บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 134 ไม่มีใครสู้ได้เลยสักคน!
ลู่เยี่ยไม่รู้ว่าการที่สามารถตระหนักรู้ความลึกลับทั้งหมดของเจตจำนงดาบในม้วนภาพนั้น มีความหมายยิ่งใหญ่เพียงใดสำหรับสำนักกระบี่เก้าสวรรค์
แรกเริ่มเขาอยากจะบอกว่า ในหนึ่งร้อยสามเจตจำนงดาบแห่งวิถีนั้น มีเพียงเจตจำนงดาบหมึกแฝงเท่านั้นที่พอจะถือว่าน่าสนใจ
แต่เมื่อเปรียบเทียบกับเจตจำนงแห่งเต๋าระดับสูงสุดแล้ว เจตจำนงดาบหมึกแฝงก็ยังด้อยกว่าอยู่มาก
มิเช่นนั้น เป็นไปได้อย่างไรที่จะถูกผังดาบเก่าคุมขังทำให้กลัวจนไม่กล้าโผล่หัวออกมา?
แต่ภายใต้สายตาเต็มไปด้วยความคาดหวังและความเร่าร้อนของทุกคน ลู่เยี่ยก็ยังคงอดกลั้นเอาไว้
ต้องรักษาความสงบเสงี่ยมไว้บ้าง!
ครั้งนี้เขาได้แสดงความโดดเด่นมากเกินไปแล้ว หากแสดงตัวหยิ่งผยองเกินไป เกรงว่าจะเป็นผลเสียมากกว่าผลดี
ในทันใดนั้น ลู่เยี่ยเพียงพยักหน้าพลางกล่าวว่า
“สำหรับข้าแล้ว การตระหนักรู้ถึงความลึกลับของเจตจำนงดาบเหล่านั้นก็มิใช่เรื่องยากแต่ประการใด”
คำพูดนี้เมื่อถูกเอ่ยออกมา ประหนึ่งสายฟ้าฟาดลงมาท่ามกลางท้องฟ้าแจ่มใส ก่อให้เกิดความตื่นตะลึงอย่างใหญ่หลวงในที่แห่งนั้น
เวินซิวเจวี๋ยเผยรอยยิ้มจากใจ นางกล่าวตรง ๆ ว่า
“ทุกท่าน พวกท่านคิดว่ายังจำเป็นต้องมีการทดสอบการเข้าสำนักอีกหรือไม่?”
“ไม่จำเป็นเลย!”
บรรดาผู้อาวุโสต่างตอบพร้อมเพรียงกัน
มีคนเสนอขึ้นมาว่า
“ไม่ต้องทดสอบเข้าสำนักในด้วยซ้ำ รับลู่เยี่ยเป็นศิษย์สำนักในโดยตรงได้เลย!”
“ศิษย์สำนักในอะไรกัน ยังไม่เพียงพอ ทำให้สมบูรณ์แบบเลย รับเป็นศิษย์หลักเลย”
พวกปีศาจเฒ่าต่างตื่นเต้นและเสียกิริยาอย่างมาก สายตาที่มองมาที่ลู่เยี่ยนั้นช่างเร่าร้อนเหลือเกิน ราวกับกำลังมองสมบัติล้ำค่า
เหล่าศิษย์ของสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ที่อยู่ที่นี่ต่างมีสีหน้าแตกต่างกันไป มีทั้งความตกตะลึงและความชื่นชม และมีความอิจฉาริษยาอย่างลึกซึ้ง
มีเพียงหลิวจิ่นเท่านั้นที่มีความรู้สึกซับซ้อนที่สุด
ตัวนางเองคงมองผิดไปจริงๆ หรือ?
ลู่เยี่ยอาจจะมีความสามารถโดดเด่น แต่เขาไม่ดีพอในเรื่องนิสัย!
การกระทำของเขามุทะลุและจองหอง ต่อให้พรสวรรค์น่าทึ่งเพียงใด ก็คงไมอาจรับภาระหน้าที่สำคัญได้
เมื่อหลิวจิ่นนึกถึงเรื่องนี้แล้ว จิตใจของนางก็สงบลงไปมาก
พรสวรรค์คือพรสวรรค์ คุณธรรมคือคุณธรรม ไม่อาจนำมาปะปนกันได้
ในภายภาคหน้า สำนักกระบี่เก้าสวรรค์ย่อมจะเห็นธาตุแท้ของลู่เยี่ยอย่างแน่นอน!
