บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 140 แต่ละคนล้วนเป็นคนมากความสามารถ!
ชายชุดคลุมหยกคนนั้นคิดว่าลู่เยี่ยไม่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเข้าพักอาศัยในเรือนเมฆาเขียว
ชายในอาภรณ์สีเทาผมยุ่งเหยิงคนนั้นตรงไปมากกว่า เขากล่าวตรง ๆ ว่า ต้องการจะซ้อมลู่เยี่ย
เห็นได้ชัดว่าทั้งสองคนรออยู่นานแล้ว
เหมิงฮาวกระแอมเบา ๆ แล้วกล่าวว่า
“ศิษย์พี่ทั้งสอง ศิษย์น้องลู่เพิ่งเข้าสู่สำนักวันนี้ พวกท่าน…”
ชายชุดคลุมหยกเอ่ยตัดบท
“ไปให้พ้น! อย่าหาเรื่องใส่ตัว”
สีหน้าของเหมิงฮาวแปรเปลี่ยนไปชั่วครู่ แล้วกล่าวอย่างโกรธเคือง
“พูดจาดี ๆ ไม่ได้หรือ?”
ชายในอาภรณ์สีเทาที่นั่งยอง ๆ อยู่บนพื้นชำเลืองมองเหมิงฮาวแวบหนึ่ง
“อยากโดนซ้อมหรือ?”
“ไม่อยาก!”
เหมิงฮาวรีบถอยหลังออกไปสิบจั้งอย่างฉับพลัน
เขาแบมือออกอย่างจนใจแล้วกล่าวว่า
“ศิษย์น้องลู่ ข้าก็อยากจะช่วยเจ้าแม้ต้องยอมเสียเลือดเนื้อ เพียงแต่น่าเสียดายที่พลังของข้าไม่อำนวยเอง”
ลู่เยี่ยชูนิ้วโป้งขึ้นแล้วกล่าวชื่นชม
“ศิษย์พี่เหมิงสามารถรุกและถอยได้ มีความยืดหยุ่นในหลักการ ข้าต้องเรียนรู้จากท่าน”
เหมิงฮาวตอบอย่างถ่อมตัวว่า
“เจ้าล้อข้าเล่นแล้ว”
ชายชุดคลุมหยกเอ่ยเสียงเย็นว่า
“ลู่เยี่ย อย่ามามัวแต่พูดเรื่องไร้สาระ ข้าถามเจ้า เจ้าจะยอมสละเรือนเมฆาเขียวหรือไม่!”
ชายในอาภรณ์สีเทาผมยุ่งเหยิงกล่าวว่า
“แม้จะยอมสละแล้วก็ยังต้องโดนซ้อม!”
ลู่เยี่ยกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ
“จะรีบร้อนไปไย อยากประลองกำลังกันก็ไม่ใช่เรื่องยาก”
เขายื่นนิ้วออกมาสามนิ้ว
“สามวันต่อจากนี้ ใครที่ไม่พอใจลู่เยี่ยอย่างข้า สามารถมาได้เลย ขารับรองว่าจะสู้จนถึงที่สุด”
“สามวันต่อจากนี้รึ?”
ชายชุดคลุมหยกเยาะเย้ย คิดว่าลู่เยี่ยจงใจถ่วงเวลา
“เจ้าต้องผ่านด่านของข้าไปก่อนแล้วค่อยพูด!”
เขาก้าวออกไปก้าวหนึ่ง ร่างกายเคลื่อนไหวดังภูตผี ปรากฏตัวอย่างฉับพลันต่อหน้าลู่เยี่ย
มือขวาของเขาชี้นิ้วราวกับดาบ ได้แทงไปยังจุดกลางคิ้วของลู่เยี่ย
ปลายนิ้วเปล่งประกาย ปล่อยแสงดาบออกมา คมกริบไร้เทียมทาน
ลู่เยี่ยยืนอยู่ตรงนั้นไม่ขยับ ไม่กระพริบตาแม้แต่น้อย
ปลายนิ้วของชายชุดคลุมหยกหยุดลงจุดกลางหว่างคิ้วของลู่เยี่ย เขากล่าวด้วยความโกรธเคือง
“เหตุใดไม่โต้กลับ? ตกใจกลัวจนเสียสติแล้วหรือ?”
“ท่านก็ไม่กล้าลงมือจริงๆ หรอก ข้าจำเป็นต้องโต้กลับด้วยหรือ?”
ลู่เยี่ยตอบอย่างเป็นเรื่องปกติธรรมดา
เขายกมือขึ้นปัดนิ้วของชายชุดคลุมหยกออกไป แล้วกล่าวอย่างจริงจัง
“คืนนี้พวกท่านสามารถลงมือได้เต็มที่ ข้าขอสัญญาวาจะไม่ตอบโต้เด็ดขาด แต่…พวกท่านมีหน้าที่ที่จะทำเช่นนั้นหรือไม่?”
