บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 136 ปราบด้วยมือเดียว
หน้าประตูสำนัก
ชายในชุดผ้าป่านนามผูเหิงเยวนั่งขัดสมาธิ ผิวสีทองแดงของเขาเปล่งประกายสีทองจาง ๆ ใต้แสงดวงอาทิตย์
ในช่วงเก้าวันที่ผ่านมา บางครั้งเขาก็ลุกขึ้นเดินเล่น แต่ส่วนใหญ่แล้วก็นั่งอยู่ที่นี่ตลอด
มั่นคงดั่งภูเขา แข็งแกร่งดั่งเหล็กกล้า
“ผูเหิงเยว!”
สือจงผู้ดูแลศิษย์นอกสำนักพาลู่เยี่ยเดินออกจากประตู
ตามการจัดการของเจ้าสำนักเวินชิวเจวี่ย คนอื่น ๆ ทั้งหมดต่างรออยู่ภายในประตูสำนัก
ด้วยค่ายกลป้องกันสำนัก พวกเขาสามารถมองเห็นทุกอย่างที่เกิดขึ้นนอกประตูสำนักได้อย่างชัดเจน
การทำเช่นนี้ก็เพื่อหลีกเลี่ยงในกรณีที่ลู่เยี่ยพ่ายแพ้ จะได้ไม่ทำให้ลู่เยี่ยเสียหน้า
ผูเหิงเยวลืมตาขึ้น
“คนผู้นี้คือศิษย์สำนักในของสำนักข้า นามว่าลู่เยี่ย”
สือจงแนะนำ “วันนี้เขาจะมาประลองกับเจ้า”
ผูเหิงเยวหยุดชะงัก “ตามที่ข้ารู้ คู่หมั้นของฉินชิงหลี เทพธิดาศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ของพวกเจ้าก็ชื่อลู่เยี่ยใช่หรือไม่?”
ลู่เยี่ยอดรู้สึกประหลาดใจไม่ได้ แม้แต่คนของสำนักวิญญาณราชันย์ดาราก็ยังรู้จักเขาด้วยหรือ?
เขาตอบอย่างตรงไปตรงมา “เป็นข้าเอง”
ผูเหิงเยวเงยหน้าจ้องลู่เยี่ย ทันใดนั้นก็หัวเราะเยาะเย้ย
“ข้ารู้จักเจ้า ว่ากันว่าเจ้าเป็นจวงหยวนด้านวิถียุทธในโลกมนุษย์ แต่ในสายตาข้า เจ้าไม่คู่ควรกับฉินชิงหลีเลยสักนิด!”
‘ให้ตายสิ! ข้าพอเข้าใจได้ว่าทำไมคนของสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ถึงคัดค้านความสัมพันธ์ระหว่างข้ากับชิงหลี’
‘แต่เจ้าเป็นถึงศิษย์สำนักวิญญาณราชันย์ดารา มีสิทธิอะไรมาคิดเช่นนั้น?’
“อย่าโกรธที่ข้าพูดจาไม่ไพเราะ”
ผูเหิงเยวกล่าวว่า “ในใจข้า ฉินชิงหลีประดุจเทพธิดาจากสรวงสวรรค์ ในโลกนี้ไม่มีผู้ใดคู่ควรกับนาง!”
กล่าวจบ เขาค่อย ๆ ลุกขึ้น ดวงตาเปล่งประกายคมกริบดังคมดาบ จ้องมองไปที่ลู่เยี่ย “หากเจ้ารู้จักที่ต่ำที่สูง ก็อย่าได้มาพัวพันกับเทพธิดาชิงหลีอีก!”
คำพูดนี้ แทบจะเป็นเสียงในใจของคนมากมายในสำนักกระบี่เก้าสวรรค์
แต่เมื่อคำพูดเหล่านี้ออกมาจากปากของผูเหิงเยวกลับทำให้ผู้คนรู้สึกแปลก ๆ
ลู่เยี่ยกลับยิ้มพลางกล่าวว่า “ข้าขอขอบคุณในคำชมของเจ้าแทนชิงหลีของข้าด้วย!”
ผูเหิงเยวขมวดคิ้วพลางกล่าวว่า “สมดังที่ข้าคาดไว้ไม่ผิด คนไร้ยางอายอย่างเจ้านี้ ช่างไม่คู่ควรกับเทพธิดาชิงหลีเลยจริงๆ!”
เขาค่อย ๆ ยืดตัวขึ้น “ข้าตัดสินใจแล้ว ข้าจะสั่งสอนเจ้าแทนเทพธิดาชิงหลี ว่าควรทำตัวเช่นไร!”
