บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 139 ข้าขอแนะนำให้เจ้าสละสิทธิ์!
“พวกเจ้าไม่ต้องพยายามห้ามข้าอีก”
บรรพชนหลินชวนลุกขึ้น เดินมายืนอยู่ตรงหนาลู่เยี่ย และกล่าวอย่างช้า ๆ ว่า “คนมีพรสวรรค์เหนือคนอย่างเจ้า ไม่ว่าจะไปฝึกฝนที่สำนักใด ก็ล้วนจะได้รับการให้ความสำคัญ”
“และในความเห็นข้า การที่เจ้าได้เข้าร่วมสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ถือเป็นโชคของสำนักกระบี่เก้าสวรรค์!”
เขาหยุดพักครู่หนึ่ง แล้วกล่าวต่อว่า “นอกจากนี้ ข้าไม่สนใจว่าเจ้ามีจุดประสงค์อะไรในการเข้าร่วมสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ ข้าเพียงหวังว่าในอนาคต… เจ้าจะถือว่าสำนักกระบี่เก้าสวรรค์เป็นบ้านของเจ้าอย่างแท้จริง”
กล่าวจบ เขาก็ยื่นกล่องดาบเจ็ดชุนให้ลู่เยี่ย “รับดาบไปเถิด!”
ทุกคนเงียบกริบ สีหน้าซับซ้อน
พวกเขามองออกว่าบรรพชนหลินชวนให้ความสำคัญกับลู่เยี่ยมากกว่าพวกเขา!
ลู่เยี่ยย่อมรู้สึกได้เช่นกัน
เขายื่นมือทั้งสองรับกล่องดาบเจ็ดชุน แล้วกล่าวว่า “ขอน้อมรับคำสั่ง ขอบคุณท่านผู้อาวุโสที่มอบดาบให้!”
บรรพชนหลินชวนเผยรอยยิ้ม “การแข่งขันและความขัดแย้งภายในสำนัก ตราบใดที่ไม่ถึงขั้นเอาชีวิต พวกเราคนแก่เหล่านี้ล้วนไม่เข้าไปยุ่ง”
“แต่เมื่ออยู่นอกสำนัก หากผู้ใดก็ตามที่กล้ารังแกศิษย์ของสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ ข้าจะต้องเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อเรียกร้องความยุติธรรม แม้ต้องแลกด้วยร่างกระดูกแก่ชราเหล่านี้ก็ตาม”
“ข้าก็ปฏิบัติเช่นนี้กับเจ้าด้วยเช่นกัน”
เมื่อกล่าวจบ บรรพชนหลินชวนก็หันหลังเดินจากไป
ลู่เยี่ยอุ้มกล่องดาบไว้ในมือ มองดูร่างที่ผอมแห้งหลังค่อมของบรรพชนหลินชวนที่ค่อย ๆ เดินห่างออกไป ในใจรู้สึกสะเทือนใจอย่างบอกไม่ถูก
จวบจนขณะนี้ เขาจึงตระหนักได้ในที่สุดว่า ระหว่างตัวเขากับสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ได้มีสายใยแห่งความเชื่อมโยงที่แท้จริงเกิดขึ้นแล้ว
ราวกับได้กลายเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน!
หลังจากบรรพชนหลินชวนจากไปไม่นาน คนอื่น ๆ ก็ทยอยกันแยกย้ายกันไป
“ลู่เยี่ย เจ้าต้องเก็บรักษากล่องดาบนั้นไว้ให้ดี” เจ้าสำนักเวินชิวเจวี่ยพูดคุยกับลู่เยี่ยเป็นการส่วนตัว
“นั่นคือดาบที่บรรพชนหลินชวนใช้ชีวิตแลกมา เคยร่วมออกรบกับท่านผู้เฒ่ามาหลายปี สังหารศัตรูใหญ่มาแล้วหลายครั้ง และช่วยชีวิตท่านผู้เฒ่าเองไว้หลายครั้ง”
“นอกจากนี้ ดาบเล่มนี้ยังมีความลับพิเศษที่ยังไม่ได้ถูกไขออกมาจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งทำให้ท่านผู้เฒ่าไม่สบายใจมาตลอด จนกลายเป็นปมในใจไปแล้ว”
“หากเจ้าสามารถทำได้ในอนาคต ข้าเชื่อว่าท่านผู้เฒ่าจะต้องรู้สึกปลาบปลื้มอย่างแน่นอน!”
