บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 15 อาภรณ์สีแดงปกคลุมฟ้าสามพันลี้
บทที่ 15 อาภรณ์สีแดงปกคลุมฟ้าสามพันลี้
ตูม!
เพียงแค่แรงกดดันจากขอบเขตแท่นทองคำของเซวียไป๋ซงก็ทำให้ลู่เยี่ยหายใจติดขัด พลังปราณทั่วร่างแทบปั่นป่วน
ภัยคุกคามร้ายแรงถึงชีวิตทิ่มแทงจากด้านหลัง ทุกตารางนิ้วของผิวหนังราวกับถูกมีดกรีด
นี่คือความแตกต่างอันใหญ่หลวงทางด้านพลังบำเพ็ญที่เหมือนห้วงเหวที่ไม่อาจข้ามผ่านได้
“น่าเสียดาย ที่พวกเจ้าไม่รู้เลยว่า ในช่วงสามปีที่ข้าหลับใหลไป ข้าได้ประสบพบเจอสิ่งใดมาบ้าง…”
ลู่เยี่ยพึมพำในใจ แวตาเยือกเย็น ยังคงความสงบนิ่งเหมือนเดิม
หึ่ง!
ในทะเลแห่งจิตสำนึกของเขา ท่ามกลางดวงดาวทั้งสิบเก้าดวงที่แปรสภาพมาจากรอยประทับของบรรพจารย์ ดวงดาวสีทองดวงหนึ่งสั่นสะเทือนขึ้นมาอย่างฉับพลัน
“ยังมีไพ่ตายอีกหรือ เช่นนั้นก็เอามาใช้ให้หมดเสีย!”
พลังลมปราณของเซวียไป๋ซงยิ่งน่าสะพรึงกลัวมากขึ้น
“กล่าวอย่างไม่เกรงใจหน่อยก็แล้วกัน ในรั้วสำนักศึกษาเทียนเหอนี้ ต่อให้เทพเจ้าองค์ใดมา ก็ช่วยเจ้าไม่ได้!”
เขาคว้ามือออกไปในอากาศ
ตูม!
มือสีทองขนาดใหญ่กว้างเกือบสิบจั้งเคลื่อนผ่านท้องฟ้า พุ่งคว้าไปทางลู่เยี่ย
ผู้ชมที่อยู่ห่างออกไปต่างตกใจจนสีหน้าเปลี่ยนไป
การโจมตีครั้งนี้ของเซวียไป๋ซงช่างน่าสะพรึงกลัวเกินไป แม้เพียงมองจากระยะไกล ก็ยังทำให้ผู้คนรู้สึกหนาวเยือกตามแผ่นหลัง ราวกับตกลงไปในถ้ำน้ำแข็ง
ต้องรู้ไว้ว่า ระหว่างขอบเขตชักนำวิญญาณกับขอบเขตแท่นทองคำนั้น ห่างกันถึงสองขอบเขตใหญ่!
แม้จะต่อสู้อย่างเอาเป็นเอาตาย ก็ไม่ต่างอะไรกับแมลงเม่าบินเข้ากองไฟ ชั่วพริบตาเดียวก็ดับสลาย
ลู่เยี่ยจะเอาอะไรไปต่อกร?
“เซวียไป๋ซง เจ้ากล้าหรือ!?”
หยวนคุนที่อยู่ห่างไกลส่งเสียงคำรามด้วยความโกรธ แต่ดูเหมือนจะสิ้นหวังอย่างมาก
ในยามนี้เขาตกอยู่ในวงล้อมที่หนาแน่น แทบจะปกป้องตนเองไม่ได้ แล้วจะไปพูดถึงการช่วยเหลือลู่เยี่ยได้อย่างไร
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ไม่มีใครรู้คือ ก่อนที่เซวียไป๋ซงจะลงมือ ลู่เยี่ยก็ได้กำมือขวาไว้ในอากาศไว้ก่อนแล้ว ราวกับกำลังถือดาบศึก ในท่าที่พร้อมที่จะฟันศัตรู
เขาก็พึมพำเสียงเบา
“หนึ่ง สอง…”
ยังไม่ทันนับถึงสาม เหตุการณ์อันน่าอัศจรรย์ก็เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา
เห็นได้ว่าในความว่างเปล่า มือขนาดใหญ่สีทองที่มีรัศมีกว่าสิบจั้งของเซวียไป๋ซงได้พุ่งคว้าข้ามมา ด้วยท่วงท่าอันดุดัน แสงสว่างเจิดจ้าจนแสบตา
ทว่ากลับมีดอกเหมยสีแดงสดราวกับเปลวเพลิงก็ปรากฏขึ้นอย่างกะทันหัน
ดอกเหมยใสกระจ่างไร้ที่ติ ราวกับเพิ่งเด็ดลงมาจากกิ่ง ดูอ่อนนุ่มและบอบบาง แต่ในชั่วพริบตา ก็พุ่งออกมาเป็นเส้นเพลิงนับไม่ถ้วนที่งดงามตระการตา
เส้นเพลิงพุ่งไปมาสลับซับซ้อน ราวกับว่ามีดาบคมกริบนับไม่ถ้วนมาบรรจบกันในความว่างเปล่า
มือสีทองขนาดใหญ่ที่กินอาณาบริเวณกว้างสิบจั้งก็พลันแตกออกเป็นเศษชิ้นส่วนนับไม่ถ้วน
จากนั้น…
ตูม!
