บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 135 โอกาสสร้างผลงานมาถึงแล้ว
ศิษย์ของสำนักกระบี่เก้าสวรรค์แบ่งออกเป็นสามประเภท ได้แก่ ศิษย์นอกสำนัก ศิษย์สำนักใน และศิษย์หลัก
ศิษย์นอกสำนักมีจำนวนมากที่สุด มีมากถึงหนึ่งพันสามร้อยคน พลังบำเพ็ญส่วนใหญ่อยู่ในขอบเขตตำหนักวิญญาณและต่ำกว่าขอบเขตตำหนักวิญญาณ
ศิษย์สำนักในมีสี่ร้อยกว่าคน พลังบำเพ็ญล้วนเป็นขอบเขตตำหนักวิญญาณทั้งสิ้น พวกเขาเป็นยอดฝีมือในขอบเขตนี้
หากอยู่ในโลกปถุชน ศิษย์สำนักในเหล่านี้เมื่อต่อสู้กับผู้ที่มีขอบเขตเดียวกัน ก็มีความแข็งแกร่งพอที่จะสู้ได้หนึ่งต่อสิบหรือแม้กระทั่งหนึ่งต่อร้อย
ส่วนศิษย์หลักมีเพียงหกสิบกว่าคนเท่านั้น ซึ่งในนั้นมีบางส่วนที่สามารถเรียกได้ว่าเป็นอัจฉริยะที่หาตัวจับยากในขอบเขตตำหนักวิญญาณ คนอื่น ๆ ล้วนเป็นผู้ที่มีพลังบำเพ็ญขอบเขตแท่นทองคำ
ในสำนักกระบี่เก้าสวรรค สถานะของศิษย์หลักนั้นสูงส่งมาก สามารถนั่งเทียบเท่ากับผู้ที่เป็นใต้เท้าบางคนได้เลยทีเดียว
ในขณะนี้ ฉินชิงหลีคือผู้นำในหมู่ศิษย์หลัก เป็นยอดคนอันดับหนึ่งอย่างแท้จริง และในขณะเดียวกันก็เป็นเทพธิดาศักดิ์สิทธิ์ของสำนักกระบี่เก้าสวรรค์อีกด้วย!
และในตอนนี้ ลู่เยี่ยก็เพิ่งผ่านการทดสอบเข้าสำนักและการทดสอบศิษย์สำนักในเท่านั้น แต่กลับเสนอตัวที่จะแข่งขันเพื่อตำแหน่งบุตรศักดิ์สิทธิ์ คิดดูเถิดว่าสร้างความตื่นตะลึงได้มากเพียงใด!
“คนผู้นี้ไม่หยิ่งยโสเกินไปหรือ?”
“อย่าสงสัยเลย เขาหยิ่งยโสจริงๆ แต่เขามีคุณสมบัติที่จะหยิ่งได้นี่!”
“ที่สำคัญคือ เขาเพิ่งจะเข้าร่วมสำนักเท่านั้น ยังไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงด้วยซ้ำ แล้วคิดจะเอาตำแหน่งบุตรศักดิ์สิทธิ์แล้วหรือ?”
ในทันใดนั้น ลู่เยี่ยก็เหมือนได้แหย่รังต่อ ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์และโจมตีมากมาย
พวกผู้อาวุโสที่อยู่ในที่นี้ต่างก็แอบตกใจ ไม่คาดคิดว่าลู่เยี่ยจะบ้าระห่ำถึงเพียงนี้!
“ลู่เยี่ย เจ้าคิดว่าเรื่องนี้ง่ายเกินไปแล้ว”
เวินซิวเจวี๋ยกล่าวว่า
“มีเพียงศิษย์หลักของสำนักเท่านั้นที่จะมีโอกาส แต่ก็ยังต้องผ่านการทดสอบและการแข่งขันต่าง ๆ อีกมากมาย”
ปีศาจเฒ่าคนหนึ่งเสริมว่า
“แม้ว่าจะผ่านการทดสอบและการแข่งขันทั้งหลายแล้ว ก็ยังไม่พอ เพราะตำแหน่งบุตรศักดิ์สิทธิ์นั้นมีความสำคัญพิเศษ เหมือนกับการที่จักรพรรดิในโลกมนุษย์แต่งตั้งรัชทายาท ซึ่งมีผลกระทบต่อสถานการณ์ของทั่วทั้งใต้หล้า จึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ”
หลังจากนั้น ปีศาจเฒ่าหลายคนก็ทยอยกันเอ่ยปาก เพื่อเตือนลู่เยี่ยไม่ให้รีบร้อน
พวกเขาไม่ได้ตั้งใจขู่เข็ญลู่เยี่ยแต่ประการใด เพียงแต่เนื่องจากมีข้อกำหนดที่เคร่งครัดหลายประการ
ประการแรก ผู้ที่จะเป็นบุตรศักดิ์สิทธิ์จำเป็นต้องสร้างคุณูปการยิ่งใหญ่ไม่เคยมีมาก่อนให้แก่สำนัก!