ชายชุดคลุมหยกตกตะลึง คนผู้นี้ช่างไร้ยางอายเหลือเกิน!
หากตนเองไม่สนใจสิ่งใดจริงๆ แล้วลงมือทำร้ายเขาสักหน่อย คนทั้งสำนักจะมองตนเองเช่นไร?
ลู่เยี่ยยิ้มพลางกล่าว
“ศิษย์พี่ท่านนี้ ข้ารู้ว่าท่านไม่พอใจข้า สามวันต่อจากนี้ ข้าอนุญาตให้ท่านเป็นคนแรกที่พ่ายแพ้ในมือข้า”
กล่าวจบ ลู่เยี่ยก็ไพล่มือไว้ด้านหลัง แล้วเดินอย่างสบาย ๆ เข้าไปในเรือนเมฆาเขียว
ชายชุดคลุมหยกโกรธจนอยากจะทุบตีคน
แต่ความสง่างามและหลักการของเขาทดให้เขาไม่สามารถทำเช่นนั้นได้
เจตนาสังหารอันรุนแรงและน่าสะพรึงกลัวปรากฏขึ้นอย่างกะทันหันเบื้องหลังลู่เยี่ย
แต่กลับเห็นชายในอาภรณ์สีเทาที่นั่งยอง ๆ ดื่มสุราอยู่บนพื้นได้พุ่งตัวขึ้นมาแล้วโจมตีไปที่ลู่เยี่ย
เขามีกลิ่นอายสังหารแผ่ซ่านไปทั่วร่าง มือขวาร่ายเคล็ดวิชา พลังเจตจำนงดาบที่เดือดพล่านและหนาวเหน็บได้รวมตัวกันอย่างบ้าคลั่งระหว่างฝ่ามือ
ในชั่วพริบตา เขาก็มาอยู่ที่ด้านหลังลู่เยี่ยและปลดปล่อยการโจมตีออกไป
ม่านตาของชายชุดคลุมหยกหดเล็กลง
เหมิงฮาวตึงเครียดไปทั้งร่าง
ไม่ว่าจะเป็นใครที่เผชิญหน้ากับการลอบสังหารอย่างกะทันหันเช่นนี้ สัญชาตญาณย่อมทำให้เกิดการป้องกันและตอบโต้
แต่สิ่งที่เกินความคาดหมายคือ ลู่เยี่ยกลับเหมือนไม่ได้สังเกตเห็น เดินหน้าต่อไปด้วยท่าทีปกติ
ไม่เคยหันกลับมา
ฝีเท้าก็ไม่มีการหยุดซะงักแม้แต่น้อย
และในช่วงเวลาคับขันนี้ ชายในอาภรณ์สีเทาสุดท้ายก็จำต้องยอมถอนมือไป
ตูม!
เจตจำนงดาบที่รวมตัวกันในฝ่ามือขวาของเขาฟันลงไปบนพื้นอย่างรุนแรง ทำให้เกิดรอยแตกสามฉื่อ เศษหินแตกกระเด็น ดอกไม้และต้นหญ้าหักโค่น
ชายชุดคลุมหยกที่มองดูฉากนี้อยู่ไกล ๆ อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว
ลู่เยี่ยผู้นี้ช่างแข็งกร้าวเสียจริง ไม่มีความคิดที่จะตอบโต้เลยแม้แต่น้อย!
เหมิงฮาวถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก
บัดซบ! ไม่ได้ทำให้ลู่เยี่ยตกใจ แต่กลับทำให้ข้าตกใจแทบแย่!
“ศิษย์พี่ท่านนี้ ดอกไม้และต้นหญ้าที่ท่านทำลายไป ภายหลังท่านต้องชดใช้ด้วย”
ลู่เยี่ยที่เดินมาถึงนอกประตูเรือนเมฆาเขียวแล้ว หันกลับมากล่าวด้วยรอยยิ้ม
ชายในอาภรณ์สีเทาไม่เพียงไม่โกรธ แต่กลับกล่าวอย่างจริงจัง
“มีความหาญกล้า! มีจิตใจดี!”
นี่ไม่ใช่การเสียดสี แต่เป็นความชื่นชมที่มาจากใจจริง
หากเปลี่ยนเป็นคนอื่น แม้จะเลือกที่จะไม่ตอบโต้ แต่จะปรากฏอาการตกใจอย่างแน่นอน
แต่ลู่เยี่ยไม่!
