บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 143 หนึ่งฝ่ามือทำลายดวงอาทิตย์
ครั้งนี้มีศิษย์หลักที่ต้องการท้าทายลูเยี่ยเพราะไม่ยอมรับในตัวเขารวมทั้งสิ้นสิบหกคน
ดูเหมือนจะไม่มากนักแต่ก็ถือได้ว่าเป็นชุมนุมของยอดฝีมือเลยทีเดียว
ทุกคนล้วนมีพลังบำเพ็ญขอบเขตแท่นทองคำ
ผู้ที่มีพลังบำเพ็ญสูงสุดนั้นอยู่ในขอบเขตแท่นทองคำขั้นกลาง ซึ่งสูงกว่าลูเยี่ยมากมายนัก
ชายชุดคลุมหยกหนานฉีหยางและชายอาภรณ์สีเทาอย่างอวีอี ต่างก็อยู่ในกลุ่มคนเหล่านั้น
“ทุกท่าน ศิษย์น้องลูบอกว่าหากต้องการประลองกับเขา จะต้องนำหินวิญญาณระดับสูงมาเป็นของเดิมพัน”
เหมิงฮาวประกาศด้วยความฝืนใจ แม้ตัวเองก็ยังรู้สึกอับอายยิ่งนัก
ทั่วทั้งลานเกิดเสียงอื้ออึงขึ้นมาทันที
“คนผู้นั้นขัดสนเงินทองถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”
“นี่มันดูไม่สมกับการเป็นวีรบุรุษเลยนะ”
ผู้คนมากมายส่งเสียงหัวเราะเยาะล้อเลียนลูเยี่ยว่าเห็นแก่เงินเกินไป ถึงกับเรียกร้องเงื่อนไขที่แปลกประหลาดเช่นนี้
ศิษย์หญิงบางคนก็โต้กลับทันที
“ความเป็นวีรบุรุษเอาไว้ใช้เป็นเงินได้หรือ?”
“เจ้าอนุญาตให้ตนเองมาท้าทายศิษย์น้องลู แต่ไม่อนุญาตให้ศิษย์น้องลูเรียกร้องอะไรบ้างรึ?”
“พวกเราสนับสนุนศิษย์น้องลูเต็มที่!”
แม้จำนวนศิษย์หญิงเหล่านี้จะมีจำนวนน้อย แต่พลังในการต่อสู้ของพวกนางกลับรุนแรงมาก
พวกนางแสดงท่าทีสนับสนุนลูเยี่ยอย่างชัดเจน ด่าผู้ที่หัวเราะเยาะเหล่านั้นจนไม่เหลือชิ้นดี
“ขอบคุณศิษย์พี่ทุกท่านที่เข้าใจและสนับสนุน!”
ลูเยี่ยยิ้มพลางประสานมือขอบคุณ
เขาก็จำต้องยอมรับว่าคนที่หน้าตาดี มักเป็นที่ชื่นชอบของผู้คน!
แต่ทุกสิ่งเหล่านี้กลับทำให้หลายคนยิ่งรู้สึกขุ่นเคืองและทนมองลูเยี่ยไม่ได้มากขึ้น
“ได้ ข้าตกลง”
หนานฉีหยางเป็นคนแรกที่ก้าวออกมา เขาหยิบถุงเก็บของออกมาใบหนึ่งแล้วโยนให้ลูเยี่ย
“นี่คือหินวิญญาณระดับสูงหนึ่งร้อยก้อน หากเจ้าชนะมันก็จะเป็นของเจ้า”
หนานฉีหยางกล่าว “แต่หากเจ้าแพ้ เจ้าต้องคืนให้ข้า”
“ศิษย์พี่หนานช่างใจกว้างจริงๆ!”
