บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 142 ความบ้าคลั่งไร้สติ
รุ่งเช้าวันต่อมา ลูเยี่ยตื่นขึ้นจากการนั่งสมาธิ เมื่อรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงของพลังลมปราณทั่วร่าง อดรู้สึกทอดถอนใจไม่ได้ว่า สถานที่ฝึกฝนช่างดีจริงๆ!
ปราณวิญญาณจากสายแร่พลังวิญญาณของยอดเขาเวยหราน ถูกรวบรวมมายังห้องอย่างไม่ขาดสาย ค่ายกลรวบรวมพลังวิญญาณเมื่อใช้รวมกับหินวิญญาณในการฝึกฝน ทำให้ทั้งร่างเหมือนกำลังแช่อยู่ในบ่อน้ำพุปราณวิญญาณ!
เพียงแค่ฝึกฝนหนึ่งคืนเท่านั้น ลูเยี่ยก็รู้สึกได้ว่าพลังบำเพ็ญมีความก้าวหน้าอย่างชัดเจน แต่ลูเยี่ยกลับค้นพบปัญหาร้ายแรงประการหนึ่ง ขอบเขตตำหนักวิญญาณของเขาไม่เหมือนกับของคนอื่น!
ขอบเขตตำหนักวิญญาณในโลกนี้คือการหลอมรวมตำหนักวิญญาณในจุดตันเถียน แบ่งออกเป็นเก้าขั้น การหลอมรวมในแต่ละระดับจะทำให้คุณภาพของตำหนักวิญญาณในตันเถียนเกิดการเปลี่ยนแปลง และหลอมรวมออกมาเป็น ‘รุ้งศักดิ์สิทธิ์ตำหนักวิญญาณ’ หนึ่งสาย
ดังนั้นจากจำนวนของรุ้งศักดิ์สิทธิ์ตำหนักวิญญาณ จึงสามารถตัดสินได้ว่าพลังบำเพ็ญอยู่ในระดับใด แต่ลูเยี่ยนั้นแตกต่างออกไป ตำหนักวิญญาณในตันเถียนของเขาเป็นเหมือนกับวิหารเต๋าแห่งเก้าชั้นฟ้า ตั้งตระหง่านอยู่เหนือทะเลพลังวิญญาณในตันเถียน ไม่ว่าจะผ่านการหล่อหลอมอย่างไร ก็สามารถควบแน่นเป็นรุ้งศักดิ์สิทธิ์ตำหนักวิญญาณได้เพียงสายเดียวเท่านั้น!
รุ้งศักดิ์สิทธิ์ตำหนักวิญญาณสายนี้เหมือนกับวงแหวนโอบรอบตำหนักวิญญาณไว้โดยรอบ เผยให้เห็นกลิ่นอายแห่งความสมบูรณ์แบบที่ไร้ที่ติ สามารถเรียกได้อย่างเต็มปากว่าเป็นวงแหวนศักดิ์สิทธิ์ตำหนักวิญญาณ มากกว่าจะเป็นรุ้งศักดิ์สิทธิ์ตำหนักวิญญาณ
แม้ว่าพลังบำเพ็ญของลูเยี่ยจะสูงขึ้น มันก็ทำได้เพียงเปลี่ยนคุณภาพของวงแหวนศักดิ์สิทธิ์ตำหนักวิญญาณนี้เท่านั้น ไม่สามารถควบแน่นวงที่สองออกมาได้เลย!
เมื่อพบความแตกต่างนี้ ลูเยี่ยรู้สึกตกตะลึงและงุนงงเป็นอย่างยิ่ง สิ่งเดียวที่แน่ใจได้คือ วงแหวนศักดิ์สิทธิ์ตำหนักวิญญาณของเขา ไมอาจเทียบได้กับรุ้งศักดิ์สิทธิ์ตำหนักวิญญาณทั่วไปเลย
“หมื่นสรรพสิ่งกลับคืนสู่หนึ่ง มหาวิถีหมื่นสายกลับคืนสู่หนึ่งเดียว บางทีความพิเศษของขอบเขตตำหนักวิญญาณของข้า อาจเพราะมันเป็นสิ่งที่ ‘มีหนึ่งเดียวในโลก’ ไม่เหมือนใคร”
ลูเยี่ยคิดในใจ “แต่ไม่รู้ว่าเมื่อใดข้าจึงจะสามารถฝึกฝนขอบเขตตำหนักวิญญาณให้ถึงขั้นสมบูรณ์ได้…”
ลูเยี่ยรู้สึกว่าตนเองกำลังบุกเบิกเส้นทางการฝึกฝนขอบเขตตำหนักวิญญาณที่ไม่เคยมีมาก่อน ไม่สามารถนำประสบการณ์ของคนรุ่นก่อนมาใช้ได้เลย ทำได้เพียงแต่ต้องค่อยๆ ค้นหาทีละก้าวด้วยตนเองเท่านั้น
โชคดีที่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีข้อผิดพลาดใดๆ เกิดขึ้น กลับกลายเป็นการหล่อหลอมรากฐานแห่งเต๋าอันล้ำเลิศไร้เทียมทานให้แก่ตนเอง เช่นนั้นก็เพียงพอแล้ว เมื่อท้องฟ้าสว่างจ้า ลูเยี่ยก็รีบไปหาเจ้าสำนักเวินชิวเจวี่ยทันที
“ได้ยินมาว่าเจ้าจะทำการต่อสู้ครั้งใหญ่ในอีกสองวันข้างหน้า?”
