขึ้นทันทีว่า “ทำไมไม่พูดเล่า? กลัวจะทำให้พวกเจ้าสำนักกระบี่เก้าสวรรค์เสียหน้าหรือ?”
คำพูดของเขาเต็มไปด้วยความเหยียดหยาม
อวินเปยเฉินรู้สึกตื่นตัวขึ้นมาทันที “หมายความว่าอย่างไร?”
ลู่เยี่ยยกมือขึ้นกุมหน้าผาก เอาอีกแล้ว เจ้าคนผู้นี้จะโอ้อวดอีกแล้ว
ชายในชุดผ้าป่านค่อย ๆ หลับตาลง “เจ้าถามคนของสำนักกระบี่เก้าสวรรค์เอาเองสิ แล้วเจ้าจะรู้เอง”
อวินเปยเฉินขมวดคิ้วกล่าวว่า “เป็นแค่คนในขอบเขตตำหนักวิญญาณเท่านั้น ยังกล้ามาวางท่าต่อหน้าข้า ช่างไม่สมเหตุสมผลเสียจริง”
เขาขี้เกียจที่จะสนใจชายในชุดผ้าป่านคนนั้น และเดินตรงเข้าไปในประตูภูเขา
“พี่ชาย การที่ถูกคนมาขวางหน้าประตูเช่นนี้ หากเรื่องนี้แพร่ออกไปคงไม่ดีนักกระมัง?” ลู่เยี่ยเดินไปข้างหน้า แล้วเริ่มสนทนากับสือจง
สือจงส่ายหน้าพลางถอนหายใจ “อย่าพูดถึงเลย หากฉินชิงหลีไม่ได้ทะลวงเข้าสู่ขอบเขตแท่นทองคำก็คงไม่ถึงขั้นให้คนนั้นมาปิดกั้นประตูสำนักของพวกเราเช่นนี้หรอก!”
ลู่เยี่ยเริ่มเข้าใจบางอย่าง ชายในชุดผ้าป่านผู้นั้นมีความเป็นไปได้มากว่าเขามาที่สำนักกระบี่เก้าสวรรค์ในนาม ‘การมาขอคารวะ’ แต่จริง ๆ แล้วมาท้าประลอง!
และเห็นได้ชัดว่า จนถึงตอนนี้ ศิษย์รุ่นเยาว์ขอบเขตตำหนักวิญญาณของสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ยังไม่มีคนใดสามารถจัดการกับชายในชุดผ้าป่านผู้นั้นได้!
มิเช่นนั้น พวกเขาจะยอมปล่อยให้อีกฝ่ายมายืนขวางอยู่หน้าประตูสำนักได้อย่างไรกัน?
‘ดูเหมือนว่า คนผู้นั้นก็ไม่ธรรมดาเช่นกัน’ ลู่เยี่ยคิดในใจ
ในขณะที่กำลังคิดอยู่นั้น ทุกคนก็เดินตามสือจงเข้าไปในประตูสำนักแล้ว
โถงต้อนรับแขก ทันทีที่มาถึง ลู่เยี่ยก็ได้พบกับเจ้าสำนักเวินชิวเจวี่ยแห่งสำนักกระบี่เก้าสวรรค์
แม้ว่าลู่เยี่ยจะเคยเห็นความงามมากมายในโลกมนุษย์ แต่เมื่อเขาได้เห็นเวินชิวเจวี่ย เขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกตกตะลึงไปชั่วขณะ
เจ้าสำนักแห่งสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ ท่านอาจารย์ของชิงหลี ช่างงดงามถึงเพียงนี้เชียวเลยหรือ?