บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 14 ไพ่ตายของลู่เยี่ย
บทที่ 14 ไพ่ตายของลู่เยี่ย
เมื่อลู่เยี่ยจ้องมองลวดลายเล็ก ๆ ที่เหมือนไส้เดือนบนเตาหลอมไป๋เลี่ยน ในใจของเขาก็รู้สึกสะท้อนใจอย่างยิ่ง
ตระกูลลู่ในอดีต เพราะมีท่านอารองอยู่ จึงเรียกได้ว่ารุ่งเรืองถึงขีดสุด กดดันให้กองกำลังใหญ่ ๆ ในเมืองเทียนเหอต้องก้มหัวให้
ใครจะคิดว่า ตระกูลลู่ในปัจจุบัน จะตกต่ำจนอยู่ในสถานการณ์ขั้นวิกฤตเช่นนี้?
‘ถึงแม้ว่าท่านอารองจะไม่อยู่ แต่ก็ยังมีข้า!’ ลู่เยี่ยพึมพำในใจ
ในวันนี้ เหตุการณ์ที่บุตรหลานของตระกูลลู่ต้องเผชิญ ทำให้เขาตระหนักว่า จำเป็นต้องลงมือทำอะไรสักอย่างได้แล้ว
“ฟังคำสั่งของข้า จงปิดล้อมลานประลองยุทธ์ไว้ ห้ามให้ผู้ใดออกไปจากที่นี่!”
ทันใดนั้นเสียงตะโกนก้องฟ้าก็ดังขึ้น
ภายใต้ท้องฟ้า มีร่างหนึ่งเหยียบบนแสงรุ้ง ทะยานฝ่าอากาศด้วยท่วงท่าทรงพลังน่าเกรงขาม
ไม่ผิดแน่ เป็นผู้อาวุโสสูงสุดหลี่ฉางเฟิง
เมื่อเขามาถึง แรงกดดันอันทรงพลังแผ่ขยายออกไปราวกับพายุ
ศิษย์ทั้งหมดที่อยู่ใกล้ลานประลองยุทธ์ต่างสีหน้าเปลี่ยนทันที
ในเวลาเดียวกัน กลุ่มองครักษ์ที่ขึ้นตรงต่อสำนักศึกษาเทียนเหอก็ได้รวมตัวกันมา โอบล้อมลานประลองยุทธ์จนแน่นขนัดไม่มีที่ให้รอดผ่านออกไปได้ ราวกับเมฆดำทะมึนที่ปกคลุม
ลู่เยี่ยจบสิ้นแล้ว!
ในขณะนั้น เหล่าศิษย์ที่มามุงดูความวุ่นวายต่างก็คิดเหมือนกันว่า
‘ก่อเรื่องใหญ่โตถึงเพียงนี้ พวกใต้เท้าในสำนักจะยอมปล่อยไปง่าย ๆ ได้อย่างไร?’
“ให้ตายเถอะ ก็แค่ตีกลองไปครั้งเดียวเท่านั้น ไฉนถึงได้ดึงดูดพวกชายชราเหล่านั้นมาที่นี่ได้หมด?”
ลู่ผิงสูดลมหายใจเย็น ๆ อย่างตกใจ
ในสายตาของเขา ไม่ใช่แค่ผู้อาวุโสสูงสุดหลี่ฉางเฟิงเท่านั้น แต่เจ้าสำนักเซวียไป๋ซงและเหล่าผู้อาวุโสคนอื่น ๆ ของสำนักศึกษาก็ล้วนมากันพร้อมหน้า!
“ไม่ต้องกังวล เจ้าเพียงแค่มองดูเป็นพอ”
ลู่เยี่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ เขาไพล่มือไว้เบื้องหลัง กวาดสายตามองไปรอบ ๆ ทั่วบริเวณ กิริยาท่าทางยังคงสงบเยือกเย็นเช่นเดิม
“ลู่เยี่ย เจ้าบุกรุกสำนักศึกษา ประทุษร้ายผู้คน ทั้งยังกล่าวถ้อยคำเยี่ยงมารหลอกลวงผู้คน ใส่ร้ายป้ายสีสำนักศึกษา ช่างกล้าหาญชาญชัยเกินขอบเขต สมควรตายสักหมื่นครั้ง!”
ผู้อาวุโสสูงสุดหลี่ฉางเฟิงตวาดเสียงดัง ร่างของเขาพุ่งตรงไปหาลู่เยี่ยทันที
ชิ้ง!
