บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 137 ใต้เท้า ไม่ดีแล้ว!
ภายในประตูสำนัก
ทุกคนยืนนิ่งงันอยู่ตรงนั้น สายตาเลื่อนลอย
ผูเหิงเยวต้องพ่ายแพ้แบบนี้เลยหรือ?
ตลอดเก้าวันที่ผ่านมา ผูเหิงเยวปิดล้อมอยู่หน้าประตูสำนักเพียงผู้เดียว เอาชนะศิษย์ขอบเขตตำหนักวิญญาณของสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ไปแล้วเก้าสิบสามคน!
ทั้งบนและล่างสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ต่างอึดอัดขัดเคืองในใจ มองเรื่องนี้เป็นความอัปยศอดสูอย่างร้ายแรง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้
ที่ร้ายแรงกว่านั้นคือ ผูเหิงเยวต้องการจะสู้ต่อไปเรื่อย ๆ จนกว่าเจ้าสำนักเวินชิวเจวี่ยจะออกมายอมแพ้ด้วยตนเอง!
ทั้งหมดนี้เพียงพอที่จะพิสูจน์ได้ว่า ความสามารถในการต่อสู้ในขอบเขตตำหนักวิญญาณนั้นเหนือธรรมดาเพียงใด
แต่ตอนนี้ ผูเหิงเยวพ่ายแพ้แล้ว!
ถูกลู่เยี่ยใช้มือข้างเดียวปราบปราม
ตั้งแต่ต้นจนจบไม่ถึงสามกระบวนท่า ผูเหิงเยวก็พ่ายแพ้อย่างราบคาบเสียแล้ว!
ก่อนหน้านี้ ใครเล่าจะคาดคิดได้?
“สามกระบวนท่าอีกแล้ว ปราบผูเหิงเยวได้อย่างง่ายดาย” บางคนพึมพำ นึกถึงประสบการณ์ที่ลู่เยี่ยเอาชนะคู่ต่อสิบคนได้อย่างง่ายดายในการประลองพิทักษ์แท่นประลอง
“ไม่เหมือนกัน ครั้งนี้ลู่เยี่ยใช้มือเดียวปราบผูเหิงเยว!” มีคนแก้ไข
ในการต่อสู้ครั้งนี้ ลู่เยี่ยเพียงดีดนิ้วเดียวก็ทำลายการโจมตีของผูเหิงเยวได้
เขาตบฝ่ามือออกไปหนึ่งครั้ง ทำลายกระบวนท่าสังหาร ‘กระแสคลื่นแห่งดวงดาว’ ของผูเหิงเยว
และสุดท้ายเขายังใช้เพียงการโจมตีเดียวเท่านั้น ปราบผูเหิงเยวให้จมลงสู่พื้น!
นี่แสดงความยิ่งใหญ่กว่าที่แสดงในการประลองพิทักษ์แท่นประลองมากนัก
“ขอบเขตตำหนักวิญญาณการหลอมรวมที่หนึ่งหรือ? หากไม่ได้เห็นด้วยตาตัวเอง ถึงตายข้าก็ไม่มีวันเชื่อ…” มีบางคนถอนหายใจด้วยความตื่นตะลึง
ในชั่วขณะนี้ สำนักกระบี่เก้าสวรรค์ตั้งแต่ผู้น้อยจนถึงผู้ใหญ่ต่างพากันตื่นเต้นและปลาบปลื้ม หลายคนโห่ร้องสนับสนุน แสดงความยินดีกับลู่เยี่ย
ความอึดอัดที่สะสมมาเก้าวันได้ถูกปัดเป่าออกไปจนหมดสิ้น ในที่สุดก็ได้ล้างความอัปยศออกไปแล้ว!
ในความคิดของเวินชิวเจวี่ยและบรรดาผู้อาวุโสเหล่านั้น ต่างมีความคิดเดียวกันผุดขึ้นมาในใจ
สวรรค์คุ้มครองสำนักกระบี่เก้าสวรรค์โดยแท้ ทำให้พวกเขาได้ขุมทรัพย์ในครั้งนี้!
