บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 128 ทายาทสายตรงผู้อาวุโสอวิน
บทที่ 128 ทายาทสายตรงผู้อาวุโสอวิน
ต้องยอมรับว่ารูปโฉมและบุคลิกของอวินเปยเฉินนั้นโดดเด่นมาก
อาภรณ์สีขาวสะอาดดุจหิมะ แขนเสื้อกว้างพลิ้วไหว ท่าทางสง่างามหยิ่งทรนง
เพียงแค่บุคลิกและท่าทางของเขา ก็ทำให้ชายวัยกลางคนอาภรณ์สีฟ้าไม่กล้าดูแคลน จึงข่มความต้องการสังหารในใจ ไม่ได้ลงมือในทันที
“หนุ่มน้อย ข้าเห็นว่าเจ้ามีเพียงพลังบำเพ็ญขอบเขตแท่นทองคำ แต่กลับปากกล้าไม่น้อย”
ดวงตาของชายวัยกลางคนอาภรณ์สีฟ้าคมกริบราวสายฟ้า พลางสำรวจอวินเปยเฉินตั้งแต่หัวจรดเท้า “กล้าบอกที่มาของเจ้าหรือไม่?”
อวินเปยเฉินกล่าวอย่างเฉยเมย “คนที่กำลังจะตาย ไม่สมควรรู้ชื่อของข้า”
เขาหันไปสั่งหลิวจิน “เตรียมหยกบันทึกภาพให้พร้อม”
หลิวจินสงสัย “คุณชายจะทำอะไรหรือ?”
อวินเปยเฉินตอบอย่างไม่ใส่ใจ “รอขาสังหารคนชั่วผู้นี้แล้ว ก็จะส่งหยกบันทึกภาพให้กับสำนักเตาหลิงซูนั่น ให้พวกเขามาแก้แค้นข้าได้เลย!”
หลิวจิน “…”
ลู่เยี่ยหัวเราะออกมา คนผู้นี้เพื่อจะวางท่า มักจะเล่นอะไรใหม่ ๆ อยู่เสมอ
เขากล่าวทันที “คุณชายอวินช่างมีจิตใจที่กล้าหาญยิ่งนัก”
ริมฝีปากของอวินเปยปรากฏรอยยิ้มเหยียดหยาม “เรื่องเล็กน้อย การสังหารคนพิกลคนนี้เป็นแค่เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น”
ชายวัยกลางคนอาภรณ์สีฟ้าแทบจะระเบิดความโกรธออกมา สบถว่า “เจ้าสารเลว! ข้าจะสังหารเจ้าสัตว์เดรัจฉานน้อยนี่ก่อน!”
ชายวัยกลางคนอาภรณ์สีฟ้าชักดาบแห่งวิถีออกมา พลังบำเพ็ญขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์ของเขาพลุ่งพล่านอย่างรุนแรง ก่อนจะฟันดาบลงมา
ราตรีดำมืดดังหมึก บริเวณเขาลึกที่แทบไม่มีผู้คนผ่านไปมาแห่งนี้ ถูกแสงดาบอันเจิดจ้าสว่างไสวส่องสว่าง
อวินเปยเฉินยกมือขวาขึ้น แขนเสื้อสีขาวดุจหิมะพลันบิดเป็นเกลียวราวกับดาบ กวาดผ่านอากาศ
เงาดาบสีทองแตกกระจายเต็มท้องฟ้า ประกอบรวมกันเป็นภาพ ‘วิหคทมิฬกลืนกินตะวัน’
ภาพนั้นดูราวกับมีชีวิต วิหคทมิฬกลืนกินตะวันกระพือปีก ดวงตะวันลุกโชน ปลดปล่อยเจตจำนงดาบอันลึกลับและคาดเดาไม่ได้ออกมา
แผ่นดินและท้องฟ้าสั่นสะเทือน
ดาบที่ชายวัยกลางคนอาภรณ์สีฟ้าฟันเข้ามา ถูกบดละเอียดและระเบิดออกโดยภาพวิหคทมิฬกลืนกินตะวัน
ชายวัยกลางคนอาภรณ์สีฟ้าถูกแรงกระแทกถอยหลังไป มีเลือดไหลออกจากมุมปาก
สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะอุทานออกมาด้วยความตกใจ “ขอบเขตแท่นทองคำจะสามารถหลอมรวมมหาวิถีที่แข็งแกร่งถึงเพียงนี้ได้อย่างไร?”