ลู่เยี่ยชักดาบออกจากฝัก ปลายดาบแตะที่ลำคอของหลี่ทั่ว “หากเจ้ากล้าเข้ามา ข้าจะสังหารหลานชายของเจ้าเสีย”
“เจ้า…”
หลี่ฉางเฟิงหยุดฝีเท้าทันที ดวงตาเบิกกว้างด้วยความโกรธ
“ลู่เยี่ย ปล่อยหานซานเชวี่ยและหลี่ทั่วไป ข้าสัญญาได้ว่าจะให้ทางรอดแก่เจ้า!”
เจ้าสำนักเซวียไป๋ซงเอ่ยขึ้น
เขาอยู่ในอาภรณ์สีม่วง สวมกวานหยก มือหนึ่งลูบเครา ดูสง่างามน่าเกรงขามมาก
รอบ ๆ ตัวเขา บรรดาผู้อาวุโสของสำนักศึกษาต่างจ้องมองลู่เยี่ยอย่างเย็นชา ปลดปล่อยพลังกดกดันที่น่าสะพรึงกลัวออกมาจากร่าง
พวกเขามองเห็นได้ทันทีว่าลู่เยี่ยยังไม่ก้าวเข้าสู่ขอบเขตตำหนักวิญญาณ
แม้ว่าลู่เยี่ยจะยังคงท้าทายสวรรค์เหมือนเมื่อครั้งก่อน แต่สำหรับพวกเขาแล้ว ก็ไม่ต่างอะไรกับมดปลวก!
ลู่เยี่ยเงยหน้ามองไปที่เซวียไป๋ซง เสียงของเขาดังก้องไปทั่วทั่งลาน “เมื่อก่อนท่านเคยสาบานว่าจะตอบแทนบุญคุณ แต่บัดนี้กลับเนรคุณผู้มีบุญคุณ นี่คือวิถีอันชอบธรรมของท่านเซวียไป๋ซงอย่างนั้นหรือ?”
เรื่องที่เมื่อหลายปีก่อน ลู่ซิงอี้เคยช่วยชีวิตเซวียไป๋ซงไว้ครั้งหนึ่ง ไม่ใช่ความลับอะไรในเมืองเทียนเหอ
“บุญคุณที่ลู่ซิงอี้ช่วยชีวิตข้าไว้ ข้าไม่เคยลืม!”
เซวียไป๋ซงกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “แต่นั่นไม่ใช่บุญคุณที่ข้าติดค้างเจ้า และยิ่งไม่ใช่บุญคุณที่ข้าติดค้างพวกเจ้าตระกูลลู่ ข้าขอเตือนเจ้าสักคำ อย่าคิดที่จะอาศัยบุญคุณมาข่มเหงผู้อื่น!”
ลู่เยี่ยไม่ได้โมโห เขาเอ่ยเสียงเย็นชาว่า “ไม่ตอบแทนบุญคุณก็แล้วไป แต่ท่านอย่าลืมว่า ท่านเป็นเจ้าสำนักที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการจากราชสำนักต้าเฉียน แล้วเหตุใดท่านจึงไม่คำนึงถึงกฎหมายแห่งต้าเฉียน แต่กลับจัดการให้สมุนของท่านกลั่นแกล้งบุตรหลานตระกูลลู่ของข้าอย่างรุนแรงเช่นนี้?”
คำพูดเหล่านี้แพร่กระจายไปทั่วทั้งลาน ทำให้สีหน้าของหลายคนเปลี่ยนไป
สายตาของศิษย์บางคนที่มองไปยังเซวียไป๋ซงเริ่มเต็มไปด้วยความสงสัย
“ข้าเซวียไป๋ซงกระทำการใด จะต้องอธิบายให้เจ้าฟังด้วยหรือ?”
แววตาของเซวียไป๋ซงเปลี่ยนเป็นเฉียบเย็นทันที “ลู่เยี่ย เจ้าได้ก่อเรื่องใหญ่เสียแล้ว หากยังดื้อดึงต่อต้าน อย่าโทษว่าข้าไม่เกรงใจ!”
“โอ้?”
ลู่เยี่ยยิ้ม แต่แววตากลับเย็นชายิ่งขึ้น “เช่นนั้นก็จงจำไว้ ข้าได้ให้โอกาสท่านในการอธิบายแล้ว ต่อไปถึงท่านจะคุกเข่าขอร้องอ้อนวอนข้า ก็จะไม่มีโอกาสอีก!”
“ดื้อดึงไม่กลับใจ!”