“เฮ้อ”
อวินเปยเฉินถอนหายใจยาว
หลิวจินถามว่า “คุณชายเป็นอะไรไปหรือ?”
“เจ้าไม่เข้าใจหรอก” อวินเปยเฉินส่ายหน้า
ในช่วงเวลานี้ ลู่เยี่ยโดดเด่นเหนือผู้ใด ทำให้เขารู้สึกถูกกระตุ้นอย่างมาก และอยากจะแสดงความสามารถบ้าง
น่าเสียดายที่ไม่มีโอกาสให้ได้แสดงฝีมือเลย!
ด้านนอกประตูสำนัก
ลู่เยี่ยก้าวเข้าไปข้างหน้าและประคองผูเหิงเยวให้ลุกขึ้น เขายังเก็บดาบคงเชอขึ้นมาส่งให้ผูเหิงเยวดด้วยความเป็นห่วง
“ข้าแพ้แล้ว…” ผูเหิงเยวหน้าตาเปื้อนฝุ่น จมูกช้ำหน้าบวม ดูเหมือนคนดวงตก
ลู่เยี่ยปลอบใจว่า “เจ้าสามารถพ่ายแพ้ในมือข้า แม้จะแพ้แต่ก็ยังนับว่ามีเกียรติ”
ผูเหิงเยว “…”
นี่คือคำพูดปลอบใจคนหรือ?
“นอกจากนี้ ขอบคุณเจ้ามากจริงๆ นะ” ลู่เยี่ยขอบคุณด้วยความจริงใจ
ครั้งนี้หากไม่ใช่เพราะผูเหิงเยว เขาคงไม่สามารถสร้างผลงานจนได้เป็นศิษย์หลักได้ แน่นอนว่าเขาต้องขอบคุณอีกฝ่ายเป็นอย่างดี
“เอาอย่างนี้แล้วกัน หากวันหน้าเจ้าต้องการกู้หน้าคืนเมื่อใด ก็มาหาข้าได้ตลอด”
ลู่เยี่ยตบไหล่อีกฝ่ายเบา ๆ “ข้าจะไม่มีวันปฏิเสธเจ้าเพียงเพราะเจ้าอ่อนแอ และข้าจะรับประกันว่าทุกครั้ง เจ้าจะแพ้อย่างหมดใจ”
ผูเหิงเยวเกือบจะอดทนไม่ไหว อยากจะฟันอีกฝ่ายสักดาบ
หายใจเข้าลึก ๆ หนึ่งครั้ง ผูเหิงเยวก็กล่าวว่า “แม้ว่าเจ้าจะชนะข้า แต่ข้าก็ยังไม่คิดว่าเจ้าคู่ควรกับเทพธิดาชิงหลี!”
ลู่เยี่ยหัวเราะพลางกล่าวว่า “ยิ่งเจ้าพูดเช่นนี้มากเท่าใด ก็ยิ่งพิสูจน์ว่าชิงหลีของข้าเป็นคนยอดเยี่ยมมากเท่านั้น ซึ่งยิ่งทำให้ข้ามีความสุข เจ้ากำลังชมข้าอ้อม ๆ นะเนี่ย”
บัดซบ! ผูเหิงเยวเกือบจะสบถออกมาแล้ว เขายังไม่เคยเจอคนที่ไร้ยางอายขนาดนี้มาก่อนเลย
ลู่เยี่ยถามขึ้นกะทันหัน “ว่าแต่ ทำไมเจ้าถึงมาปิดล้อมทางเข้าประตูสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ด้วย มีความแค้นใหญ่หลวงอะไรหรือ?”
“เจ้าคิดมากไปแล้ว” ผูเหิงเยวตอบ “ข้าแค่ต้องการพิสูจน์ให้เทพธิดาชิงหลีได้เห็นเท่านั้นเอง!”