“ทุกท่าน โปรดฟังขาสักครู่”
ท่ามกลางผู้คนในลาน ลู่เยี่ยเอ่ยปากว่า
“ข้าได้กล่าวไปแล้วก่อนหน้านี้ว่า ทุกสิ่งควรดำเนินไปตามกฎระเบียบ เช่นนี้แล้วจึงจะเป็นที่ยอมรับของทุกคน! ดังนั้น ข้าจึงไม่ยอมรับการปฏิบัติที่ผิดไปจากกฎเด็ดขาด!”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ อวิ๋นเป่ยเฉินอดไม่ได้ที่จะตบโต๊ะและอุทานชื่นชม ช่างยอดเยี่ยมเหลือเกิน!
ภายใต้เงื่อนไขการปฏิบัติตามกฎระเบียบ แล้วใช้ความสามารถของตนเองพิสูจน์ทุกสิ่ง ใครจะกล้าไม่ยอมรับ? ใครเล่าจะกล้าสงสัยว่าความสามารถของลู่เยี่ยไม่คู่ควรกับตำแหน่งที่ได้รับ?
ประเด็นสำคัญคือ การแสดงออกนี้ช่างยอดเยี่ยมจริงๆ!
ในที่สุด เวินซิวเจวี๋ยและคนอื่น ๆ ก็ไม่ได้คัดค้าน เริ่มดำเนินการทดสอบการเข้าสำนักด่านที่สาม
จิตวิญญาณ!
และเหมือนกับการทดสอบการฝึกฝนจิตใจเพื่อเข้ากรมปราบปีศาจ การทดสอบนี้ก็มุ่งเน้นไปที่สภาวะจิตใจเช่นกัน
ความจริงแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสำนักใดในโลกนี้ เมื่อรับศิษย์สืบทอด ต่างก็จะมีการทดสอบสภาวะจิตใจทั้งสิ้น สิ่งนี้เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ที่ปีศาจและภูตผีอาละวาดในต้าเฉียน เพื่อหลีกเลี่ยงการมีสายลับหรือคนทรยศในสำนักของตนให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ในการทดสอบครั้งนี้ ลู่เยี่ยไม่ได้แสดงผลงานที่โดดเด่นอะไรนัก เพียงแค่ผ่านการทดสอบไปได้อย่างราบรื่นเท่านั้น
“เจ้าหนูคนนี้ทำตัวไม่หวือหวาเลย ผ่านการทดสอบแบบเฉียดฉิวตามเวลาพอดี”
“เฮ้อ ไม่รู้เลยว่าจิตใจของเขาแข็งแกร่งถึงระดับใดแล้ว”
“ถ้ามีโอกาสในอนาคต ค่อยลองดูอีกครั้ง!”
ในสายตาของปีศาจเฒ่าเหล่านั้น พวกเขาคิดว่าลู่เยี่ยจงใจทำตัวถ่อมตน
แต่ลู่เยี่ยขอสาบานต่อฟ้าดินว่า เขาไม่ได้ตั้งใจทำเช่นนั้น
ที่แท้แล้วการทดสอบจิตวิญญาณครั้งนี้ก็เหมือนกับการทดสอบการฝึกฝนจิตใจของกรมปราบปีศาจ มันช่างน่าเบื่อเกินไป และไม่มีความจำเป็นต้องเสียเวลาเลย
“ลู่เยี่ย เจ้าแน่ใจหรือว่าต้องการสอบเพื่อเข้าเป็นศิษย์สำนักในต่อไป”
เวินซิวเจวี๋ยถาม
ลู่เยี่ยพยักหน้า
“ถ้าเช่นนั้นก็ต้องใช้กฎการประลองพิทักษ์แท่นประลองเท่านั้นแล้ว”
เวินซิวเจวี๋ยอธิบายกฎเกณฑ์ให้ฟังหนึ่งรอบ
โดยปกติแล้วทุก ๆ สามปี สำนักกระบี่เก้าสวรรค์จะจัดการทดสอบศิษย์สำนักในหนึ่งครั้ง ศิษย์นอกสำนักที่มีคุณสมบัติจะเข้าร่วมการต่อสู้เพื่อเลื่อนขั้น สุดท้ายแล้วเพียงสิบคนแรกที่จัดอันดับสูงสุดเท่านั้น ที่สามารถเข้าไปฝึกฝนในชั้นในได้
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาทดสอบชั้นใน หากลู่เยี่ยต้องการเข้าสู่ชั้นใน ก็ต้องมีวิธีทดสอบอีกรูปแบบหนึ่ง
การประลองพิทักษ์แท่นประลอง!