เซวียไป๋ซงแสดงสีหน้าเย็นชา เขาตวาดเสียงดัง “ฟังคำสั่งของข้า พวกเจ้าลงมือพร้อมกัน จับตัวเจ้าคนชั่วนี้เดี๋ยวนี้ หากเขากล้าสังหารตัวประกัน ความผิดทั้งหมดจะตกอยู่กับตระกูลลู่!”
“ขอรับ!”
หลี่ฉางเฟิงและบรรดาผู้อาวุโสต่างรับคำอย่างพร้อมเพรียง
“ช้าก่อน!”
ทันใดนั้น เสียงตะโกนก้องก็ดังขึ้น
“ศิษย์ของข้าที่ทั้งฉลาดทั้งเรียบร้อย เหตุใดจึงกลายเป็นคนบาปให้พวกเจ้ารุมเข่นฆ่าเช่นนี้ได้เล่า!”
พร้อมกับเสียงนั้น ร่างสูงใหญ่กำยำก็ทะยานแหวกอากาศมาถึง
บุรุษผู้นี้มีเคราและผมรุงรัง สวมเสื้อคลุมยาวเก่า ๆ พลังลมปราณแข็งแกร่งและดุดัน
เขาคือผู้อาวุโสเก้าแห่งสำนักศึกษาเทียนเหอ หยวนคุน!
“ท่านอาจารย์หยวน?”
ลู่เยี่ยตกตะลึง
ในช่วงหลายปีที่ฝึกฝนอยู่ที่สำนักศึกษาเทียนเหอ หยวนคุนรับผิดชอบในการสอนเขาโดยเฉพาะ
หยวนคุนผู้นี้มีนิสัยร้อนแรงดั่งเปลวไฟ เด็ดขาดรวดเร็ว เขามองว่าลู่เยี่ยเเปรียบเสมือนหลานชายแท้ ๆ คำที่เขาพูดติดปากทุกวันก็คือ
“เจ้าหนู เจ้าเพียงแค่ตั้งใจฝึกฝนให้ดี เรื่องอื่นใดไม่ต้องสนใจ!”
“ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรใดที่มีอยู่ในสำนักศึกษา ข้าจะให้เจ้าได้ทั้งหมด ส่วนสิ่งที่สำนักศึกษาไม่มี ข้าก็จะเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อช่วงชิงมาให้เจ้าให้ได้”
“ขอเพียงเจ้าประสบความสำเร็จ หน้าตาของข้าก็จะได้รับการยกย่องด้วย!”
หยวนคุนพูดเช่นนั้นและก็ทำเช่นนั้นจริง ๆ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเขาได้ช่วยเหลือลู่เยี่ยไม่น้อยทีเดียว
และในยามนี้ แม้จะรู้ดีสถานการณ์ว่า ตระกูลลู่กำลังประสบเคราะห์ร้ายครั้งใหญ่ หยวนคุนก็ยังกล้าที่จะออกหน้า โดยไม่หวั่นเกรงผลลัพธ์ที่อาจจะทำให้ท่านเจ้าสำนักขุ่นเคือง!
เรื่องนี้จะไม่ทำให้ลู่เยี่ยรู้สึกซาบซึ้งใจได้อย่างไร?
“ท่านผู้อาวุโสเก้า เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับท่าน รีบถอยไปเสีย!”
เซวียไป๋ซงใบหน้าเคร่งขรึม เขาตะคอกใส่ด้วยความโกรธ “มิเช่นนั้น ข้าจะลงโทษท่านเช่นกัน!”
“ยังจะลงโทษข้าอีกหรือ? ไสหัวไปให้พ้น!”
หยวนคุนสบถด่าออกมาอย่างหยาบคาย “ข้าขอพูดไว้ตรงนี้ วันนี้ต่อให้ต้องลาออกจากตำแหน่ง หรือต้องสละชีวิต ข้าก็จะปกป้องลู่เยี่ยให้จงได้!”
ใบหน้าของเซวียไป๋ซงมืดครึ้มลง
เขาไม่สนใจที่จะพูดให้มากความอีกต่อไป สั่งการออกไปโดยตรง “ผู้อาวุโสสูงสุด พวกเจ้าร่วมกันไปเชิญผู้อาวุโสเก้าออกไป!”
“ขอรับ!”
หลี่ฉางเฟิงนำบรรดาผู้อาวุโสคนอื่น ๆ ออกไปพร้อมกัน ล้อมโจมตีหยวนคุน
“ช่างตายายของพวกเจ้าเถอะ ไม่มียางอายแล้วใช่หรือไม่?”