เศษชิ้นส่วนสีทองจำนวนนับไม่ถ้วนก็พลันระเบิดออก กลายเป็นสายฝนแสงสว่างสีทองระยิบระยับโปรยปรายลงมา
และเหล่าดอกเหมยสีแดงสดเหมือนเปลวเพลิงนั้น ก็พลันกลายเป็นแส้ยาวที่ลุกโชนขึ้นในพริบตา แล้วฟาดเข้าไปในห้วงอากาศ
ปัง! ปัง! ปัง!
ร่างแล้วร่างเล่าถูกฟาดกระเด็นออกไป
บางคนเปล่งเสียงครางอื้ออึง
บางคนร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด
บางคนร้องเสียงแหลมด้วยความตกใจและโกรธเกรี้ยว
เหล่าผู้อาวุโสของสำนักศึกษาเทียนเหอที่กำลังล้อมโจมตีหยวนคุน ต่างถูกฟาดกระเด็นออกไปทีละคน ช่างดูอเนจอนาถ!
จนกระทั่งถึง แส้ยาวสีแดงเพลิงเส้นนั้นก็เปลี่ยนเป็นแสงสีแดงสดดั่งเปลวเพลิง ก่อนจะหายวับไปในที่สุด
เรื่องราวทั้งหมดนี้ดูเหมือนจะเกิดขึ้นอย่างเชื่องช้า แต่ความจริงแล้วมันเกิดขึ้นและจบลงเพียงชั่วพริบตา
รวดเร็วจนกระทั่งเซวียไป๋ซงผู้เป็นยอดฝีมือขอบเขตแท่นทองคำก็ยังไม่ทันตั้งตัว ใบหน้าเต็มของเขาไปด้วยความตกตะลึง
‘ดูเหมือนว่าข้าจะเดิมพันได้ถูกต้อง ในที่สุดนางก็ลงมือจริง ๆ…’ ลู่เยี่ยคิดในใจ
ท่ามกลางผู้คนที่อยู่ในที่นี้ มีเพียงเขาเท่านั้นที่ยังคงความสงบเยือกเย็นที่สุด
เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้านี้ ล้วนอยู่ในการคาดการณ์ของเขาตั้งแต่แรกแล้ว
ถึงแม้จะเดิมพันผิดก็ไม่เป็นไร
‘ดวงดาวสีทอง’ ในทะเลแห่งจิตสำนึก นั่นคือไพ่ตายที่แท้จริงของเขา!
บรรยากาศในลานประลองยุทธ์พลันเงียบสงัดลงอย่างกะทันหัน กดดันจิตใจผู้คน
ทุกคนต่างตกตะลึง บุคคลใดกันที่ลงมือในครั้งนี้?
ท่ามกลางบรรยากาศที่หนักอึ้งนั้น สายตาของฝูงชนก็เห็นแสงสีแดงสดใสปรากฏขึ้น
มันเป็นราวกับดวงอาทิตย์สีแดงแรกขึ้น ส่องสว่างไปทั่วฟ้าดิน!