ลู่เยี่ยอดไม่ได้ที่จะถามว่า “ขอถามท่านเจ้าสำนัก ดาบเล่มนี้ได้มาจากเขตหวงห้ามลึกลับแห่งใด?”
“เขตหวงห้ามลึกลับที่สี่”
เมื่อเวินชิวเจวี่ยกล่าวมาถึงตรงนี้ จู่ ๆ นางก็นึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมา “อีกหนึ่งเดือน สำนักจะมีการ ‘คัดเลือก’ เพื่อเลือกศิษย์หลักกลุ่มหนึ่งไปยัง ‘เขตหวงห้ามลึกลับที่สี่’ เพื่อค้นหาโอกาส”
“หากเจ้าสนใจ เมื่อถึงเวลานั้นก็ลองเข้าร่วมดูก็ได้”
ลู่เยี่ยไม่ได้ตอบรับทันที เพียงแค่พยักหน้าเล็กน้อย
เวินชิวเจวี่ยถามว่า “อีกเรื่อง อวินเปยเฉินมายังสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ครั้งนี้เพื่อพาชิงหลีไปฝึกฝนที่โลกเบื้องบน เจ้ามีความคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้?”
ลู่เยี่ยตอบว่า “หากชิงหลีเต็มใจไปก็ให้ไปเถิด ตราบใดที่เป็นการเลือกของนาง ข้าก็ล้วนสนับสนุนทั้งสิ้น”
เวินชิวเจวี่ยอดแปลกใจไม่ได้ นางนึกว่าลู่เยี่ยจะรู้สึกหดหูและอาลัยอาวรณ์กับเรื่องนี้
“เจ้าไม่เคยคิดเลยหรือว่า หากชิงหลีขึ้นไปยังโลกเบื้องบน เรื่องแต่งงานระหว่างเจ้ากับนางจะเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นมา?”
เวินชิวเจวี่ยกล่าวอย่างอ้อมค้อมมาก
แต่ลู่เยี่ยจะไม่ได้รับยินความหมายแฝงในคำพูดนั้นได้อย่างไร
เขากล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ท่านเจ้าสำนักกังวลมากเกินไปแล้ว เรื่องเช่นนี้ไม่มีทางเกิดขึ้นได้หรอก”
“เจ้าแน่ใจหรือ?”
เวินชิวเจวี่ยกะพริบดวงตาหงส์ที่งดงามอย่างช้า ๆ เจ้าหนุ่มคนนี้ช่างมั่นใจเสียจริง
ลู่เยี่ยกล่าว “ตราบใดที่ชิงหลีไม่เปลี่ยนใจ ไม่ว่าจะเป็นตระกูลที่อยู่เบื้องหลังนาง หรือใครก็ตาม ก็ไม่มีทางแยกเราออกจากกันได้”
ดวงตาและคิ้วของชายหนุ่มเต็มไปด้วยความมั่นใจ
เวินชิวเจวี่ยรวบปอยผมยาวสีขาวดุจหิมะที่ตกลงมาข้างหู ยิ้มพลางกล่าวว่า “ถ้าอย่างนั้นข้าก็จะตั้งตารอ”
ลู่เยี่ยยิ้มพลางย้อนถาม “กล่าวเช่นนี้ หมายความว่าเจ้าสำนักยอมรับแล้วว่าข้าคู่ควรกับชิงหลีใช่หรือไม่?”
เวินชิวเจวี่ยกลอกดวงตา แววตาแฝงความขี้เล่น “การที่ข้ายอมรับก็ไม่มีประโยชน์อันใด เจ้าเชื่อหรือไม่ว่าในสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ยังมีคนอีกมากที่คิดว่าเจ้าไม่คู่ควร?”
“เชื่อ!”
ลู่เยี่ยถอนหายใจ “ทั้งหมดก็เป็นเพราะชิงหลีของข้าที่เลิศล้ำเกินไป ไม่มีทางเลือก ข้าก็ได้แต่ฝืนทนยอมรับแรงกดดันที่ไม่ควรได้รับนี้”
เวินชิวเจวี่ยจ้องลู่เยี่ยอย่างดุดัน
คนอื่น ๆ เมื่อเห็นนาง ล้วนแต่กลัวจนตัวสั่นราวกับเดินอยู่บนน้ำแข็งที่บางเฉียบ
แต่เด็กคนนี้กลับดูเหมือนไม่รู้จักคำว่าเกรงกลัวเลย!