สำนักจะจัดศิษย์นอกสำนักสิบคนที่อยู่ในขอบเขตเดียวกันมาทำการต่อสู้
สิ่งที่ลู่เยี่ยต้องทำ คือการเอาชนะคนทั้งสิบคนนี้ทีละคน หากแพ้แม้แต่ครั้งเดียว ก็จะถูกคัดออก
ลานฝึกวิถี บนลานประลอง
ลู่เยี่ยทำลายการโจมตีของคู่ต่อสู้ด้วยหมัดเดียว หมัดขาวผ่องพุ่งทะลวงดุจฝ่ามือทะลุไผ่ซัดเข้าใส่ใบหน้าคู่ต่อสู้
คู่ต่อสู้เป็นชายหนุ่มอาภรณ์สีดำ เมื่อหมัดนี้พุ่งเข้ามา เขารู้สึกขนลุกชัน สีหน้าเปลี่ยนไปอย่างมาก
หมัดนี้มีพลังที่รุนแรง ไม่สามารถหลบหนีได้เลย!
แต่… หมัดของลู่เยี่ยกลับหยุดลงตรงหน้าปลายจมูกของชายหนุ่มอาภรณ์สีดำ
“ขอบคุณที่ออมมือ”
ลู่เยี่ยยิ้มพลางเก็บมือกลับมา แล้วประสานมือคารวะเอ่ยออกมา
ชายหนุ่มอาภรณ์สีดำตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง เขาเพิ่งจะถอนหายใจยาว ๆ แล้วประสานมือคารวะตอบ
“ขอบคุณที่ไว้ชีวิต ข้าแพ้แล้ว”
ขณะที่เขาหมุนตัวเดินจากไป เสื้อของชายหนุ่มอาภรณ์สีดำก็เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็น
ส่วนรอบ ๆ ลานฝึกวิถี ทุกคนล้วนแสดงความประหลาดใจออกมา
นี่เป็นเพียงแค่ศึกเดียว ลู่เยี่ยออกหมัดเพียงแค่สามหมัดเท่านั้น
แต่ละหมัดล้วนเรียบง่ายและรวดเร็ว ไม่ว่าชายหนุ่มอาภรณ์สีดำจะใช้เคล็ดวิชาลับใดก็ตาม ทั้งหมดล้วนถูกทำลายลง!
ไม่มีกำลังที่จะต้านทานได้เลย
และหลังจากนั้น การประลองอีกเก้าครั้งก็ทยอยเกิดขึ้น
ลู่เยี่ยชนะได้อย่างง่ายดายทุกครั้ง
เขาไม่ได้จงใจเล่นงานใครเป็นพิเศษ และไม่ได้ตั้งใจอวดโอ้อะไร
สำหรับคู่ต่อสู้ทุกคน เขาใช้เพียงสามหมัดเท่านั้น ยุติธรรมอย่างยิ่ง
ทุกครั้งเขายับยั้งกำลังเอาไว้ ไม่เคยทำร้ายอีกฝ่าย ควบคุมตัวเองได้ดีมาก
ทุกครั้งหลังจากที่ชนะ เขาก็จะประสานมือคารวะพร้อมกล่าวว่า
“ขอบคุณที่ออมมือให้”
อ่อนน้อมถ่อมตนอย่างยิ่ง
แต่รอบ ๆ ลานฝึกวิถีนั้นกลับเกิดความวุ่นวายขึ้น ก่อให้เกิดเสียงอุทานประหลาดใจนับไม่ถ้วน
ไม่เพียงแต่พวกผูอาวุโสเหล่านั้นเท่านั้น แม้แต่พวกคนหนุ่มสาวที่อยู่ในที่นั้นก็ยังมองออกว่าลู่เยี่ยยังคงเก็บซ่อนพลังไว้!
และเก็บซ่อนไว้มากเกินไป!
ต้องรู้ไว้ว่า คู่ต่อสู้ทั้งสิบคนแม้ว่าจะมีพลังบำเพ็ญเท่าเทียมกัน แต่พละกำลังการต่อสู้ของแต่ละคนล้วนแตกต่างกัน!
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าเป็นใครก็ตาม เพียงแค่ได้ปะทะกับลู่เยี่ยก็จะพ่ายแพ้ภายในสามหมัดโดยไม่มีข้อกังขาใด ๆ
สิ่งนี้ย่อมหมายความว่า ลู่เยี่ยมีความแข็งแกร่งที่เหนือกว่าอย่างชัดเจน จึงสามารถเอาชนะได้อย่างง่ายดายเช่นนี้
“สายตาของชิงหลีไม่มีที่ติจริงๆ เมื่อก่อนเป็นข้าเองที่ดูแคลนลู่เยี่ยไป!”