ลูเยี่ยเอ่ยคำชื่นชมพลางเก็บถุงเก็บของ
“เริ่มกันเถอะ”
หนานฉีหยางร้อนใจจนรอไม่ไหวแล้ว
“ช้าก่อนศิษย์พี่หนาน อย่าเพิ่งรีบร้อน รอให้ข้านับจำนวนคนก่อน”
ลูเยี่ยกวาดสายตามองศิษย์หลักอีกสิบห้าคน
“บรรดาศิษย์พี่ทุกท่าน หากต้องการซ่อมข้า โปรดนำของเดิมพันออกมาให้เรียบร้อยก่อน”
มีบางคนไม่พอใจถามว่า “เจ้าคิดว่าพวกข้าจะเบี้ยวหรือไร?”
ลูเยี่ยหัวเราะตอบว่า “ข้าเพียงกังวลว่าประเดี๋ยวพวกท่านจะตกใจกลัวจนไม่กล้าออกรบ ดังนั้นจึงต้องเก็บของเดิมพันไว้ล่วงหน้าก่อน”
ทุกคน “…”
ช่างยโสโอหังเสียจริง!
ยังไม่ทันได้เริ่มต่อสู้เลย คนนี้กลับคิดว่าตัวเองชนะแน่นอนแล้วรึ?
“ถ้าเป็นลูกผู้ชายก็รีบเอาออกมาซะ!”
“คนมากมายขนาดนี้รุมกลั่นแกล้งศิษย์น้องลูคนเดียว ถึงกับไม่สามารถนำหินวิญญาณออกมาได้รึ?”
บรรดาศิษย์หญิงต่างเปิดปากพูดออกมาแสดงความเป็นธรรมให้กับลูเยี่ย
แม้ว่าในใจบรรดาศิษย์หลักจะไม่พอใจ แต่ก็ทำได้เพียงเอาของเดิมพันออกมาก่อน
เมื่อลูเยี่ยเห็นเช่นนั้นก็รู้สึกเสียดายที่ขอหินวิญญาณน้อยเกินไป!
เขาไม่คิดเลยว่าพวกศิษย์หลักจะยินดีจ่ายเงินอย่างรวดเร็วเช่นนี้
“ศิษย์น้องลู เริ่มได้แล้วหรือไม่?”
หนานฉีหยางเริ่มหมดความอดทนแล้ว
“รออีกสักครู่”
ลูเยี่ยกล่าว “เกรงว่าจะมีคนที่ไม่ยอมรับและต้องการท้าประลองกับข้าในวันนี้อีก”
เขาสังเกตเห็นว่าในบรรดาศิษย์หลักสิบอันดับแรก ปรากฏตัวมาเพียงคนเดียว
และเป็นเพียงผู้ที่อยู่ในอันดับที่สิบนั่นก็คือศิษย์พี่ชิวเชิง
ลูเยี่ยไม่เชื่อหรอกว่าในบรรดาคนที่อยู่ในสิบอันดับนั้น จะไม่มีใครที่มองตนเองด้วยสายตาไม่พอใจ
“ยังต้องรออีกหรือ?”
หนานฉีหยางรู้สึกไม่พอใจอย่างมาก “เจ้าแน่ใจหรือว่าพวกข้าที่มาอยู่ตรงนี้จัดการเจ้าไม่ได้?”
“ก็พวกท่านนี่แหละ”
ลูเยี่ยกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ “ข้าจะพูดให้ชัดเสียก่อน หลังจากการประลองวันนี้ หากผู้ใดยังกล้ามาท้าประลอง ข้าจะถือว่าเป็นการจงใจดูหมิ่น เมื่อถึงเวลานั้นอย่าได้โทษข้าที่ลงมือหนัก!”
หลายคนอดขำในใจไม่ได้ ลูเยี่ยผู้นี้ช่างหยิ่งผยองเหลือเกิน
ชัดเจนว่าไม่ได้เห็นศิษย์หลักทั้งสิบหกคนที่อยู่ตรงนี้อยู่ในสายตาเลย!
“เริ่มได้หรือยัง?”
ดวงตาของหนานฉีหยางเย็นชาลง แทบจะอดทนไม่ไหวที่จะชกต่อยลูเยี่ยแล้ว
ลูเยี่ยพยักหน้ากล่าวว่า “ได้”
ทันทีที่เสียงพูดดังขึ้น หนานฉีหยางที่เก็บความโกรธไว้เต็มอกก็พุ่งเข้าโจมตีทันที
ชุดคลุมหยกของเขาพลิ้วไหว พลังปราณคำรามกึกก้อง
ภาพของลาวาที่เดือดพล่านปรากฏขึ้นเหนือศีรษะของเขา มหาวิถี ‘ทะเลเพลิงหลอมละลาย!’