“เจตจำนงศักดิ์สิทธิ์แห่งมหาวิถีนี้น่าสะพรึงกลัวอะไรเช่นนี้!”
หลิวจินตกตะลึง ก่อนหน้านี้นางซึ่งเป็นปรมาจารย์ยุทธแห่งโลกมนุษย์ยังรู้สึกถึงแรงกดดันอันรุนแรง
ต้องทราบว่า ในการฝึกฝนห้าขอบเขต ขอบเขตแท่นทองคำอยู่เหนือขอบเขตตำหนักวิญญาณ แต่อยู่ใต้ขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์
ลักษณะของขอบเขตนี้ก็คือ ‘สัญลักษณ์เจตจำนงศักดิ์สิทธิ์’ ที่ถูกหลอมรวมขึ้นจากพลังบำเพ็ญ นั่นก็คือเจตจำนงศักดิ์สิทธิ์แห่งมหาวิถีที่หลิวจินกล่าวถึงนั่นเอง
เมื่อลงมือ แสงวิถีก็พลุ่งพล่าน สัญลักษณ์เจตจำนงศักดิ์สิทธิ์ก็ปรากฏออกมา เป็นสิ่งที่อัศจรรย์อย่างยิ่ง
แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ขอบเขตแท่นทองคำท้ายที่สุดก็ยังคงเป็นเพียงขอบเขตแท่นทองคำ ไม่อาจเทียบได้กับขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์ของปรมาจารย์ยุทธแห่งโลกมนุษย์
แม้ถึงกระนั้น พลังจากการโจมตีครั้งนี้ของอวินเปยเฉินเรียกได้ว่าท้าทายสวรรค์ ด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียวก็สามารถสร้างความบาดเจ็บสาหัสให้ปรมาจารย์ยุทธแห่งโลกมนุษย์ได้!
“ช่างน่าสงสารเหมือนกบในบ่อที่ไม่รู้จักโลกกว้าง” อวินเปยเฉินส่ายหน้าเบา ๆ “สุดท้ายแล้ว มหาวิถีในโลกมนุษย์ก็แคบเกินไป จำกัดวิสัยทัศน์ของเจ้าเอาไว้”
เขาเดินไปข้างหน้าอย่างสง่างาม อาภรณ์สีขาวพลิ้วไหว แขนเสื้อพริวไหวราวกับกำลังเหวี่ยงดาบ
ทันใดนั้น ภาพสัญลักษณ์เจตจำนงศักดิ์สิทธิ์ปรากฏขึ้นถึงสี่ภาพ
นอกเหนือจากวิหคทมิฬกลืนกินตะวัน แล้วยังมีอัคคีอสนีใต้ทะเล แสงทมิฬฉีกนภา และพญาคชสารปราบภูเขา!
“ตัวประหลาดมาจากที่ใดกัน นี่มันเจตจำนงศักดิ์สิทธิ์แห่งมหาวิถีอะไรกันอีก?”
ชายวัยกลางคนอาภรณ์สีฟ้ารู้สึกตกใจอย่างมาก สัมผัสได้ถึงภัยคุกคามร้ายแรงที่อาจทำให้ถึงแก่ชีวิต
เขาหันตัวกลับแล้วถอยออกไปโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย โดยไม่มีการหยุดชะงักใด ๆ
อวินเปยเฉินสะบัดแขนเสื้อกว้าง เจตจำนงศักดิ์สิทธิ์แห่งมหาวิถีปลดปล่อยเจตจำนงดาบแห่งวิถีอันยิ่งใหญ่ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ราวกับเป็นสี่จตุรทิศเรียงกันเป็นกระบวนท่า เคลื่อนตัวข้ามท้องฟ้าและกระหน่ำลงมาด้วยเสียงดังกึกก้อง
ณ ขอบฟ้าไกลสุดสายตา ชายวัยกลางคนอาภรณ์สีฟ้ากำลังกวัดแกว่งดาบเพื่อต้านทาน แต่ถูกสังหารในพริบตา!