พลังปราณอันน่าสะพรึงกลัวที่ลุกโชนราวกับเปลวเพลิงแผ่ซ่านออกมาจากร่างของผูเหิงเยว
นั่นคือคลื่นพลังลมปราณของพลังบำเพ็ญขอบเขตตำหนักวิญญาณการหลอมรวมที่แปด
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ตลอดเก้าวันที่ผ่านมา ผูเหิงเยวอาศัยเพียงพลังบำเพ็ญในขอบเขตนี้ ก็สามารถกดข่มศิษย์ขอบเขตตำหนักวิญญาณทั้งหมดของสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ได้!
ลู่เยี่ยคิดในใจ ไม่น่าแปลกใจเลยที่เวินชิวเจวี่ยและคนอื่น ๆ กังวลเรื่องเขาถึงเพียงนี้ เพียงแค่ดูจากพลังลมปราณ คนผู้นี้ก็ไม่ธรรมดาจริงๆ
“ข้าชื่อผูเหิงเยว ศิษย์สำนักวิญญาณราชันย์ดารา พลังบำเพ็ญขอบเขตตำหนักวิญญาณการหลอมรวมที่แปด เป็นผู้ฝึกดาบ”
ในชั่วขณะนี้เขาดูเหมือนเปลี่ยนเป็นคนละคน บารมีพลุ่งพล่านและแหลมคมน่าเกรงขาม
เขากวาดตามองดาบที่เหน็บอยู่ที่เอวของลู่เยี่ยแล้วถาม
“เจ้าก็เป็นผู้ฝึกดาบเช่นกันหรือ?”
ลู่เยี่ยเอามือข้างหนึ่งไพล่หลังแล้วกล่าวว่า “หากเจ้าสามารถบีบให้ข้าต้องใช้สองมือได้ ข้าก็ไม่รังเกียจที่จะตอบคำถามนี้ของเจ้า”
คนผู้นี้จะใช้มือเดียวประลองกับเขาอย่างนั้นหรือ?
ภายในประตูสำนัก ตั้งแต่เวินชิวเจวี่ยและบรรดาผู้อาวุโสเหล่านั้นไปจนถึงศิษย์ของสำนัก ทุกคนล้วนตกตะลึง แทบจะสงสัยว่าตนเองได้ยินผิด
แม้แต่อวินเปยเฉินก็ยังต้องอึ้งไปชั่วขณะ เขาส่งเสียงกระแสจิตถามหลิวจินว่า “เมื่อก่อนน้องชายลู่ก็หยิ่งผยองขนาดนี้เลยหรือ?”
หลิวจินแสดงสีหน้าซับซ้อน ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ
ไม่ใช่แค่หยิ่งผยอง แต่เขาไม่เห็นผู้ใดอยู่ในสายตา ไม่เคารพกฎเกณฑ์ใด ๆ เลยทีเดียว!
“มือเดียวหรือ?”
ผูเหิงเยวเลิกคิ้ว ความภาคภูมิใจของเขาถูกท้าทายอย่างรุนแรง จิตสังหารแทบจะถูกปลุกขึ้นมาในทันที
เขากล่าวทีละคำอย่างหนักแน่น “หวังว่าความแข็งแกร่งของเจ้าจะแข็งแกร่งเหมือนปากของเจ้า!”
ผูเหิงเยวชักดาบออกจากฝัก ดาบศึกอันเปล่งประกายวาววับปรากฏในสายตาของทุกคน
ดาบศึกยาวสี่ฉื่อ ใบดาบใสสะอาดราวกับสายน้ำในฤดูใบไม้ร่วง สะท้อนแสงอาทิตย์และเมฆาได้อย่างชัดเจน
คมดาบเปล่งประกายระยิบระยับเหมือนแถบผ้าแพร ด้ามดาบสลักอักษรตัวเล็กสองตัว ‘คงเชอ’
เมื่อดาบถูกกุมไว้ในมือของผูเหิงเยว เสียงคำรามของดาบดังก้องกังวานสะเทือนฟ้า
ภายในประตูสำนัก ทุกคนต่างกลั้นหายใจและจ้องมอง
เมื่อผูเหิงเยวลงมือต่อสู้ เขาจะแสดงรูปแบบการต่อสู้ที่ดุดันและเฉียบคม ลงมือโหดเหี้ยมและเด็ดขาด ไม่เหลือช่องว่างใดให้คู่ต่อสู้
ตลอดเก้าวันที่ผ่านมา ทุกคนที่พ่ายแพ้ในมือของผูเหิงเยวล้วนเป็นศิษย์ของสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ และทุกคนล้วนได้รับบาดเจ็บสาหัส!
ผูเหิงเยวไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย ใช้ปลายนิ้วซ้ายปาดไปที่คมดาบ แล้วพุ่งตัวออกไปราวกับสายฟ้า ฟันดาบลงมาอย่างรวดเร็ว
แสงดวงดาวนับไม่ถ้วนปรากฏบนตัวดาบ เมื่อดาบนี้ฟันออกไป แสงดาบที่ปลดปล่อยออกมา ยิ่งเหมือนกับแสงของดาวหางที่พุ่งผ่าทะลวงโลก
แต่ภายใต้การโจมตีนี้ ลู่เยี่ยยังคงยืนนิ่งไม่หวั่นไหว เพียงแค่ยื่นมือขวาออกไป งอนิ้วแล้วดีดเบา ๆ
ช่างดูธรรมดาเหลือเกิน
เครง!!
เสียงปะทะดังสนั่นสะเทือนฟ้าดิน
มิติสิบจั้งรอบ ๆ เกิดรอยแยกในอากาศนับไม่ถ้วนราวกับผ้าที่ฉีกขาด
ภายใต้สายตาที่ตกตะลึงของผู้คนมากมาย แสงดาบที่ผูเหิงเยวฟันลงมาก็แตกสลายกระจัดกระจายกลายเป็นเศษเสี้ยว
ตามมาติด ๆ คือตัวดาบยาวสี่ฉื่อที่สั่นสะท้านและส่งเสียงครวญครางอย่างรุนแรง
สุดท้าย ผูเหิงเยวทั้งคนและดาบก็ถูกกระแทกถอยหลังออกไปอย่างแรง
เมื่อยืนมั่นคงได้แล้ว พลังเลือดลมทั่วร่างของเขาก็พลุ่งพล่าน และดาบศึกในมือที่มีชื่อว่า ‘คงเชอ’ ก็ยังคงสั่นไหวไม่หยุด
เหมือนเสียงร้องครวญคราง!
ทุกสิ่งเกิดขึ้นในชั่วพริบตา
ภายในประตูสำนัก ความเงียบสงัดปรากฏขึ้นชั่วขณะ ทุกคนต่างเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
ดีดนิ้วเพียงครั้งเดียว ก็สามารถผลักผูเหิงเยวให้ถอยหลังไปได้?
แม้คิดจนหัวแตก ก็ไม่มีใครคาดคิดว่า การต่อสู้เพิ่งเริ่มต้น ก็จะมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น
“เจ้ามีพลังบำเพ็ญขอบเขตใดกันแน่?”
ผูเหิงเยวขมวดคิ้ว สงบสติอารมณ์ลงอย่างสมบูรณ์ แววตาที่มองไปยังลู่เยี่ยเปลี่ยนไป
ลู่เยี่ยมิได้ใช้พลังปราณในร่างอย่างเต็มที่ จนทำให้เขาไม่อาจมองออกว่าพลังบำเพ็ญที่แท้จริงของลู่เยี่ยเป็นเช่นไร
“เพิ่งจะทะลวงขอบเขตตำหนักวิญญาณได้ไม่นาน”
ลู่เยี่ยตอบตามความจริง
“จริงหรือ?”
ผูเหิงเยวกำด้ามดาบแน่น ระหว่างคิ้วของเขาปรากฏแววกังวลขึ้นมา
“เจ้าลองดูด้วยตาตนเองเถิด”
ลู่เยี่ยกล่าวพลางก้าวเดินไปข้างหน้า
ผูเหิงเยวแข็งแกร่งมากจริงๆ แต่สำหรับลู่เยี่ยในตอนนี้ เขาแทบไม่ถึงขั้นเรียกว่าคู่ต่อสู้เลยด้วยซ้ำ
ลู่เยี่ยไม่อยากเสียเวลาอีกต่อไป จึงตั้งใจจะจบเรื่องนี้อย่างรวดเร็ว
พลังปราณในร่างของเขาโคจรอย่างช้า ๆ แสงสีม่วงสายหนึ่งก็ปรากฏขึ้นอย่างเงียบ ๆ
ไม่มีอะไรพิเศษ เป็นเพียงพลังบำเพ็ญขอบเขตตำหนักวิญญาณการหลอมรวมที่หนึ่งอย่างแท้จริง
โดยทั่วไปแล้ว เพียงแค่มองที่พลังลมปราณแสงสีม่วงที่ล้อมรอบร่าง ก็สามารถรับรู้ถึงความแข็งแกร่งของพลังบำเพ็ญของคู่ต่อสู้ได้
แต่ในสายตาของผูเหิงเยว แสงสีม่วงรอบร่างของลู่เยี่ยกลับมืดครึ้มและแปลกประหลาดอย่างยิ่ง เหมือนกับการมองดอกไม้ในม่านหมอก ทำให้ไม่สามารถแยกแยะความลึกลับได้มากนัก
จนกระทั่งลู่เยี่ยก้าวเดินเข้ามา หัวใจของผูเหิงเยวก็สั่นสะท้าน
แรงกดดันที่มองไม่เห็นอย่างที่ไม่สามารถบรรยายได้ พุ่งเข้าใส่เขา ราวกับภูเขาถล่มและคลื่นยักษ์!