นี่คือสัญลักษณ์อันเป็นเอกลักษณ์ของขอบเขตแท่นทองคำ ซึ่งรวบรวมจิตวิญญาณของมหาวิถีของผู้แข็งแกร่งขอบเขตแท่นทองคำ
เมื่อหนานฉีหยางก้าวออกมา ลาวาพลุ่งพล่านและระเบิดออก กลายเป็นเจตจำนงดาบที่ลุกโชติช่วงอาบไปทั่วร่างของเขา
“ศิษย์น้องลู เจ้าต้องระวังให้ดี!”
หนานฉีหยางตะโกนเสียงดัง ฟาดฝ่ามือราวกับดาบฟันลงมากลางอากาศ
มองจากระยะไกลเหมือนลาวาที่กำลังเดือดพล่าน กลายเป็นปราณดาบที่ไร้เทียมทาน!
‘เจตจำนงศักดิ์สิทธิ์แห่งมหาวิถีแบบนี้ เมื่อเทียบกับภาพวิหคทมิฬกลืนกินตะวัน อันเป็นเจตจำนงศักดิ์สิทธิ์แห่งมหาวิถีของอวินเป่ยเฉิน ก็ด้อยกว่ามากนัก’
ในขณะที่ลูเยี่ยคิดในใจ เขาก็ไม่หลบเลี่ยง ชกออกไปด้วยหมัดที่เรียบง่ายธรรมดาครั้งหนึ่ง
ตั้งแต่ก้าวเข้าสู่ขอบเขตตำหนักวิญญาณจนถึงตอนนี้ ลูเยี่ยไม่เคยพบกับคู่ต่อสู้ที่แท้จริงเลย
ถึงขนาดที่แม้แต่เขาเองก็ยังไม่ทราบว่าตัวเองแข็งแกร่งถึงระดับใดแล้ว จึงอาศัยโอกาสนี้ลองทดสอบดูสักหน่อย
พลังหมัดถูกเก็บซ่อนไว้ภายใน ไม่มีพลังแม้เพียงน้อยนิดรั่วไหลออกมา
แต่พลังที่สะสมอยู่ในหมัดนั้นกลับเหมือนแม่น้ำแยงซีที่ทะลักออกจากเขื่อน มหาศาลและยิ่งใหญ่
เมื่อหมัดนี้ถูกปลดปล่อยออกมา ปราณดาบที่ลุกไหม้ราวกับลาวา ยังไม่ทันได้ฟันลงมาก็ถูกหมัดนั้นทำให้แตกสลายกลางอากาศ
ห้วงอากาศโดยรอบระเบิดออกเหมือนไฟลุกไหม้ กระจายเป็นฝนไฟและเปลวแสงนับไม่ถ้วน
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือพลังหมัดที่เหลือของลูเยี่ยไม่ได้ลดน้อยลงแม้แต่น้อย
มันบดขยี้ทุกสิ่งที่ขวางทางราวกับกวาดใบไม้แห้ง ซัดใส่หนานฉีหยาง
‘แย่แล้ว!’
หนานฉีหยางพยายามหลบทันที แต่ก็ยังถูกพลังหมัดกวาดใส่ เสื้อผ้าขาดวิ่น มีรอยเลือดปรากฏบนร่างกายทั้งตัว
เขาเซถอยหลังไปหลายก้าว ใบหน้าเต็มไปด้วยความตกตะลึง จิตใจสั่นสะท้าน
ตนเองมีพลังบำเพ็ญที่เหนือกว่าลูเยี่ยถึงหนึ่งขอบเขตใหญ่เลยนะ!
แต่ใครเล่าจะกล้าจินตนาการว่าตนเองกลับถูกทำร้ายได้ตั้งแต่การโจมตีครั้งแรก?