กล่าวจบก็หันหลังเดินจากไป
พวกคนที่หลงรักชิงหลีล้วนคลั่งไคล้ถึงขั้นบ้าคลั่งเสียสติขนาดนี้เชียวหรือ?
“ไม่แปลกใจเลยที่สำนักกระบี่เก้าสวรรค์ตั้งแต่บนลงล่างต่างไม่ชอบข้าตั้งแต่แรก” ลู่เยี่ยส่ายหัวเล็กน้อย “ล้วนเป็นเพราะความผิดของชิงหลีแท้ ๆ”
เมื่อลู่เยี่ยกลับมา เสียงโห่ร้องยินดีก้องกังวานไปทั่วประตูสำนัก
เจ้าสำนักเวินชิวเจวี่ยและเหล่าผู้อาวุโสทั้งหลายรีบมาต้อนรับเป็นอันดับแรกทันที
ชายในชุดอาภรณ์สีทองที่เคยเป็นคนแรกที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ลู่เยี่ยตอนนี้กลับเป็นฝ่ายเข้ามาขอโทษด้วยตนเอง
ลู่เยี่ยมีความใจกว้าง ตบไหล่อีกฝ่ายพลางกล่าวว่า “หากไม่ได้คำชี้แนะจากศิษย์พี่ ข้าจะมีโอกาสได้สร้างผลงานในวันนี้ได้อย่างไร?”
ชายในอาภรณ์สีทองรู้สึกพอใจยิ่ง ตบอกตัวเองทันทีพลางกล่าวว่า
“ต่อไปหากผู้ใดกล้าสงสัยว่าน้องลู่ไม่มีคุณสมบัติพอที่จะเป็นศิษย์หลัก ข้าเหมิงฮาวจะถือว่าผู้นั้นเป็นศัตรูที่ไม่สามารถอยู่ร่วมโลกกันได้!”
“ลู่เยี่ยเด็กคนนี้ ดูหมิ่นข้าเกินไปแล้ว!”
หลังจากผู้อาวุโสใหญ่นอกสำนักเซียงชิงโจวกลับถึงที่พัก เขายังคงโกรธจนข่มไว้ไม่อยู่
วันนี้ช่างน่าอับอายขายหน้าเหลือเกิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ตะโกนให้เขาเรียกว่าบิดานั้น ช่างน่ารังเกียจเสียนี่กระไร!
“ท่านใต้เท้า ไม่ดีแล้วขอรับ ลู่เยี่ยผ่านการทดสอบการตระหนักรู้แล้ว และเขาตระหนักรู้ถึง ‘เจตจำนงดาบ’ ทั้งหมดในภาพวิถีดาบร้อยประการแล้วขอรับ!”
บ่าวคนหนึ่งรีบมารายงาน
สีหน้าของเซียงชิงโจวเปลี่ยนไปในทันที เขาเข้าใจดีว่านั่นหมายถึงอะไร
ไม่นานนัก ก็มีบ่าวอีกคนมารายงานว่า ลู่เยี่ยผ่านการทดสอบจิตวิญญาณแล้ว
เซียงชิงโจวถอนหายใจยาว ตระหนักว่าสถานการณ์ไปไกลเกินกว่าจะแก้ไขได้แล้ว และไม่สามารถขัดขวางลู่เยี่ยจากการเข้าฝึกฝนในสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ได้อีกต่อไป
“มันเป็นเพียงแค่การทดสอบเข้าสำนักเท่านั้น ลู่เยี่ยยังคงต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบและฝึกฝนในสำนักนอกอยู่ดี!” เซียงชิงโจวพยายามทำให้ตนเองสงบลง “ตราบใดที่อยู่ในสำนักนอก ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีโอกาสจัดการเด็กคนนี้!”