สายฝนเลือดและแสงวิถีแผ่กระจายบนท้องฟ้ายามราตรี ราวกับภาพฝันที่เลือนราง
อวินเปยเฉินไพล่มือไว้ด้านหลัง แล้วถอนหายใจเบา ๆ “การสังหารคู่ต่อสู้เยี่ยงนี้ เหมือนกินปีกไก่… ไร้รสชาติ”
อาภรณ์สีขาวของเขาพลิ้วไหว ปลดปล่อยกลิ่นอายแห่งความโดดเดี่ยวออกมาเล็กน้อย
ส่วนหลิวจินนั้นก็ตะลึงจังงังไปนานแล้ว ขอบเขตแท่นทองคำสังหารปรมาจารย์ยุทธแห่งโลกมนุษย์ได้อย่างง่ายดาย!
สมแล้วที่เป็นทายาทสายตรงของตระกูลอวินแห่งเวยซานของโลกเบื้องบนจริง ๆ ช่างน่าสะพรึงกลัวเกินไปแล้ว!
‘สมกับที่เป็น ‘คัมภีร์วิถีหมื่นวิญญาณ’ สมบัติล้ำค่าแห่งตระกูลอวินแห่งเวยซาน…’ ดวงตาของลู่เยี่ยเผยความประหลาดใจ
หากอวินเปยเฉินสังหารชายวัยกลางคนอาภรณ์สีฟ้าไม่ได้ นั่นต่างหากที่จะเป็นเรื่องประหลาด
‘ท่านผู้อาวุโสอวิน ท่านรู้หรือไม่ว่า ข้าได้พบกับทายาทตระกูลอวินของพวกท่านแล้ว?’ ลู่เยี่ยพึมพำในใจ
ณ สนามรบนอกอาณาเขตเคยมีบุคคลที่เป็นบรรพจารย์ผู้หนึ่งนามว่า ‘อวินเจินเทียน’ มหาวิถีที่ถูกหลอมรวมออกมาด้วยคัมภีร์วิถีหมื่นวิญญาณนั้นบรรลุถึงขั้นสูงสุด
ผลงานอันโดดเด่นที่สุดของเขาคือเคยใช้มือเดียวสังหารหนึ่งในสิ่งมีชีวิตระดับราชาในหมู่จอมมารนอกอาณาเขต แสดงถึงพลังอันไร้ขอบเขต
ส่วนอวินเจินเทียนมาจากตระกูลอวินแห่งเวยซานหนึ่งในตระกูลโบราณชั้นสูงของดินแดนหลิงชาง!
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นลู่เยี่ยหรือแม้แต่บรรพจารย์คนอื่น ๆ ล้วนเคยชินกับการเรียกอวินเจินเทียนว่า ‘ผู้อาวุโสอวิน’
‘ดูเหมือนว่าอวินเปยเฉินคนนี้จะคล้ายกับผู้อาวุโสอวินอยู่บ้าง ทั้งคู่ชอบเรียกร้องความสนใจเหมือนกัน ถ้าไม่ได้อวดโอ้ก็คงคันยุบยิบไปทั้งตัว…’ ลู่เยี่ยคิดในใจ
วิธีการทำตัวตามอำเภอใจเพียงเพื่อจะโอ้อวดของอวินเปยเฉินนั้น ทำให้ผู้คนเกิดความรู้สึกไม่ชอบได้ง่าย ๆ
แต่ตอนนี้ ลู่เยี่ยกลับค้นพบอย่างกะทันหันว่า คนผู้นี้ก็ไม่ได้ไร้ประโยชน์เสียทีเดียว
ยกตัวอย่างเช่นเมื่อครู่นี้ เมื่อเผชิญกับการโจมตีอย่างฉับพลันของชายวัยกลางคนอาภรณ์สีฟ้า หลิวจินได้แต่ตำหนิตนเองว่านำเรื่องเดือดร้อนมาให้
ส่วนอวินเปยเฉินกลับก้าวออกมาทันที แม้จะเป็นเพียงเพราะต้องการโอ้อวด แต่เมื่อมีเรื่องเขาก็ลงมือจริง ๆ!