ประการที่สอง ต้องได้รับการยอมรับจากผู้อาวุโสทั้งหมด
ประการที่สาม ต้องรักษาตำแหน่งหนึ่งในสามอันดับแรกในการประลองมหาวิถีของเจ็ดสำนักใหญ่แห่งต้าเฉียน
และนี่ยังเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น
เมื่อได้รับรู้ถึงสิ่งเหล่านี้ ลู่เยี่ยจึงตระหนักว่า ตนเองเข้าใจเรื่องตำแหน่งบุตรศักดิ์สิทธิ์ง่ายเกินไปจริงๆ
“สำนักกระบี่เก้าสวรรค์ของพวกเราแตกต่างจากสำนักอื่น ๆ ในช่วงร้อยปีที่ผ่านมา ตำแหน่งบุตรศักดิ์สิทธิ์ยังคงว่างเปล่ามาโดยตลอด”
เวินซิวเจวี๋ยกล่าวว่า
“จวบจนระยะเวลาที่ผ่านมาไม่นาน ชิงหลีได้บรรลุถึงขอบเขตแท่นทองคำไม่นาน ผ่านการทดสอบและการยอมรับทุกรูปแบบ จึงได้รับการคัดเลือกให้เป็นเทพธิดาศักดิ์สิทธิ์”
“ลู่เยี่ย ด้วยพรสวรรค์และรากฐานของเจ้า ต่อไปไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีโอกาสแข่งขันชิงตำแหน่งบุตรศักดิ์สิทธิ์ เหตุใดจึงต้องรีบร้อนในตอนนี้?”
ลู่เยี่ยเพียงแค่ต้องการพิสูจน์คุณค่าของตนเองเพื่อให้ได้รับผลประโยชน์ที่มากกว่าเท่านั้น ก็ไม่ได้จำเป็นต้องเป็นบุตรศักดิ์สิทธิ์แต่ประการใด
เขาจึงกล่าวทันที
“เช่นนั้นข้าขอประลองแข่งขันเพื่อเป็นศิษย์หลักได้หรือไม่?”
เวินซิวเจวี๋ยและคนอื่น ๆ ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง
“ลู่เยี่ย เจ้านี้มองตำแหน่งศิษย์หลักเป็นเรื่องเล็กน้อยเกินไปแล้วกระมัง”
ทันใดนั้น ชายหนุ่มสวมอาภรณ์สีทองผู้หนึ่งก็ก้าวออกมาบริเวณลานฝึกวิถี เขามองด้วยสายตาเย็นชา ตำหนิอย่างรุนแรงว่า
“จริงอยู่ ข้ายอมรับว่าพรสวรรค์และรากฐานของเจ้านั้นแข็งแกร่งมาก แต่หากคิดจะเป็นศิษย์หลัก เจ้ายังอ่อนแอเกินไป!”
“ใช่แล้ว!”
ชายหนุ่มอาภรณ์สีดำอีกคนหนึ่งก้าวออกมา
“เจ้าลองถามดูสิ ในบรรดาศิษย์หลักทั้งหกสิบสามคนของสำนัก มีคนไหนบ้างที่ไม่เคยสร้างคุณูปการให้สำนัก! หากเจ้าอยากเป็นศิษย์หลัก ก็จงสร้างผลงานใหญ่ก่อนแล้วค่อยพูดเถิด!”
ต่อมา มีศิษย์หลักคนอื่น ๆ ทยอยออกมา ต่างพากันตวาดลู่เยี่ยว่าไม่รู้จักประมาณตน พวกเขาล้วนเป็นคนหนุ่มด้วยกันทั้งนั้น แม้ว่าทุกคนจะได้เห็นวีรกรรมต่าง ๆ ของลู่เยี่ยเมื่อครู่ก็ตาม แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะยอมรับเขาด้วยใจจริง
ทว่า ถึงแม้จะไม่พอใจในการกระทำของลู่เยี่ย แต่ก็ไม่มีใครโง่เขลาถึงขั้นวิจารณ์อย่างไร้สติ
ยกตัวอย่างเช่น การจะเป็นศิษย์หลักนั้นย่อมมีข้อกำหนดและเงื่อนไขมากมาย ในบรรดาเงื่อนไขเหล่านั้น ข้อที่ยากที่สุดก็คือการสร้างความดีความชอบให้กับสำนัก และจะต้องเป็นความดีความชอบครั้งใหญ่ที่ทุกคนในสำนักยอมรับด้วย!