หนึ่งในเหล่าปีศาจเฒ่ายิ้มจนหุบปากไม่ลง และยอมรับอย่างเปิดเผยว่า เมื่อก่อนไม่เคยชอบหน้าลู่เยี่ย แต่ตอนนี้แตกต่างออกไปแล้ว
เวินซิวเจวี๋ยเอ่ยเสียงเบา
“พวกท่านมองออกหรือไม่ว่าลู่เยี่ยเก็บซ่อนพลังไว้มากเพียงใด?”
“ไม่ได้เลย”
ผู้อาวุโสเหล่านั้นมองหน้ากัน แล้วส่ายศีรษะ
“ถ้าอย่างนั้นข้าก็วางใจแล้ว”
เจ้าสำนักเวินซิวเจวี๋ยแอบถอนหายใจอย่างโล่งอก เดิมทีนางคิดว่ามีเพียงตนเองเท่านั้นที่มองไม่ออก
“คุณชาย ท่านพอจะมองออกหรือไม่ว่าลู่เยี่ยซ่อนพลังไว้มากเพียงใด?”
หลิวจิ่นอดไม่ได้ที่จะส่งเสียงกระแสจิตถาม ในการประลองพิทักษ์แท่นประลองครั้งนี้ ลู่เยี่ยแสดงออกถึงความยุติธรรมและมารยาทอย่างมาก แต่ยิ่งเป็นเช่นนี้ ยิ่งทำให้นางรู้สึกกลัดกลุ้มในใจ
อวิ๋นเป่ยเฉินกล่าวเรียบ ๆ ว่า
“เมื่อพวกเจ้าพยายามเดาว่าน้องชายลู่เก็บซ่อนความแข็งแกร่งไว้มากเพียงใด นั่นหมายความว่า… เขาได้แสดงความสามารถออกมาแล้ว”
หลิวจิ่น “…”
ยังสามารถตีความหมายได้อย่างนี้ด้วยหรือ?
อวิ๋นเป่ยเฉินแอบทอดถอนใจในใจ ให้ตายเถอะ! น้องชายลู่ช่างเป็นอัจฉริยะจริงๆ ทุกครั้งเขามักจะสามารถสร้างลูกเล่นใหม่ ๆ ในการแสดงความสามารถได้เสมอ ช่างน่าชื่นชมยิ่งนัก!
ในขณะนี้ เจ้าสำนักเวินซิวเจวี๋ยก็ก้าวออกมา ใบหน้าแสดงออกถึงความเข้มงวดน่าเกรงขาม กล่าวว่า
“ข้าขอประกาศว่า นับจากวันนี้เป็นต้นไป ลู่เยี่ยคือศิษย์สำนักในของสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ของพวกเรา”
“หากผู้ใดมีความคิดเห็นคัดค้าน สามารถกล่าวออกมาได้ในตอนนี้!”
ดวงตาที่สวยงามราวกับหงส์ของนางค่อย ๆ กวาดมองไปทั่วทั้งลาน
บรรยากาศเงียบสงัด ไม่มีผู้ใดกล้าตั้งข้อสงสัยเป็นเวลานาน
แม้แต่ผู้ที่ยังมีความคิดเห็นในแง่ลบต่อลู่เยี่ยอยู่มากมาย ก็ต้องยอมรับว่า ลู่เยี่ยมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเป็นศิษย์สำนักใน!
นี่คือความสามารถที่แท้จริง เพียงพอที่จะทำให้ผู้ใดก็ตามต้องปิดปาก
และนี่ก็คือเหตุผลที่ลู่เยี่ยยืนกรานที่จะปฏิบัติตามกฎระเบียบตั้งแต่เริ่มต้น
“ท่านผู้อาวุโส ผู้น้อยขออนุญาตแข่งขันชิงตำแหน่งบุตรศักดิ์สิทธิ์ของสำนักในตอนนี้ได้หรือไม่?”
ท่ามกลางความเงียบสงบนี้ ลู่เยี่ยที่ยืนอยู่บนลานฝึกวิถีก็หันหลังกลับ มองเวินซิวเจวี๋ยและเสนอคำร้องขอของตนเองออกไป
รอบข้างเกิดเสียงฮือฮาดังสนั่นขึ้นมาอีกครั้ง