หยวนคุนโกรธหนัก
เขาถูกล้อมโจมตีจากทุกด้าน ถึงจะพยายามต่อสู้สุดกำลังก็ไม่สามารถทะลวงวงล้อมออกไปได้
แต่เขายังคงตะโกนด่าทอดังลั่น ส่งเสียงเกรี้ยวกราดด้วยความโกรธเคือง “สำนักศึกษาเทียนเหอเป็นสำนักศึกษาของต้าเฉียนไม่ใช่ของเจ้าเซวียไป๋ซง!”
“พวกเฒ่าสารเลวที่สมควรถูกฟ้าผ่า พวกเจ้าทำให้สำนักศึกษาเทียนเหอต้องเสียหน้า!”
ในเวลาเดียวกัน เซวียไป๋ซงก็ได้เคลื่อนไหวแล้ว ก้าวเดินเข้าไปรุกไล่ลู่เยี่ยอย่างกดดัน
แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวของขอบเขตแท่นทองคำปะทุออกมาจากร่าง กระหน่ำเข้าใส่ลู่เยี่ยราวกับคลื่นพายุที่ถาโถมเข้าใส่ภูเขา ปกคลุมไปทั่วร่างของลู่เยี่ย
“ลู่เยี่ย ตอนนี้เจ้าหยุดมือก็ยังทัน”
เซวียไป๋ซงก้าวเดินไปพลาง กล่าวไปพลาง “มิเช่นนั้น อย่าโทษข้าที่ไม่เห็นแก่ไมตรีของท่านอารองของเจ้าเลย!”
ตูม!
ห้วงอากาศสั่นสะเทือน แสงสีทองไหลเวียนบนร่างของเซวียไป๋ซง รวมตัวกันเป็นร่างจำแลงแห่งวิถีที่หนักแน่นและลึกลับ
พลังอำนาจเช่นนั้น ทำให้ผู้คนมากมายนับไม่ถ้วนต่างสะท้านด้วยความหวาดกลัว
ทั่วทั้งสำนักศึกษาเทียนเหอ เจ้าสำนักเซวียไป๋ซงผู้มีพลังบำเพ็ญขอบเขตแท่นทองคำขั้นปลาย ย่อมเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย
ไม่มีใครเทียบได้!
แม้แต่มองไปทั่วเมืองเทียนเหอ ผู้ที่มีพลังบำเพ็ญสูงกว่าเขาก็นับได้ด้วยนิ้วมือเท่านั้น
การมีอยู่ของบุคคลเช่นนี้ เพื่อจัดการกับเด็กหนุ่มที่ยังไม่ได้ก้าวเข้าสู่ขอบเขตตำหนักวิญญาณ ย่อมไม่ต้องใช้ความพยายามเลยแม้แต่น้อย
แต่สิ่งที่คาดไม่ถึงคือ ลู่เยี่ยไม่ได้ตื่นตระหนกเพราะเรื่องนี้ และมิได้ใช้ตัวประกันมาข่มขู่อีกต่อไป
เขาเพียงแค่เอามือซ้ายแตะเบา ๆ ลงบนเตาหลอมไป๋เลี่ยนที่อยู่ด้านหลังของตน แล้วโคจรเคล็ดวิชาลับเฉพาะตัวบทหนึ่ง
หึ่ง!
เตาหลอมทองสัมฤทธิ์ก็เกิดเสียงดังหึ่ง ๆ บนพื้นผิวที่มีลวดลายมากมายคล้ายไส้เดือนพลันสว่างขึ้นเป็นตัวอักขระอันงดงามราวสายฝน
นี่คือ?
รอบ ๆ ลานประลองยุทธ์ ทุกคนสังเกตเห็นอย่างชัดเจนว่า เมื่อเตาหลอมไป๋เลี่ยนส่งเสียงคำราม พื้นของลานประลองยุทธ์ทั้งหมดก็ปรากฏระลอกคลื่นค่ายกลควบคุมลึกลับชั้นหนึ่งขึ้น
และใต้เท้าของลู่เยี่ยก็มีอักขระมากมายไหลวน ผสานเข้ากับพลังลมปราณของเขาอย่างสมบูรณ์แบบ ก่อให้เกิดเสียงสะท้อนราวกับกระแสน้ำ
ในความพร่าเลือน ทุกคนล้วนเกิดภาพลวงตาเห็นภาพ ลู่เยี่ยที่ได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับลานประลองยุทธ์ทั้งหมด!