คนนอกไม่สามารถสัมผัสถึงแรงกดดันนี้ได้ เพราะมันปกคลุมร่างของผูเหิงเยวไว้เพียงผู้เดียว ไม่ได้แผ่ซ่านออกไปแม้แต่น้อย
ทำให้ในสายตาของผู้คน พวกเขาเห็นเพียงผูเหิงเยวราวกับได้รับการกระตุ้นอย่างรุนแรง พลันใช้พลังทั้งหมดฟันดาบออกไปด้วยความโกรธ
ภายใต้การฟันเพียงครั้งเดียว แสงดวงดาวราวกับกระแสน้ำ แสงดาบเปล่งประกายระยิบระยับดังเปลวเพลิงลุกโชน
กระแสคลื่นแห่งดวงดาว
หนึ่งในกระบวนท่าไม้ตายที่ผูเหิงเยวไม่ใช้โดยง่าย และยังเป็นหนึ่งในเจ็ดดาบพิฆาตของเคล็ดดาบหมื่นดวงดาว ซึ่งเป็นเคล็ดวิชาลับของสำนักวิญญาณราชันย์ดารา
ตลอดเก้าวันที่ผ่านมา ศิษย์หลักของสำนักกระบี่เก้าสวรรค์เหล่านั้นส่วนใหญ่ล้วนพ่ายแพ้ภายใต้ดาบนี้
แต่ไม่มีใครคาดคิดว่า การต่อสู้เพิ่งเริ่มต้น ผูเหิงเยวก็ใช้กระบวนท่าไม้ตายเช่นนี้แล้ว!
เวินชิวเจวี่ยและพวกผู้อาวุโสทั้งหลายต่างตกตะลึง แต่กลับเห็นลู่เยี่ยมิได้หยุดฝีเท้า เพียงแค่ยื่นมือขวาออกไปกดลงกลางอากาศ
แสงดาบอันเจิดจ้าราวกับคลื่นทะเลพลันหยุดชะงัก ราวกับถูกหุบเหวลึกขวางกั้น แล้วจึงหยุดนิ่งอยู่ตรงหน้าลู่เยี่ย ไม่อาจรุกคืบไปได้อีกแม้แต่น้อย
ผูเหิงเยวเบิกตากว้าง
นี่มันพลังบำเพ็ญขอบเขตตำหนักวิญญาณการหลอมรวมที่หนึ่งบ้าอะไรกัน!?
“สลาย!”
ลู่เยี่ยเปล่งเสียงออกมาเบา ๆ
ในชั่วขณะถัดมา คมดาบส่องประกายดุจกระแสคลื่นก็ระเบิดออก และแปรเปลี่ยนเป็นสายฝนแสงระยิบระยับพุ่งกระจายไปทั่วทุกทิศทาง
ผูเหิงเยวถูกแรงกระแทกถอยหลังไปอีกครั้ง ริมฝีปากมีเลือดไหลออกมา เกือบจะทำให้ดาบคงเชอหลุดจากมือ
ฝ่ามือที่กำดาบนั้นปริแตกมีเลือดไหลออกมา
แต่ยังไม่ทันที่ผูเหิงเยวจะได้คิดอะไรมาก ลู่เยี่ยก็ก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
“ปราบ!”
แขนเสื้อของเขาสะบัดขึ้น แขนขวาของเขายกขึ้น นิ้วทั้งห้าราวกับเสาค้ำฟ้าที่ล้มครืนลงมาในโลกมนุษย์
ผูเหิงเยวไม่มีโอกาสหลบหลีกเลย ราวกับถูกเสาค้ำฟ้ากดทับลงมาบนร่างอย่างรุนแรง พลังบำเพ็ญทั่วร่างถูกกดข่มจนสิ้น พลังปราณที่ห่อหุ้มทั่วร่างก็สลายไปอย่างรวดเร็ว
ปัง! เสียงดังก็องขึ้นหนึ่งครั้ง ร่างของเขาก็ถูกกดทับลงกับพื้นดิน ควันและฝุ่นตลบอบอวล เศษหินกระเด็นไปทั่ว บนพื้นดินปรากฏหลุมใหญ่รูปมนุษย์ขึ้น