เมื่อพบกัน เวินชิวเจวี่ยก็กล่าวหยอกล้อว่า “ไม่เคยคิดเลยว่าเจ้าจะกล้าหาญขนาดนี้”
ข่าวเมื่อคืนที่ลูเยี่ยประกาศจะทำศึกกับทุกคนที่ไม่ยอมรับในอีกสามวันข้างหน้านั้น ได้แพร่กระจายไปทั่วสำนักกระบี่เกาสวรรค์ราวกับพายุ แม้แต่เวินชิวเจวี่ยก็ยังตื่นตระหนก ไม่คิดว่าลูเยี่ยจะกล้าเล่นใหญ่ขนาดนี้
ลูเยี่ยถอนหายใจ “ต้นไม้ปรารถนาความสงบแต่ลมไม่เคยหยุดพัด ข้าก็จำต้องลงมือโดยไม่เต็มใจ”
เวินชิวเจวี่ยยิ้มเล็กน้อย “สำนักไม่เคยรังเกียจการประลองวัดฝีมือระหว่างศิษย์ ตราบใดที่ไม่ถึงขั้นเอาชีวิต เจ้าลงมือได้เต็มที่ ไม่ต้องกังวลอะไรทั้งสิ้น!”
ลูเยี่ยตกตะลึง กล่าวว่า “ท่านเจ้าสำนัก ทำไมข้ารู้สึกว่าท่านอยากให้โลกวุ่นวายเหลือเกิน?”
เวินชิวเจวี่ยตอบ “ความรู้สึกของเจ้าไม่ผิด หากต้องการให้ผู้คนยอมรับ มีเพียงวิธีเดียว นั่นก็คือต่อสู้! ต่อสู้จนกว่าพวกเขาจะยอมรับ”
ดวงตาหงส์ของเวินชิวเจวี่ยเปล่งประกาย “ที่ข้าสามารถนั่งบนตำแหน่งเจ้าสำนักได้ในปีนั้น ก็เพราะข้าต่อสู้มาตลอดทาง”
ลูเยี่ยนึกถึงคำพูดของเหมิงฮาวเมื่อคืน อารมณ์ของเจ้าสำนักแย่มาก พูดไม่เข้าหูก็ชักกระบี่ออกมาฟันคนทันที! เจ้าสำนักของสำนักใหญ่ทั้งหกที่เหลือล้วนเคยถูกเจ้าสำนักฟันมาแล้ว! และยังได้รับฉายายักษ์ผมขาวเพราะเหตุนี้
“แน่นอน ศิษย์เหล่านั้นของสำนักก็ยังต้องการหน้าตาอยู่บ้าง”
เวินชิวเจวี่ยกล่าวว่า “ตามที่ข้ารู้มา คนที่จะท้าประลองกับเจ้าในครั้งนี้ล้วนเป็นศิษย์หลักเหมือนเจ้า แต่พลังบำเพ็ญของพวกเขาล้วนอยู่ในขอบเขตแท่นทองคำ”
ลูเยี่ยขมวดคิ้วแล้วกล่าวว่า “นี่มันรังแกคนซื่อๆ ชัดๆ”
“เจ้ายังจะบอกว่าตัวเองซื่ออีกหรือ?”
เวินชิวเจวี่ยมองด้วยสายตาที่ประหลาด หลังจากนั้น ลูเยี่ยก็เล่าเรื่องกล่องดาบเจ็ดชุนและดาบพิชิตมารให้เวินชิวเจวี่ยฟังโดยไม่ได้ปิดบังอะไรเลย
เวินชิวเจวี่ยฟังจบก็แสดงสีหน้าเคร่งขรึมอย่างที่ไม่ค่อยเห็นกันบ่อยนัก “หากรู้ว่าดาบเล่มนี้มีพลังชั่วร้ายเช่นนี้ ท่านบรรพชนหลินชวนคงไม่มอบมันให้เจ้าอย่างง่ายดาย”
ลูเยี่ยกล่าว “เช่นนั้นหมายความว่าดาบเล่มนี้ก็มุ่งเป้ามาที่ข้าคนเดียวเท่านั้นรึ?”