จุดนี้เอง ที่ทำเอาลู่เยี่ยลำบากอย่างแท้จริง เขาเพิ่งจะมาสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ในวันนี้ จะเป็นไปได้อย่างไรที่จะมีโอกาสสร้างผลงาน?
“ลู่เยี่ย ตอนนี้มีโอกาสให้เจ้าสร้างผลงานแล้ว ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าจะทำได้หรือไม่”
อย่างไม่ทันตั้งตัว ชายในอาภรณ์สีทองที่ก้าวออกมาเป็นคนแรกก็เอ่ยขึ้น เขาจ้องมองลู่เยี่ยอย่างเย็นชา
“มีคนจากสำนักวิญญาณราชันย์ดาราคนหนึ่งได้มาขวางกั้นหน้าประตูสำนักเรามาเก้าวันแล้ว หากเจ้าสามารถเอาชนะเขาได้ นับเป็นความดีความชอบชิ้นใหญ่แน่นอน”
เมื่อคำพูดนี้ถูกเอ่ยออกมา ทั่วทั้งลานก็ตกอยู่ในความเงียบ เวินซิวเจวี๋ยและผู้อาวุโสในที่นั้นต่างขมวดคิ้ว
ลู่เยี่ยนึกถึงชายในชุดผ้าป่านที่ได้พบที่หน้าประตูสำนักเมื่อวันนี้
ในตอนนั้นเขาก็เริ่มคาดเดาได้ลาง ๆ ว่าชายในชุดผ้าป่านคนนั้น เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าเขามาด้วยข้ออ้างของการมาคารวะ แต่แท้จริงแล้วมาทำการประลองกับสำนักกระบี่เก้าสวรรค์!
และยิ่งไปกว่านั้น ยังไม่มีศิษย์ในขอบเขตตำหนักวิญญาณของสำนักกระบี่เก้าสวรรค์คนใดที่สามารถจัดการชายในชุดผ้าป่านคนนั้นได้! มิฉะนั้น ไฉนเลยจะปล่อยให้คนผู้นั้นมาปิดกั้นอยู่ที่นั่นโดยไม่ยอมไปไหน?
เรื่องนี้ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นความอัปยศของสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ ดังนั้นเมื่อถูกชายในอาภรณ์สีทองพูดถึงขึ้นมา จึงทำให้บรรยากาศพลันเงียบสงัดลงในทันที
เรื่องอัปยศในครอบครัวไม่ควรเผยแพร่ออกไปภายนอก ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นเรื่องเช่นนี้อีกด้วย?
“ท่านผู้อาวุโส หากข้าไล่คนผู้นั้นไปได้จริง จะถือว่าเป็นความดีความชอบชิ้นใหญ่หรือไม่?”
ลู่เยี่ยครุ่นคิดในใจพลางเหลือบมองไปที่เวินซิวเจวี๋ย
เวินซิวเจวี๋ยแต่เดิมไม่อยากพูดถึงเรื่องน่าอับอายเช่นนั้น แตตอนนี้กลับไมอาจเลี่ยงที่จะตอบคำถาม นางเอ่ยเสียงเบา
“คนผู้นั้นมีนามว่า ‘ผูเหิงเยว่’ เป็นผู้แข็งแกร่งอันดับหนึ่งในขอบเขตตำหนักวิญญาณของสำนักวิญญาณราชันย์ดารา ในหมู่คนรุ่นเยาว์ของเจ็ดสำนักใหญ่แห่งต้าเฉียนเขาก็นับว่าเป็นหนึ่งในอัจฉริยะที่เก่งกาจที่สุด”
“ท่านเจ้าสำนัก เรื่องน่าอับอายเช่นนี้ ให้ข้าเป็นผู้เล่าเถิด”
ผูอาวุโสคนหนึ่งถอนหายใจ
“เมื่อเก้าวันก่อน ผูเหิงเยว่มาที่นี่ด้วยข้ออ้างว่าจะมาเยี่ยมเยียนสำนัก แต่แท้จริงแล้วเขามาเพื่อท้าทาย ภายในเก้าวัน เขาได้เอาชนะศิษย์ของสำนักเราในขอบเขตตำหนักวิญญาณไปแล้วเก้าสิบสามคน ในจำนวนนั้น แม้แต่ศิษย์หลักทั้งสิบเก้าคนจากขอบเขตตำหนักวิญญาณก็พ่ายแพ้กันหมด…”
น้ำเสียงเผยให้เห็นถึงความจนใจและความจนปัญญาอย่างสุดซึ้ง
เมื่อกล่าวถึงเรื่องนี้ ทุกคนโดยรอบลานก็รู้สึกอับอายในใจเช่นกัน ถูกคนมาปิดล้อมประตูสำนักอยู่เก้าวัน นับเป็นความอัปยศอันยิ่งใหญ่! แต่ก็ช่วยไม่ได้ สู้ไม่ได้ก็คือสู้ไม่ได้
ตอนนั้นผูเหิงเยว่จากสำนักวิญญาณราชันย์ดารายังทิ้งคำพูดแข็งกร้าวไว้ว่า จะสู้ไปเรื่อย ๆ จนกว่าเจ้าสำนักแห่งสำนักกระบี่เก้าสวรรค์จะออกมายอมรับความพ่ายแพ้ด้วยคนเอง มิเช่นนั้น เขาก็จะไม่จากไปไหนทั้งนั้น!
“ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ผูเหิงเยว่นั้นน่ากลัวมากจริงๆ มีพรสวรรค์ล้ำเลิศ เป็นอัจฉริยะที่ยากจะพบเห็นในโลกนี้”
ผูอาวุโสกล่าวต่อ
“กล่าวตามตรง พวกเราคนแก่เหล่านี้ก็รู้สึกอับอายอย่างยิ่ง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้”
อีกคนถอนหายใจกล่าวว่า
“หากเจ้าสำนักไปยอมรับว่าแพ้ด้วยตัวเอง หน้าตาของพวกเราสำนักกระบี่เก้าสวรรค์จะเหลืออะไร? แต่ถ้าไม่ยอมรับ ผูเหิงเยว่ก็จะอยู่เฉย ๆ ไม่ยอมไป ถึงขนาดที่ว่าพวกเราต่างก็ปวดหัวกันไปหมด”
บางคนกล่าวด้วยความเดือดดาลว่า
“ผูเหิงเยว่ผู้นี้ไม่ใช่คนที่กระทำการอย่างตรงไปตรงมา ก่อนที่ชิงหลีจะทะลวงผ่านขอบเขตแท่นทองคำ ก็ไม่เห็นเขามาเยี่ยมเยียนสำนักเลย”
ลู่เยี่ยรู้สึกตื่นเต้นในใจ จึงกล่าวว่า
“ท่านผูอาวุโส ข้าเข้าใจเรื่องราวแล้ว ข้าขอถามว่าหากข้าสามารถเอาชนะคนผู้นั้นได้ จะได้เป็นศิษย์หลักหรือไม่?”
“ได้”
เวินซิวเจวี๋ยพยักหน้า แต่ลังเลกล่าวว่า
“เพียงแต่ว่า หากเจ้า…”
ลู่เยี่ยยิ้มและขัดจังหวะ
“ข้าหวังว่าเขาจะสามารถเอาชนะข้าในขอบเขตตำหนักวิญญาณได้จริงๆ!”
“ดี! ลู่เยี่ย ขอเพียงเจ้าสามารถเอาชนะเขาได้ หากผู้ใดไม่ยอมรับที่เจ้าจะเป็นศิษย์หลัก ข้าจะเป็นคนแรกที่ไม่เห็นด้วย”
ชายในอาภรณ์สีทองนั้นเอ่ยปากอีกครั้ง ตามด้วยผู้คนที่เป็นกังวลเรื่องชื่อเสียงสำนักต่างพากันเห็นด้วย
ราวกับอยากให้ลู่เยี่ยลงมือยิ่งนัก ถ้าเขาชนะได้ ก็จะแก้ปัญหาใหญ่หลวงของสำนักได้ แพ้แล้ว…… ก็นับว่าปกติ เพราะคนอื่นก็แพ้มาแล้ว!
อย่างน้อยก็ไม่ขาดทุน อีกทั้งยังได้ทดสอบดูว่าลู่เยี่ยมีความสามารถแท้จริงมากแค่ไหน และเขาสมควรได้เป็นศิษย์หลักหรือไม่
เวินซิวเจวี๋ยและบรรดาผู้อาวุโสเหล่านั้นเห็นเช่นนี้จึงไม่ทัดทานอีก พวกเขายอมรับเรื่องนี้
เมื่อเห็นทุกสิ่งทั้งหมดอยู่ในสายตา อวิ๋นเป่ยเฉินก็มีประโยคหนึ่งผุดขึ้นในห้วงความคิด
เมื่อเวลามาถึง โลกและสวรรค์ก็ร่วมมือกัน! สมควรแล้วที่น้องชายลู่จะแสดงความสามารถครั้งใหญ่ เจิดจรัสอย่างไร้คู่แข่ง!
แต่หากว่าแพ้… เขาได้แสดงความเจิดจรัสในการทดสอบมาก่อนหน้านี้เพียงใด หลังจากนี้ก็จะต้องอับอายเพียงนั้น
น้องชายลู่ของเขาจะทำได้หรือไม่?