นั่นคือสตรีที่สวมใส่อาภรณ์สีแดง
ร่างของนางสูงโปร่งงดงาม ผมสีดำยาวรวบเป็นมวยหลวม ๆ เผยให้เห็นลำคอสีขาวหิมะใสกระจ่าง
เมื่อนางก้าวเดิน อาภรณ์สีแดงนั้นพลิ้วไหวดั่งกลีบดอกบัวเพลิงที่กำลังลุกโชน บุคลิกงามสง่าเหนือผู้คน
ไม่รู้ว่ามีกี่คนที่ถูกความงดงามของนางตรึงตา บ้างเหม่อลอย บ้างก็ทำตัวไม่ถูก
ส่วนผู้ที่จำได้ว่าสตรีในอาภรณ์สีแดงผู้นี้คือใคร ต่างก็รู้สึกใจเต้นแรง สีหน้าเปลี่ยนไปในทันที
บนไหล่ซ้ายของหญิงสาวในอาภรณ์สีแดงนั้นปรากฏลวดลาย ‘ดาบกระบี่ไขว้กัน ปีศาจก้มหัวยอมจำนน’ อย่างชัดเจน
ใครบ้างจะไม่รู้ว่าหญิงสาวในอาภรณ์สีแดงที่งดงามเหนือใครนี้ คือแม่ทัพอาภรณ์สีแดงคนหนึ่งที่มาจากกรมปราบปีศาจ!?
“หลายปีไม่ได้พบกัน ท่านแม่ทัพเซี่ยยิ่งงดงามกว่าเมื่อก่อน และยังงดงามมากขึ้นอีกด้วย…”
แววตาของลู่เยี่ยลึกซึ้ง
เซี่ยหลิงชิว หนึ่งในแม่ทัพอาภรณ์สีแดงของกรมปราบปีศาจ!
น้องสาวของอ๋องฟู่ไห่หนึ่งในแปดอ๋องผู้พิทักษ์แคว้นแห่งต้าเฉียน
เมื่อสามปีก่อน ในเมืองหลวงของต้าเฉียน ลู่เยี่ย จ้วงหยวนด้านวิถียุทธ์วัยเพียงสิบสี่ปีเคยมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับเซี่ยหลิงชิว
บัดนี้เมื่อได้พบกับแม่ทัพอาภรณ์สีแดงผู้งดงามเหนือผู้นี้อีกครั้ง ลู่เยี่ยก็อดก็รู้สึกสะท้อนใจอย่างยิ่ง
“ท่านแม่ทัพเซี่ย ท่านมาที่นี่ได้อย่างไร?”
ใจของเซวียไป๋ซงสั่นสะท้านอย่างแรง เขารีบก้าวไปข้างหน้าเพื่อคารวะทันที
แม้จะเป็นถึงเจ้าสำนักศึกษาเทียนเหอผู้สง่างาม แต่ในยามนี้กลับมีท่าทีนอบน้อมอย่างมาก เต็มไปด้วยความเคารพนอบน้อม
“คารวะท่านแม่ทัพเซี่ย!”
ผู้อาวุโสสูงสุดหลี่ฉางเฟิงและผู้อาวุโสคนอื่น ๆ ต่างพากันตกใจ รีบก้าวขึ้นมาคารวะตาม
เมื่อครู่นี้เห็นได้ชัดว่า เซี่ยหลิงชิวเป็นผู้ลงมือฟาดพวกเขาไปทีละคน แต่กระนั้นก็ไม่มีผู้ใดกล้าพูดอะไรสักคำ!
ทั้งหมดนี้ยิ่งช่วยขับเน้นให้สถานะของเซี่ยหลิงชิวดูไม่ธรรมดามากขึ้น
“เซวียไป๋ซง ข้าเองก็ไม่ใช่เทพที่เก่งกาจอะไร เจ้าคิดว่าข้าจะสามารถช่วยลู่เยี่ยได้หรือไม่?”
เซี่ยหลิงชิวมองเซวียไป๋ซงด้วยสายตาที่สงบนิ่ง น้ำเสียงของนางเย็นชาและสดใส แต่ก็แฝงไว้ด้วยความน่าเกรงขามที่กดดันผู้คน
ทุกคนในที่นั้นจึงได้ยืนยันในที่สุดว่า เซี่ยหลิงชิวแม่ทัพอาภรณ์สีแดงผู้เป็นเสมือนตำนานแห่งต้าเฉียนผู้นี้ มาที่นี่เพื่อลู่เยี่ยจริง ๆ!
ในพริบตานั้น สายตาของผู้คนมากมายที่มองไปยังลู่เยี่ยก็เปลี่ยนไป มีทั้งความตกตะลึง ความสับสน และความไม่เข้าใจ
เซวียไป๋ซงรู้สึกอึดอัดในใจ เหงื่อเย็นผุดขึ้นมาบนหน้าผาก “ท่านแม่ทัพ ท่านคงไม่ทราบ ลู่เยี่ยเขา…”
เซี่ยหลิงชิวตัดบทว่า “เจ้าแค่บอกมาว่า ข้าทำได้หรือไม่ได้!”