“เจ้าตามข้ามา”
เวินชิวเจวี่ยพาลูเยี่ยไปหาท่านบรรพชนหลินชวนโดยตรง ท่านบรรพชนหลินชวนก็ตกใจมากเช่นกัน เขากล่าวตรงๆ ว่า “หลังจากดาบเล่มนี้ตกมาอยู่ในมือของข้า มันไม่เคยมีปฏิกิริยาแปลกประหลาดเช่นนี้มาก่อนเลย!”
เวินชิวเจวี่ยกล่าวว่า “ลูเยี่ย หากเจ้ารู้สึกถึงอันตราย สามารถคืนดาบเล่มนี้ให้กับท่านบรรพชนหลินชวนได้”
สาเหตุที่ลูเยี่ยต้องการสืบค้นเรื่องนี้ก็เพียงเพราะอยากรู้ว่าบรรพชนหลินชวนมีเจตนาแอบแฝงหรือไม่ ไม่ใช่ว่าจะคืนสมบัติล้ำค่าแต่อย่างใด เขายิ้มพลางส่ายหน้า กล่าวว่า “สมบัติที่ได้มาอยู่ในมือแล้ว จะยอมคืนกลับไปได้อย่างไรกัน!”
บรรพชนหลินชวนยิ้ม “หลังจากเรื่องนี้ทำให้ข้ามั่นใจว่า ต่อไปเจ้าจะสามารถไขความลับที่แท้จริงของดาบเล่มนี้ได้อย่างแน่นอน!”
ไม่นาน ลูเยี่ยก็กล่าวลาจากไป
“ท่านอาจารย์ลุง ไม่ว่าลูเยี่ยจะเชื่อหรือไม่ในความจริงใจของท่าน แต่ข้าก็เชื่อมั่น”
เวินชิวเจวี่ยกล่าวขึ้นอย่างกะทันหัน บรรพชนหลินชวนตะลึงไปชั่วครู่แล้วกล่าวว่า “เจ้าคิดว่าลูเยี่ยไม่เชื่อใจข้าหรือ?”
เวินชิวเจวี่ยส่ายหน้า “เมื่อวานท่านเพิ่งมอบกล่องดาบเจ็ดชุนให้กับลูเยี่ย มันก็เกิดเรื่องประหลาดผิดปกติเช่นนี้ขึ้น ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่เขาจะคิดมากเป็นธรรมดา”
บรรพชนหลินชวนถอนหายใจ กล่าวว่า “จริงอยู่ นับเป็นความผิดข้าที่ใจร้อนเกินไป หวังให้เขาสามารถเทียบเคียงได้กับบรรพจารย์ได้ ข้าถึงได้มอบกล่องดาบเจ็ดชุนให้แก่เขา ไม่คิดเลยว่าจะเกือบก่อให้เกิดหายนะครั้งใหญ่ขึ้น”
ไม่นานนัก เวินชิวเจวี่ยก็ขอตัวจากไป เมื่อเดินออกจากสถานที่ปิดด่านของบรรพชนหลินชวน แววตาของเวินชิวเจวี่ยก็เปลี่ยนเป็นเยียบเย็นอย่างเงียบงัน นางรำพึงในใจว่า
“ท่านอาจารย์ลุง แม้ข้าจะเชื่อใจท่าน แต่ข้าไม่หวังว่าท่านจะทำให้ความเชื่อใจครั้งนี้ของข้าต้องผิดหวัง!”