“เช่นนั้นเจ้าต้องระวังหน่อยแล้ว ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด อีกไม่นานจะต้องมีคนมาหาเรื่องเจ้าแน่นอน”
เวินชิวเจวี่ยมองด้วยแววตาเจ้าเล่ห์
ในสำนักนี้ ผู้ที่คลั่งไคล้ฉินชิงหลีมีอยู่ไม่น้อยเลย
แม้ว่าลู่เยี่ยจะแสดงความสามารถที่โดดเด่นเพียงใดในวันนี้ ก็ไม่มีทางทำให้ผู้คลั่งไคล้เหล่านั้นยอมรับได้
ในไม่ช้า ภายใต้การจัดการของเวินชิวเจวี่ย เหมิงฮาวได้พาลู่เยี่ยมุ่งหน้าไปยังยอดเขาเวยหราน
เหมิงฮาวก็คือชายในชุดอาภรณ์สีทองที่เป็นคนแรกที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ลู่เยี่ย
และก็เป็นเขาเช่นกันที่ในวันนี้เป็นคนแรกที่รับประกันว่า ต่อไปหากผู้ใดเป็นศัตรูกับลู่เยี่ยก็เท่ากับเป็นศัตรูที่ไม่ไม่อาจอยู่ร่วมใต้ฟ้าเดียวกันกับเขา
เป็นคนที่น่าสนใจจริงๆ
“ท่านเจ้าสำนัก ท่านอารองของข้าเคยบอกว่าจักรพรรดิต้าเฉียนเคยตามจีบท่านหลายครั้ง แม้กระทั่งตอนนี้ก็ยังไม่ยอมเลิกล้มความคิดที่จะได้ท่านมาครอง เรื่องนี้จริงหรือเท็จหรือ?”
ก่อนจากไป ลู่เยี่ยในที่สุดก็อดไมไหวจึงถามออกไป
เหมิงฮาวตกใจจนเกือบกัดลิ้นตัวเอง ในสำนักนี้ ใครกล้าสอบถามเรื่องส่วนตัวของเจ้าสำนักอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้? ช่างเป็นคนที่ไม่รักชีวิตเสียจริง!
แต่กลับเห็นเวินชิวเจวี่ยไม่เพียงไม่โกรธ แต่กลับยิ้มพลางกล่าวว่า “ท่านอารองไม่เคยบอกเจ้าหรือว่า เขาเองก็เคยตามจีบข้าด้วยเช่นกัน?”
ลู่เยี่ยอึ้งไป “มีเรื่องแบบนี้ด้วยหรือ?”
เวินชิวเจวี่ยกล่าว “บางทีเขาอาจจะรู้สึกอับอายมากเกินไปกระมัง เพราะตอนที่ข้าปฏิเสธเขา ข้าไม่ได้ไว้หน้าเลยแม้แต่น้อย”
บัดซบ! ท่านอารองเจ้าเฒ่านี ไมนึกว่าจะมีเรื่องน่าอับอายแบบนี้ด้วย!
ระหว่างทางที่มุ่งหน้าไปยังยอดเขาเวยหราน เหมิงฮาวอดรนทนไม่ไหวจึงกล่าวว่า “ศิษย์น้องลู่ เจ้าอย่าคิดว่าท่านเจ้าสำนักเป็นคนใจดีเชียวนะ ทั่วทั้งหกสำนักใหญ่ล้วนเรียกท่านเจ้าสำนักของพวกเราว่า ‘ยักษ์ผมขาว!’”
ลู่เยี่ยชะงักไป “ท่านเจ้าสำนักอารมณ์ไม่ดีเอามาก ๆ รึ”
เหมิงฮาวลดเสียงลงเอ่ยว่า “ไม่ใช่แค่อารมณ์ไม่ดีนะ มันแย่มากเลยต่างหาก! เพียงแค่พูดจาไม่ถูกคอก็ชักกระบี่ออกมาฟันคนแล้ว เจาลองไปถามดูสิ ในหกสำนักใหญ่ ท่านเจ้าสำนักคนใดบ้างที่ไม่เคยถูกท่านเจ้าสำนักของพวกเราฟัน?”