ลู่ผิงตื่นตัวขึ้นทันที เดิมทีไพ่ตายที่แท้จริงของลู่เยี่ยอยู่ตรงนี้นี่เอง ไม่น่าล่ะเขาถึงได้ไม่เกรงกลัวสิ่งใดเลย
เซวียไป๋ซงกลับหัวเราะเยาะหยันออกมา “นี่คือไพ่ตายของเจ้างั้นรึ?”
“ขอบอกความจริงให้เจ้ารู้ เมื่อเจ้าเลือกที่จะอวดดีที่ลานประลองยุทธ์นี้ ข้าก็คาดการณ์ไว้แล้วว่าเจ้าจะอาศัยพลังของ ‘ค่ายกลวิญญาณยุทธ์สวรรค์’ ที่สลักอยู่บน ‘เตาหลอมไป๋เลี่ยน’ ”
“และการทำลายค่ายกลนี้ สำหรับข้าแล้ว ง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ!”
เสียงยังคงก้องกังวาน เซวียไป๋ซงยกมือขึ้นเรียกค้อนทองสัมฤทธิ์อันหนึ่งออกมา
ค้อนทองสัมฤทธิ์ถูกปกคลุมด้วยอักขระลึกลับแปลกประหลาด เปล่งประกายศักดิ์สิทธิ์อันเจิดจ้า ก่อนจะฟาดลงบนพื้นอย่างรุนแรง
ตูม!
ราวกับมีภูเขามหึมากระแทกลงมากลางทะเลสาบ
คลื่นแสงของค่ายกลควบคุมที่ปูอยู่บนพื้นลานประลองยุทธ์แตกกระจายออกเป็นเสี่ยง ๆ พุ่งกระเซ็นเป็นเปลวไฟนับไม่ถ้วน
เตาหลอมไป๋เลี่ยนที่อยู่ข้างหลังลู่เยี่ยสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ก่อนจะส่งเสียงครวญครางออกมา ลวดลายอักขระที่สว่างวาบที่ปรากฏบนพื้นก็มืดมิดลงทันที!
ร่างของลู่เยี่ยโซเซไปก้าวหนึ่ง เขาได้รับผลกระทบจนพลังเลือดลมปั่นป่วน
“ความลับของเตาหลอมไป๋เลี่ยน ท่านรู้ได้อย่างไร?”
ลู่เยี่ยขมวดคิ้ว ในใจเกิดความปั่นป่วน
เมื่อหลายปีก่อน ท่านอารองได้มอบเตาหลอมไป๋เลี่ยนให้กับสำนักศึกษาเทียนเหอ โดยมีเตาหลอมนี้เป็นจุดศูนย์กลางของค่ายกล เพื่อกดทับลานประลองยุทธ์ สามารถรวบรวมปราณวิญญาณฟ้าดิน ซึ่งมีประโยชน์อย่างมากต่อการฝึกฝน
และมีเพียงสายตรงของตระกูลลู่เท่านั้นที่รู้ว่า เพียงแค่เริ่มโคจรเคล็ดวิชาลับเฉพาะตัว ลายอักขระและลวดลายค่ายกลที่สลักอยู่บนเตาหลอมไป๋เลี่ยนนี้ ก็สามารถเปลี่ยนแปลงกลายเป็นค่ายกลสังหารที่เรียกว่า ‘ค่ายกลวิญญาณยุทธ์สวรรค์!’
ก่อนหน้านี้ ลู่เยี่ยมองค่ายกลนี้เป็นที่พึ่ง โดยตั้งใจจะสังหารเซวียไป๋ซงและคนอื่น ๆ แบบไม่ทันตั้งตัว แต่ไม่คิดไม่ฝันเลยว่าเซวียไป๋ซงกลับล่วงรู้ความลับนี้มาตั้งแต่แรกแล้ว
และเขายังสามารถทำลายค่ายกลนี้ได้อย่างง่ายดาย!
“เรื่องที่ข้ารู้นั้น มีมากกว่าที่เจ้าคิดไว้มากนัก”
มุมปากของเซวียไป๋ซงปรากฏรอยยิ้มเยาะหยัน
เขาก้าวเดินอย่างสบาย ๆ เดินเข้าใกล้ลู่เยี่ยต่อไป
“บัดนี้ เมื่อไม่มีเตาหลอมไป๋เลี่ยนแล้ว เจ้าก็เป็นเพียงเศษสวะน้อยที่ยังไม่ได้ก้าวเข้าสู่ขอบเขตตำหนักวิญญาณ เช่นนี้แล้วจะเอาอะไรมาต่อกรกับข้า?”