ในฐานะผู้อาวุโสใหญ่นอกสำนัก การจะกำจัดศิษย์ที่เพิ่งเข้ามาใหม่นั้น ไม่ใช่เรื่องยากเลยสำหรับเขา
ไม่จำเป็นต้องให้เขาออกหน้าด้วยตัวเอง ย่อมมีวิธีการนานาประการที่จะจัดการกับลู่เยี่ยได้อย่างง่ายดาย!
ทันใดนั้น มีคนเข้ามารายงานอีก
“ท่านใต้เท้า แย่แล้ว! ลู่เยี่ยผ่านการทดสอบการประลองพิทักษ์แท่นประลองของศิษย์สำนักในแล้ว ท่านเจ้าสำนักประกาศแล้วว่าจะรับเขาเป็นศิษย์สำนักใน”
อะไรนะ?
เซียงชิงโจวชะงักค้างอยู่ตรงนั้น หงุดหงิดจนแทบจะกระอักเลือด
หากลู่เยี่ยไม่ได้ฝึกฝนอยู่ที่สำนักนอก แล้วเขาจะเอาอะไรไปจัดการลู่เยี่ย?
“เจ้าสารเลวนั่นต้องรู้ตัวว่าข้าจะไม่ปล่อยเขาไปง่าย ๆ ถึงได้รีบร้อนเข้าสู่ศิษย์สำนักในเพื่อฝึกฝนเช่นนี้” เซียงชิงโจวกัดฟันกรอด “แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้นแล้วอย่างไร? ข้าย่อมหาโอกาสได้แน่นอน ทำให้เขาตกนรกไม่มีวันได้ผุดได้เกิด”
เซียงชิงโจวนั่งอยู่ที่นั้นเพียงลำพัง พยายามระงับความอึดอัดในใจ ครุ่นคิดหาวิธีแก้แค้นลู่เยี่ยอย่างสาสมในภายหลัง
“ท่านใต้เท้า แย่แล้ว!”
ปัง! เขาตบโต๊ะหยกตรงหน้าแตกกระจายด้วยฝ่ามือเดียว
“บัดซบ! มันจะไม่จบไม่สิ้นแล้วรึไง!”
เขาโมโหจนแทบคลั่ง จริง ๆ แล้วข่าวที่ส่งมาล้วนเป็นข่าวร้ายทั้งสิ้น
“พูดมา! มีเรื่องบัดซบอะไรอีก!” เซียงชิงโจวหน้าเขียวคล้ำ “ข้าไม่เชื่อหรอกว่าเขาจะสามารถก้าวกระโดดขึ้นสวรรค์ได้ในก้าวเดียว กลายเป็นศิษย์หลักได้!”
บ่าวที่มารายงานก็เอ่ยตะกุกตะกัก “ท่านใต้เท้า ลู่เยี่ยเอาชนะผูเหิงเยวแห่งสำนักวิญญาณราชันย์ดาราได้แล้ว สร้างคุณูปการใหญ่หลวงให้กับสำนัก เจ้าสำนักได้ประกาศแล้วว่า นับจากวันนี้เป็นต้นไป ลู่เยี่ยจะได้เลื่อนขั้นเป็นศิษย์หลักคนที่หกสิบสี่ของสำนัก…”
เซียงชิงโจวราวกับถูกฟ้าผ่าจนตะลึงงัน
ต่อให้คิดจนหัวแตก เขาก็ไม่เคยนึกว่า ผูเหิงเยวจากสำนักวิญญาณราชันย์ดาราจะกลายเป็นบันไดให้ลู่เยี่ยเหยียบย่ำขึ้นไป!
หัวใจของเซียงชิงโจวจมดิ่งลงสู่ก้นเหว แม้ว่าเขาจะมีวิธีการต่าง ๆ มากมาย แต่เขาก็ไม่กล้าใช้กับศิษย์หลักโดยง่าย ๆ
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ต่อไปในสำนัก เขาไม่มีโอกาสแก้แค้นลู่เยี่ยได้อีกแล้ว!