ลู่เยี่ย “…”
การกระทำของตนเองที่แสดงออกต่อหน้าเวินชิวเจวี่ยในวันนี ดูเหมือนจะเป็นการหาเรื่องตายเกินไปหน่อยหรือไม่?
“แต่ท่านเจ้าสำนักดีกับเจ้าจริงๆ นะ เมื่อครู่ข้าเกือบคิดว่าท่านเจ้าสำนักจะทุบตีเจ้าเสียอีก!”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ เหมิงฮาวแสดงความผิดหวังออกมาเล็กน้อยอย่างเห็นได้ชัด คงไม่คิดว่าลู่เยี่ยจะหลบหลีกเคราะห์ร้ายครั้งนี้ได้
ระหว่างที่สนทนากัน ทั้งสองคนก็เดินมาถึงยอดเขาเวยหราน
บนท้องฟ้า แสงดาวสาดส่องประกายระยิบระยับ เมฆหมอกลอยเวียนไปมา
เมื่อยืนอยู่บนยอดเขา ทัศนียภาพก็กว้างขวางขึ้นในทันที
‘เรือนเมฆาเขียว’ สถานที่ฝึกฝนที่สำนักกระบี่เก้าสวรรค์เตรียมไว้ให้ลู่เยี่ย ถูกสร้างขึ้นที่นี่
“เอ๊ะ พวกเขาสองคนมาทำอะไรกันที่นี่…”
ทันใดนั้น เหมิงฮาวก็เห็นร่างสองร่างยืนอยู่หน้าประตูเรือนเมฆาเขียว
หนึ่งในนั้นเป็นชายหนุ่มสวมชุดคลุมหยก ร่างสง่างาม กำลังมองดูท้องฟ้ายามค่ำคืน
อีกคนหนึ่งเป็นชายในอาภรณ์สีเทา ผมยาวรุ่งริ่งดุจหญ้า สีหน้าเย็นชาและดุดัน นั่งยอง ๆ อยู่บนพื้น ดื่มสุราอย่างเงียบ ๆ
เหมิงฮาวส่งเสียงกระแสจิตเตือนว่า “ศิษย์น้องลู่ เจ้าต้องระมัดระวังหน่อยนะ! คนทั้งสองนั้นเป็นคนที่ยากจะเข้าหาเป็นอย่างยิ่ง!”
ทันทีที่กล่าวจบ ชายหนุ่มชุดคลุมหยกที่อยู่ไกลออกไปก็หันกลับมา ดวงตาของเขาราวกับคมดาบที่แหลมคม มองมาที่ลู่เยี่ย
“ลู่เยี่ย ข้าได้ยินว่าเจ้าสำนักมอบเรือนเมฆาเขียวให้เจ้า” น้ำเสียงของชายหนุ่มชุดคลุมหยกเรียบเฉย “แต่ข้าคิดว่าเจ้ายั่งไม่มีคุณสมบัติพอที่จะครอบครองเรือนเมฆาเขียว ดังนั้นข้าจึงรออยู่ที่นี่เพื่อแนะนำให้เจ้าสละสิทธิ์!”
คำพูดนั้นตรงไปตรงมา ไม่มีการปิดบังอำพรางใด ๆ เปิดเผยอย่างชัดเจนว่าเขามาที่นี่ก็เพื่อเรือนเมฆาเขียวโดยเฉพาะ
ลู่เยี่ยชื่นชอบวิธีการทำงานแบบนี้ จึงกล่าวว่า “เข้าใจแล้ว เจ้ารออยู่ตรงนี้ก่อน”
กล่าวจบ เขาก็เหลือบมองไปยังชายในอาภรณ์สีเทาที่มีผมยุ่งเหยิงราวกับหญ้าผู้นั้น “แล้วศิษย์พี่ท่านนี้มาทำอะไรหรือ?”
ชายในอาภรณ์สีเทายังคงนั่งยอง ๆ อยู่ที่เดิม หลังจากยกสุราขึ้นดื่มอีกหนึ่งอึก เขาก็เปล่งวาจาเบา ๆ ออกมาสองคำ
“ซ้อมเจ้า”
ชัดเจนกระชับและได้ใจความ