“หยกบันทึกภาพอยู่ที่ไหน ขาขอดูหน่อย?” อวินเปยเฉินสะบัดเสื้อคลุมของเขาเบา ๆ แล้วเดินอย่างสง่างามไปหาหลิวจิน
หลิวจินรีบหยิบหยกบันทึกภาพออกมาส่งให้ แล้วกล่าวด้วยความชื่นชม “วิธีการของคุณชายช่างเหนือธรรมชาติอย่างแท้จริง!”
อวินเปยเฉินพินิจดูภาพการต่อสู้ที่บันทึกไว้ในหยกบันทึกภาพ ขมวดคิวเล็กน้อย แล้วชี้แนะว่า “ครั้งต่อไปเมื่อบันทึกภาพ อย่าลืมถ่ายทำจากมุมที่แตกต่างกัน เพื่อที่จะสามารถแสดงความสง่างามในการสังหารศัตรูของข้าได้อย่างครบถ้วน”
หลิวจินพยักหน้าอย่างถ่อมตัว
“เจ้าหาเวลาว่างแล้วหาทางส่งหยกบันทึกภาพไปยังหลิงซู สำนักเตาหลิงซูนั่นซะ” อวินเปยเฉินส่งหยกบันทึกภาพกลับคืนไป “จำไว้ว่าต้องบอกพวกเขาว่า ผู้ที่สังหารคนชั่วผู้นี้คือ อวินเปยเฉิน”
หลิวจินกล่าวลังเลว่า “คุณชาย ทำเช่นนี้เหมาะสมหรือไม่?”
นางรู้สึกไม่สบายใจยิ่งนัก ชัดเจนว่าเป็นเรื่องที่ลู่เยี่ยก่อขึ้น เหตุใดจึงใหอวินเปยเฉินมารับเคราะห์แทน?
อวินเปยเฉินกล่าวอย่างเฉยเมย “ข้าอวินเปยเฉินทำสิ่งใด ไม่เปลี่ยนชื่อยามเดิน ไม่เปลี่ยนแซ่ยามนั่ง ข้าไม่สนใจที่จะปกปิดสิ่งใดทั้งสิ้น”
กล่าวจบ เขาก็ขึ้นรถม้า แล้วหันไปพูดกับลู่เยี่ยวา “ไม่ต้องขอบคุณข้า การสังหารเขาเป็นสิ่งที่ข้าทำตามใจชอบ ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้า”
ลู่เยี่ยหัวเราะกล่าวว่า “เข้าใจแล้ว! ต้องบอกว่าการที่เจ้าสารเลวนั่นทำให้คุณชายอวินเกิดความสนุกในการสังหารก็ถือว่าตายอย่างสมควรแล้ว!”
อวินเปยเฉินชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วตบไหล่ลู่เยี่ยเบา ๆ กล่าวชมว่า “ยังพอมีสายตาอยู่บ้าง!”
กล่าวจบ เขาก็นั่งเข้าไปในรถม้า หยิบพิณโบราณออกมา พลางดื่มสุรา พลางดีดพิณและขับขานบทกวี มีอารมณ์เบิกบานยิ่งนัก
หลิวจินเข้ามาเยืนเคียงข้างลู่เยี่ย แล้วส่งเสียงกระแสจิตเอ่ยเตือนว่า ‘คืนนี้คุณชายอวินช่วยเหลือเจ้า เจ้าควรจะรู้สึกซาบซึ้ง ไม่ใช่คิดหาวิธีประจบประแจงคุณชายอวิน พฤติกรรมเช่นนี้จะทำให้ผู้อื่นรู้สึกรำคาญเท่านั้น เข้าใจหรือไม่?’