และการทำเช่นนี้ได้ จำเป็นต้องมีความกล้าหาญและจิตใจที่เข้มแข็งอย่างยิ่ง จึงจะสามารถรักษาความสงบได้เช่นนี้
เหมิงฮาวอ้าปากค้าง ศิษย์พี่อวี่ถึงกับชมคนด้วยหรือ?
ในความทรงจำของเขา ชายในอาภรณ์สีเทาผมยุ่งเหยิงผู้นี้มีนิสัยเก็บตัวและเย่อหยิ่ง เป็นคนแปลกแยกในหมู่ศิษย์หลัก ไม่เคยชมใครมาก่อนเลย!
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น ชายชุดคลุมหยกก็แสดงท่าทีประหลาดใจอย่างชัดเจน และดูเหมือนจะครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
จริงอยู่ แม้จะไม่ตอบโต้ แต่การมีความมั่นใจกับไม่มีความมั่นใจนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ลู่เยี่ยมีความมั่นใจในตัวเอง จึงไม่เกรงกลัวสิ่งใด
“สามวันต่อจากนี้ ข้าจะมาหาเจ้าอีกครั้ง”
ชายในอาภรณ์สีเทาหมุนตัวจากไป
“อย่าลืมชดใช้ค่าดอกไม้และต้นหญ้าหน้าประตูให้ข้าด้วย!”
เสียงของลู่เยี่ยดังมาจากด้านหลัง ทำให้ชายในอาภรณ์สีเทาชะงักฝีเท้าไปครู่หนึ่ง แล้วรีบเดินออกไปเร็วขึ้น
“ศิษย์พี่ท่านต้องการดื่มชาหรือไม่?”
ลู่เยี่ยยิ้มและมองไปที่ชายชุดคลุมหยก
ชายชุดคลุมหยกถอนหายใจ
“เจ้าคนนี้ช่างเป็นคนน่าสนใจจริงๆ สามวันหลังจากนี้ หากเจ้าสามารถเอาชนะข้าได้ ข้ายินดีที่จะยอมรับว่า เจ้ามีคุณสมบัติที่จะพักในเรือนเมฆาเขียว”
ลู่เยี่ยกล่าวว่า
“หากศิษย์พี่มีเวลาว่าง ขอให้ช่วยนำคำพูดของข้าในคืนนี้ไปบอกต่อด้วย ผู้ใดที่ไม่พอใจ อีกสามวันให้หลังก็มาหาข้าได้ หากเลยเวลากำหนดจะไม่รออีก!”
ชายชุดคลุมหยกมองลู่เยี่ยอย่างลึกซึ้ง
“ช่างกล้าหาญ!”
เมื่อกล่าวจบ เขาก็หันหลังเดินจากไป
เขาเข้าใจอย่างคลุมเครือว่าเหตุใดลู่เยี่ยจึงยืนกรานที่จะประลองในอีกสามวันให้หลัง
‘ศิษย์ของสำนักกระบี่เก้าสวรรค์แต่ละคนล้วนมีศักดิ์ศรีและคุณธรรมเป็นของตนเอง อย่างน้อยก็ไม่ใช่พวกไร้สมองที่ชอบหาเรื่องโดยไม่มีเหตุผล’
ลู่เยี่ยคิดในใจ
บางทีนี่อาจจะเป็นรากฐานที่แท้จริงของสำนักกระบี่เก้าสวรรค์
ในฐานะที่เป็นหนึ่งในเจ็ดสำนักใหญ่แห่งต้าเฉียน หากศิษย์ในสำนักมีทั้งคนดีและคนเลว วุ่นวายไร้ระเบียบ ก็คงจะเสื่อมถอยไปนานแล้ว
แตนั่นไม่ได้หมายความว่าภายในสำนักกระบี่เก้าสวรรค์จะกลมเกลียวกันดี
ก่อนหน้านี้ที่ห้องโถงใหญ่ของสำนัก บรรพชนหลินชวนได้กล่าวด้วยตนเองว่า การแข่งขันและความขัดแยงภายในสำนัก ตราบใดที่ไม่ถึงขั้นมีคนตาย พวกเขาเหล่าคนแก่เหล่านั้นก็จะเข้าไปยุ่ง!
การปรากฏตัวของชายชุดคลุมหยกและชายในอาภรณ์สีเทาในคืนนี้ ก็พิสูจน์ให้เห็นถึงเรื่องนี้แล้ว
“ศิษย์น้องลู่นี่เก่งจริงๆ!”