และในขณะที่หนานฉีหยางยังไม่ทันตั้งหลักได้ ลูเยี่ยก็ก้าวออกไปหนึ่งก้าว วิชาตัวเบา ‘ปราชญ์ไล่ล่าตะวัน!’
หลังจากที่ลูเยี่ยทะลวงขอบเขตตำหนักวิญญาณแล้ว เมื่อเขาใชวิชาตัวเบาที่ได้รับจากการถ่ายทอดโดยตรงจากเจ้าเมืองจักรพรรดิแดงหลิวไป่นั้น ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาล
เพียงก้าวเดียวที่ก้าวออกไปก็รวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ ราวกับแสงที่วาบผ่าน และปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าของหนานฉีหยางอย่างฉับพลัน
ฝ่ามือและนิ้วเหมือนดาบฟันลงมาจากด้านบน หนานฉีหยางไม่มีเวลาหลบหลีกจึงไม่ลังเลที่จะใช้กระบวนท่าสังหาร
ร่างของหนานฉีหยางห่อหุ้มด้วยคลื่นลาวาเพลิงที่ระเบิดขึ้นท่วมฟ้า พลังลมปราณที่ปะทุเผาไหม้พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
เขาร่ายเคล็ดวิชา พลันระเบิดแสงสว่างอันเจิดจ้าจนแสบตา ‘เปลวเพลิงหลอมสุริยะ!’
เป็นวิชาสังหารสุดยอดที่อยู่ใน ‘คัมภีร์เปลวเพลิงหลอมสุริยะ’ ซึ่งเป็นวิชาลับของสำนักกระบี่เก้าสวรรค์
เมื่อถูกใช้งาน สองมือราวกับโอบกอดดวงอาทิตย์มหึมาที่กำลังลุกไหม้ เปี่ยมด้วยพลังอำนาจอันน่าสะพรึงกลัวที่สามารถทำลายฟ้าดินได้!
หากไม่ถูกบีบคั้น หนานฉีหยางก็จะไม่ใช้วิชานี้โดยง่าย เพราะการโจมตีครั้งนี้ทำให้สูญเสียพลังบำเพ็ญมากเกินไป!
เกือบจะพร้อมกัน ฝ่ามือราวกับคมดาบของลูเยี่ยได้ฟันลงมาแล้ว
ในสายตาของผู้คนโดยรอบ ดวงอาทิตย์ที่กำลังลุกโชนพลันลอยสูงขึ้น แสงสว่างเจิดจ้าราวกับจะเผาผลาญท้องฟ้าให้มอดไหม้
สามารถเรียกได้ว่า ฝ่ามือดาบของลูเยี่ยนันราวกับไม่มีสิ่งใดสามารถต้านทานได้ ไม่มีสิ่งใดที่ฟันไม่ขาด
เขาฟันดวงอาทิตย์ที่กำลังลอยสูงขึ้น ให้แยกออกเป็นสองส่วนอย่างง่ายดาย!
กระแสเปลวเพลิงอันเจิดจ้าและร้อนแรงแพร่กระจายออกไปอย่างบ้าคลั่ง
เสียงการปะทะกันดังสนั่นจนแทบทำให้หูแตก ดวงตาของผู้คนรู้สึกแสบปวดจนแทบจะลืมไม่ขึ้น
แม้แต่พวกผู้อาวุโสที่ยืนดูการต่อสู้อยู่ห่างๆ ในตอนนี้ก็อดไม่ได้ที่จะสูดลมหายใจเฮือกหนึ่ง
เมื่อหมอกควันจางหายไป ภาพที่น่าตกตะลึงก็ปรากฏขึ้นอย่างชัดเจนในสายตาของผู้คน
หนานฉีหยางยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น บนหน้าผากตรงกลางคิ้วปรากฏรอยแยกสีแดงสดมีเลือดหยดไหลลงมา
ส่วนมือขวาของลูเยี่ยนันคมราวกับดาบจ่ออยู่ห่างจากลำคอของหนานฉีหยางเพียงสามนิ้ว
ขอบฝ่ามือของเขาชุ่มไปด้วยคราบเลือด นั่นคือเลือดของหนานฉีหยาง!