ทันทีที่ลูเยี่ยกลับมาถึงเรือนเมฆาเขียว เขาก็เห็นอวิ๋นเป่ยเฉินในอาภรณ์สีขาวราวหิมะยืนรออยู่ที่นั่นแล้ว
“ข้าตั้งใจจะออกเดินทางไปท่องเที่ยวยังที่อื่นๆ ในโลกมนุษย์”
อวิ๋นเป่ยเฉินกล่าวว่า “เมื่อใดที่น้องสาวซิงหลีตื่นขึ้น เมื่อนั้นข้าจะกลับมาอีกครั้ง”
ลูเยี่ยก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไร เขาเข้าใจนิสัยของอวิ๋นเป่ยเฉินดี เจ้าคนผู้นี้หากไม่ได้ทำตัวเก่งกาจเพียงวันเดียวก็จะรู้สึกไม่สบายใจ แน่นอนว่าคงไม่เต็มใจอยู่ในสำนักกระบี่เกาสวรรค์เสียเวลาไปวันๆ
ในวันนั้นเอง อวิ๋นเป่ยเฉินก็พาหลิวจินออกเดินทางไปด้วยกัน บอกจะไปก็ไปเลย สมกับเป็นคนที่เรียกได้ว่าสง่างามจริงๆ ที่จริงลูเยี่ยก็อิจฉาอวิ๋นเป่ยเฉินมากทีเดียว ที่สามารถท่องเที่ยวไปทั่วหล้าได้ตามใจปรารถนา ใช้ชีวิตอย่างเป็นสุขไม่ต้องกังวลเรื่องครอบครัว
แต่ถึงจะอิจฉาอย่างไร ลูเยี่ยก็มั่นใจว่าตัวเองในตอนนี้ก็ยังทำเช่นนั้นไม่ได้ ในสองวันถัดมา ลูเยี่ยไม่ได้ก้าวออกจากประตู คงอยู่แต่ในเรือนเมฆาเขียวเพื่อฝึกฝน
จนกระทั่งเช้าตรู่ของวันที่สาม เพิ่งตื่นจากการนั่งสมาธิ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น เมื่อเดินออกไปยังลานเรือนและเปิดประตูใหญ่ที่ถูกปกคลุมด้วยค่ายกล ลูเยี่ยถึงกับชะงักไปชั่วขณะ เห็นได้ชัดว่านอกประตูใหญ่มีร่างมากมายได้รวมตัวกันอยู่แล้ว แออัดไปหมด กระจายอยู่ทั่วทุกพื้นที่บนยอดเขาเวยหราน
เมื่อเห็นลูเยี่ยปรากฏตัว บรรยากาศในลานก็เกิดความวุ่นวายขึ้นทันที
“ลูเยี่ยออกมาแล้ว ออกมาแล้ว!”
“ข้าอยากจะดูสักหน่อยว่าลูเยี่ยจะเก่งกาจสักเพียงใด ถึงกับกล้าโอหังว่าจะเอาชนะคนที่ไม่ยอมรับเขาทั้งหมด!”
“หวังว่าลูเยี่ยจะไม่แพ้แบบหมดสภาพจนเกินไป ไม่อย่างนั้นวันนี้คงจะหมดสนุกกันพอดี!”
บริเวณนั้นเต็มไปด้วยเสียงอึกทึก บรรยากาศคึกคัก ลูเยี่ยเองก็ไม่เคยคิดมาก่อนว่า การประกาศสงครามเพียงครั้งเดียว จะก่อให้เกิดความวุ่นวายใหญ่โตถึงเพียงนี้
เขาถึงกับเห็นว่ามีพวกผู้อาวุโสบางคนของสำนักก็มาด้วย ยืนอยู่ในฝูงชน ท่าทางเหมือนตั้งใจมาชมความสนุก ส่วนคนที่เคาะประตูเมื่อครู่ก็คือเหมิงฮาวนั่นเอง เมื่อเห็นลูเยี่ยปรากฏตัว เหมิงฮาวรีบส่งเสียงกระแสจิตว่า “ศิษย์น้องลู คนที่มาท้าประลองกับเจ้าครั้งนี้ มีหลายคนที่เป็นพวกแข็งแกร่งน่ากลัว! เจ้าต้องระวังตัวให้ดี”
ลูเยี่ยสังเกตเห็นอย่างชัดเจนว่า ดวงตาของเหมิงฮาวฉายแววตื่นเต้นเล็กน้อย ราวกับคาดหวังว่าตนเองจะโดนซ้อม… สมแล้วที่เป็นศิษย์พี่ที่ดีที่สามารถ ‘ถูกชะตากันตั้งแรกพบ พูดคุยกันอย่างสนุกสนาน’ จริงๆ!
ลูเยี่ยยิ้มพลางตบไหล่เหมิงฮาว “ศิษย์พี่เหมิง ช่วยบอกพวกเขาหน่อยว่า แต่ละคนต้องเอาหินวิญญาณระดับสูงมาหนึ่งร้อยก้อนเป็นเดิมพัน ข้าถึงจะยอมประลองกับพวกเขา!”
เหมิงฮาวตกตะลึง เกือบสงสัยว่าตัวเองได้ยินผิดไป คนผู้นี้คิดอย่างไรกัน ถึงกับยังจะฉวยโอกาสนี้ทำกำไรก้อนใหญ่อีกหรือ?
ช่างเป็นความบ้าคลั่งไร้สติจริงๆ!