ถ้อยคำที่ลู่เยี่ยพูดเมื่อครู่ถูกหลิวจินมองว่าเป็นการประจบสอพลอ จงใจเอาใจอวินเปยเฉิน สิ่งนี้ยิ่งทำให้หลิวจินไม่พอใจลู่เยี่ยมากขึ้น
ลู่เยี่ยชำเลืองมองหลิวจินแวบหนึ่ง แล้วส่งเสียงกระแสจิตตอบกลับไปว่า ‘ตอนท่านลุงฉินส่งท่านมา ไม่ได้กำชับท่านหรือว่าควรทำตัวอย่างไร?’
สีหน้าของหลิวจินแข็งค้างไปชั่วขณะ ก่อนเปลี่ยนเป็นเย็นชา
ในคราวนี้ที่มารับตัวลู่เยี่ย ฉินอูซางได้ตักเตือนนางอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะอคติกับลู่เยี่ยมากแค่ไหนก็ตาม ก็ห้ามแสดงกิริยาไร้มารยาท และห้ามตัดสินใจเองที่จะไปกลั่นแกล้งลู่เยี่ย!
แต่กระนั้น หลิวจินก็ไม่ได้นำคำตักเตือนเหล่านี้ไปใส่ใจแต่อย่างใด แตนางกลับไม่คาดคิดว่า ลู่เยี่ยจะเดาได้ถึงเรื่องเหล่านี้ และยังนำเรื่องของฉินอูซางมาข่มขู่นางอีกด้วย!
“ข้าเหนื่อยแล้ว ท่านมาบังคับรถม้าแทนข้าเถอะ”
ยังไม่ทันที่หลิวจินจะได้พูดอะไรอีก ลู่เยี่ยก็หมุนตัวเดินเข้าไปในตัวรถม้าเสียแล้ว
“เจ้าเด็กนี่ถึงกับ…ถึงกับกล้าให้ข้ามาเป็นคนขับรถม้าเลยหรือ?” หลิวจินชะงักงัน ไม่เชื่อสายตาตนเอง
ในขณะเดียวกัน เสียงถอนหายใจของอวินเปยเฉินก็ดังขึ้นภายในรถม้า
“บทเพลงหนึ่งที่ทำให้ใจสลาย ณ สุดขอบฟ้าจะหาคู่ใจที่เข้าใจกันได้ที่ใดเล่า!”
เสียงพิณเศร้าสลด ในน้ำเสียงเต็มไปด้วยความอ้างว้างเดียวดาย
จากนั้น เสียงของลู่เยี่ยก็ดังขึ้นในรถม้าทันที “หากข้าไม่ได้ฟังผิด บทเพลงที่คุณชายอวินเปยเฉินบรรเลงอยู่นั้น น่าจะเป็น ‘บทเพลงเมฆาผลิบานในนภาสีคราม’ ใช่หรือไม่?”
อวินเปยเฉินเอ่ยด้วยความประหลาดใจ “นี่เป็นบทเพลงที่บรรพชนของตระกูลข้าแต่งขึ้นด้วยตัวเอง เจ้ารู้จักได้อย่างไร?”
“ก่อนหน้านี้แม่นางชิงหลีเคยเล่าให้ข้าฟัง เพราะอย่างนั้นข้าถึงจำได้”
“เป็นเช่นนี้นี่เอง ยากนักที่จะหาผู้รู้ใจ ข้าจะนับเจ้าเป็นหนึ่งในนั้น มา มา มา ดื่มสุรากันเถิด!”
“ไม่ได้กระมัง ข้ายังต้องไปขับรถม้าต่ออีก”
“ให้หลิวจินเป็นคนขับรถม้าก็พอแล้ว! ถ้าเจ้าเห็นแก่หน้าข้าอวินเปยเจฉิน เจ้าก็ดื่มเถอะ!”
“ถ้าเช่นนั้นข้าก็คงปฏิเสธน้ำใจไม่ได้แล้ว! มา ข้าขอดื่มอวยพรคุณชายอวินก่อน!”
ไม่นาน เสียงดื่มสุราอย่างครึกครื้นก็ดังออกมาจากในรถม้า ด้านนอกรถ หลิวจินที่ต้องมารับหน้าที่เป็นคนขับรถม้าแทนนั้น หน้าเขียวคล้ำด้วยความโกรธจนปอดแทบระเบิด