สีหน้าของเซวียไป๋ซงแปรเปลี่ยนไปมาชั่วขณะ
เมื่อเห็นเช่นนั้น ผู้อาวุโสสูงสุดหลี่ฉางเฟิงที่อยู่ด้านข้างก็ทำใจแข็งกล่าวว่า
“ท่านแม่ทัพก็ทราบดีว่า สำนักศึกษาเทียนเหอเป็นสำนักศึกษาที่ราชสำนักต้าเฉียนจัดตั้งขึ้น ลู่เยี่ยบุกรุกสำนักศึกษาโดยพลการ ทำร้ายผู้บริสุทธิ์ กระทำความโหดร้ายอย่างที่สุดของเขานี้ ถือเป็นการละเมิดกฎหมายแห่งต้าเฉียนมาตราที่สามสิบเก้าและสี่สิบเจ็ดอย่างร้ายแรง ตามกฎหมายต้องถูกประหารชีวิต เพื่อเป็นเยี่ยงอย่าง!”
“จะใช้กฎหมายแห่งต้าเฉียนมาข่มขู่ข้าอย่างนั้นหรือ?”
แววตาของเซี่ยหลิงชิวพลันเย็นชาลง “ก็ดี เช่นนั้นก็จัดการตามกฎหมายแห่งต้าเฉียนก็แล้วกัน ข้าขอถามเจ้า วันนี้พวกเจ้าจับกุมบุตรหลานของตระกูลลู่ด้วยเหตุใด?”
“นั่นมัน…”
หลี่ฉางเฟิงรู้สึกสะท้านในใจ แอบร้องในใจว่าไม่ดีแล้ว แต่รีบชี้แจงว่า “ข้าไม่กล้าปิดบังท่านแม่ทัพ หายนะที่ตระกูลลู่เผชิญนั้นมีความเกี่ยวพันอย่างใหญ่หลวง พวกข้าเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้สำนักศึกษาเทียนเหอได้รับผลกระทบจากตระกูลลู่ จึงทำได้เพียง…”
เซี่ยหลิงชิวกล่าวเสียงเย็นชา “ในกฎหมายแห่งต้าเฉียนมีกฎข้อนี้หรือไม่?”
หลี่ฉางเฟิงถึงกับพูดไม่ออก
ปัง!
ทันใดนั้น เซี่ยหลิงชิวก็ยกมือขึ้น และตวัดมือไปหนึ่งที ร่างของหลี่ฉางเฟิงก็ถูกซัดกระเด็นออกไปไกลกว่าสิบจั้ง เลือดพุ่งออกจากปากและจมูก ใบหน้าบวมแดง
เซี่ยหลิงชิวกล่าวเน้นที่ละคำว่า “พวกเจ้าเป็นถึงผู้นำระดับสูงของสำนักศึกษา แต่กลับร่วมมือกันกลั่นแกล้งบุตรหลานตระกูลลู่ เมื่อลู่เยี่ยออกมือช่วยเหลือ แต่กลับถูกพวกเจ้ามองว่าเป็นการทำร้ายผู้บริสุทธิ์!”
“ทำเช่นนี้แล้ว ยังมีกฎหมายบ้านเมืองอีกหรือไม่ ยังมีกฎเกณฑ์อยู่หรือไม่?”
ท่านเจ้าสำนักเซวียไป๋ซงและเหล่าผู้อาวุโสต่างตัวแข็งทื่อไปทั้งตัว เงียบกริบราวกับจักจั่นในฤดูหนาว ไม่กล้าโต้แย้งแม้แต่น้อย
ทุกคนต่างถูกบารมีของเซี่ยหลิงชิวข่มขวัญเอาไว้
เมื่อเห็นภาพตรงหน้า ลู่เยี่ยก็นึกถึงบทกวีที่แพร่หลายไปทั่วแผ่นดินต้าเฉียน
อาภรณ์สีแดงปกคลุมท้องฟ้าสามพันลี้ บารมีกดทับทั่วทั้งสิบสี่มณฑลเหนือจรดใต้!
คำบรรยายนั้นตรงกับเซี่ยหลิงชิวอย่างเหมาะเจาะ หมายความว่า นางมีพลังบำเพ็ญล้ำลึก งดงามเหนือใคร และมีกำลังความสามารถที่น่าเกรงขามครอบคลุมสิบสี่มณฑลเหนือจรดใต้