“ไม่คิดเลยว่า วันแรกที่เข้าสำนัก จะทำให้เขาไต่เต้าขึ้นไปถึงตำแหน่งศิษย์หลักได้” เซียงชิงโจวถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย
และในวันเดียวกันนั้นเอง เจ้าสำนักเวินชิวเจวี่ยได้ออกคำสั่งแจ้งให้คนในสำนักทั้งหมดทราบ
“นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ให้ถอดถอนเซียงชิงโจวจากตำแหน่งผู้อาวุโสใหญ่นอกสำนัก และให้ย้ายไปรับหน้าที่เป็นผู้ดูแลที่ยอดเขาควบคุมสัตว์อสูร!”
เมื่อรับรู้ข่าวนี้ เซียงชิงโจวก็พังทลายลงอย่างสมบูรณ์
“ให้ข้าไปเลี้ยงสัตว์เดรัจฉานรึ? เพราะเหตุใด” เซียงชิงโจวระเบิดอารมณ์ด่าทอ “เพียงเพราะลู่เยี่ยผู้นั้น ถึงกับปฏิบัติต่อข้าซึ่งเป็นผู้อาวุโสของสำนักเช่นนี้หรือ? ช่างไม่ยุติธรรม!”
แต่ท้ายที่สุด สถานการณ์ก็ไปไกลเกินกว่าจะแก้ไขได้แล้ว ในวันนั้นเอง มีผู้อาวุโสจากหอรักษากฎออกปฏิบัติการ นำเซียงชิงโจว ‘ส่ง’ ไปยังยอดเขาควบคุมสัตว์อสูร
เรื่องนี้สร้างความสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ในสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ทั้งหมด
ในวันนี้ เมื่อลู่เยี่ยเข้ามาในสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ เขาก็เปิดเผยอย่างชัดเจนว่าการที่เขามาฝึกฝนที่สำนักกระบี่เก้าสวรรค์ก็เพื่อหาที่พึ่งให้กับตระกูลลู่ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกราชวงศ์ต้าเฉียนแก้แค้น
และเซียงชิงโจวก็เป็นคนของราชวงศ์ต้าเฉียน!
การที่เซียงชิงโจวถูกถอดถอนจากตำแหน่งผู้อาวุโสใหญ่นอกสำนัก ย่อมหมายความว่า เวินชิวเจวี่ยในฐานะเจ้าสำนักได้แสดงจุดยืนในนามสำนักกระบี่เก้าสวรรค์แล้ว พวกเขาจะสนับสนุนลู่เยี่ยและตระกูลลู่!
เหตุผลย่อมเกี่ยวข้องกับการกระทำอันน่าทึ่งมากมายของลู่เยี่ยในวันนี้
ลู่เยี่ยในวันนี้ โดดเด่นเป็นสง่าอย่างไม่ต้องสงสัย และยังได้รับการให้ความสำคัญจากสำนักกระบี่เก้าสวรรค์อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน!
ที่ห้องโถงใหญ่ของสำนัก
เจ้าสำนักเวินชิวเจวี่ยและเหล่าผู้อาวุโสของสำนักกระบี่เก้าสวรรค์นั่งประชุมอยู่ที่นั่น
นอกจากนี้ ยังมีศิษย์หลักของสำนักหลายสิบคนนั่งอยู่สองข้างของห้องโถงใหญ่
อวินเปยเฉินและหลิวจินในฐานะแขกผู้มาเยือนก็อยู่ในที่นี้ด้วยเช่นกัน
ลู่เยี่ยยืนอยู่กลางห้องโถงใหญ่
ต่อไปนี้ เวินชิวเจวี่ยจะประกาศรางวัลที่จะมอบให้แก่เขา ทุกคนที่อยู่ในที่นี้ต่างก็สงสัยว่า ครั้งนี้สำนักจะมอบรางวัลอะไรให้แก่ลู่เยี่ย
ส่วนลู่เยี่ยเองก็รู้สึกตื่นเต้นรอคอยมากเช่นกัน