เหมิงฮาวยิ้มพลางเดินเข้ามา
“ข้านึกว่าคืนนี้เจ้าจะถูกซ้อมเสียอีก ไม่คิดเลยว่า…”
ในคำพูดนั้น ก็เผยให้เห็นความผิดหวังเล็กน้อยอย่างไม่ตั้งใจ
ลู่เยี่ยตบไหล่เหมิงฮาวแรง ๆ ทีหนึ่ง
‘ข้าพอจะดูออกแล้ว ศิษย์พี่เหมิงคงอยากเห็นข้าขายหน้าใช่หรือไม่?’
เหมิงฮาวกัดฟันกรอดพลางกล่าว
“ข้าก็แค่คิดเฉย ๆ เท่านั้นเอง ความเคารพที่ข้ามีต่อศิษย์น้องลู่นั้นเป็นของจริงใจ”
ลู่เยี่ยหัวเราะเสียงดัง
สำนักกระบี่เก้าสวรรค์ช่างดีจริงๆ ทุกคนล้วนเป็นคนมากความสามารถ!
ลู่เยี่ยพบว่าตนเองเริ่มรู้สึกชอบที่นี่แล้ว
“ศิษย์น้องลู่ ข้าต้องกลับแล้ว เจารีบพักผอนเถิด”
เหมิงฮาวตั้งใจจะจากไปแล้ว
“ทำแบบนี้ไม่ได้นะ ข้ากับศิษย์พี่เหมิงเพิ่งเจอกันก็รู้สึกถูกชะตา ต้องแสดงความรู้สึกกันบ้าง!”
ลู่เยี่ยดึงแขนของเหมิงฮาวอย่างสนิทสนม
“ไปเถิด เข้าไปดื่มสุราที่เรือนเมฆาเขียวของข้า แล้วถือโอกาสคุยกันเรื่องสถานการณ์ของสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ของพวกเราด้วย”
เหมิงฮาวบ่นงึมงำในใจว่า ถูกชะตาอะไรกัน ดื่มสุราอะไรกัน ‘ถือโอกาสคุยกันเรื่องสถานการณ์’ ที่เจ้าพูดถึงนั่นแหละคือจุดสำคัญชัด ๆ!
เขาทําสีหน้าลำบากใจพลางปฏิเสธว่า
“ยามดึกสงัดเช่นนี้ ชายฉกรรจสองคนอยู่ด้วยกัน หากมีคนเห็นเข้า จะไม่รู้ว่าจะมีข่าวลืออะไรแพร่ออกไปอีก หรือไม่…”
“ไม่ให้เกียรติรึ?”
ลู่เยี่ยไม่พอใจ
เหมิงฮาวพูดไม่ออก อึกอักไม่สามารถเอ่ยคำใดได้
“เช่นนั้นก็ถือว่าท่านตกลงแล้ว”
ลู่เยี่ยไม่สนใจการปฏิเสธของเหมิงฮาว แล้ว ‘เชิญ’ เขาเข้าไปในเรือนเมฆาเขียว
เพิ่งมาถึงที่นี่ครั้งแรก ถ้าไม่หาคน ‘คุ้นเคย’ มาสอบถามสถานการณ์สักหน่อยจะได้อย่างไร?
อย่างเช่นชายชุดคลุมหยกและชายในอาภรณ์สีเทาที่เพิ่งพบเมื่อครู่ เขาไม่รู้จักทั้งสองคนเลยแม้แต่น้อย ย่อมเดาไม่ออกว่าทำไมสองคนนั้นถึงได้มาหาถึงที่
ลู่เยี่ยไม่ชอบตกอยู่ในสถานการณ์เสียเปรียบ ดังนั้นเขาจึงระงับอารมณและ ‘ไม่ตอบโต้’
เขาตั้งใจว่าหลังจากเข้าใจสถานการณ์แล้ว แล้วค่อยจัดการทั้งหมดในอีกสามวันต่อจากนี้!
แม้แต่เจ้าสำนักเวินชิวเจวี่ยยังกล่าวไว้ว่า ภายในสำนักกระบี่เก้าสวรรค์มีผู้คนมากมายที่ไม่ยอมรับตัวเขา
ลู่เยี่ยย่อมไม่ต้องการให้ในวันข้างหน้าจะมีคนมาท้าประลองอยู่เป็นระยะ ๆ เพราะสิ่งนั้นจะส่งผลกระทบต่อการฝึกฝนอย่างแน่นอน
ดังนั้น จุดประสงค์อีกอย่างหนึ่งของเขาในคืนนี้ก็คือ การประกาศให้ทุกคนรู้ และเปิดโอกาสให้ผู้ที่ไม่ยอมรับเขาได้มาประลองฝีมือและรับการสั่งสอน!
ไม่ยอมรับงั้นรึ?
สามวันหลังจากนี้ข้าจะต้องเอาชนะพวกเจ้าให้ได้!