บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 153 ทำลายสถิติทั้งหมด!
“ศิษย์พี่ลี… ท่านถึงกับแพ้ให้แก่ลูเยี่ยด้วยหรือ?”
หลายคนไม่สามารถยอมรับความจริงนี้ได้จึงยืนงงงันอยู่ที่นั่น
ศิษย์พี่มีนามว่าลีชิวอวี่เขาเป็นศิษย์หลักอันดับสามของสำนักกระบี่เกาสวรรค์
เป็นรองเพียงเทพธิดาศักดิ์สิทธิ์ฉินชิงหลีและผู้ที่อยู่อันดับสองอย่างเย่วหนิงจือ!
ฉินชิงหลีไม่จำเป็นต้องกล่าวถึง
เย่วหนิงจือผู้อยู่อันดับสองก็เป็นสตรีสูงศักดิ์ที่นับได้ว่าเป็นเลิศหาใครเทียบต่างจากฉินชิงหลีเย่วหนิงจือฝึกฝนในสำนักกระบี่เกาสวรรค์ตั้งแต่เยาว์วัยอายุมากกว่าฉินชิงหลีถึงเก้าปี
ปีที่แล้วนางได้เข้าสู่การปิดด่านเพื่อบุกทะลวงเข้าสู่ขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์เมื่อนางออกจากการปิดด่านย่อมต้องอยู่ในขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์อย่างไม่ต้องสงสัย
ด้วยเหตุนีลีชิวอวี่ที่อยู่ในอันดับที่สามจึงกลายเป็นบุคคลชั้นนำในขอบเขตแท่นทองคำที่เป็นรองเพียงฉินชิงหลีเท่านั้นเขาได้รับเกียรติและชื่อเสียงอย่างสูงในหมู่ศิษย์ทั้งหมดของสำนักกระบี่เกาสวรรค์
แต่ไม่มีใครคาดคิดว่าลีชิวอวี่ผู้มีพลังบำเพ็ญขอบเขตแท่นทองคำขั้นสมบูรณ์จะถูกลูเยี่ยที่อยู่ในขอบเขตตำหนักวิญญาณการหลอมรวมที่หนึ่งบดขยี้!
ใครจะไม่ตกตะลึงล่ะ?
ทำให้บรรดาศิษย์ที่เคารพลีชิวอวี่ไม่สามารถยอมรับความจริงนี้ได้ในชั่วขณะนั้น
‘ชิวอวี่ก็พ่ายแพ้แล้วด้วยนี่ไม่ได้หมายความว่าลูเยี่ยในขอบเขตตำหนักวิญญาณมีพื้นฐานเพียงพอที่จะสังหารขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์ในโลกมนุษย์ได้หรอกหรือ?’
บรรดาผู้อาวุโสบางคนตกตะลึงในใจไม่อาจสงบได้
พวกเขาต่างรู้ดีหากลีชิวอวี่ก้าวออกจากประตูสำนักย่อมสามารถข้ามขอบเขตไปสังหารปรมาจารย์ยุทธแห่งโลกมนุษย์บางคนได้!
แต่ลีชิวอวี่กลับพ่ายแพ้ไม่จำเป็นต้องคิดเลยหากเปลี่ยนเป็นลูเยี่ยไปยังโลกมนุษย์ปรมาจารย์ยุทธแห่งโลกมนุษย์ธรรมดาทั่วไปย่อมไม่ใช่คู่ต่อสู้!
“ทุกท่านอย่าประเมินข้าสูงเกินไปและอย่าประเมินศิษย์น้องลูเยี่ยต่ำไปด้วย!”
ลีชิวอวี่ฝืนประคองร่างกายลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบาก
“อัจฉริยะเช่นเขาไม่สามารถเปรียบเทียบได้กับขอบเขตตำหนักวิญญาณของมนุษย์โลกได้เลย!”
ลีชิวอวี่มองไปยังท้องนภา “เกรงว่าคงมีเพียงในโลกเบื้องบนแห่งดินแดนหลิงชางเท่านั้นที่จะมีอัจฉริยะผู้ยิ่งใหญ่เช่นนี้!”
บุคคลผู้นี้เปรียบดังเซียนที่ถูกเนรเทศโลกมนุษย์จะได้พบเห็นสักกี่ครั้ง?
ทุกคนเงียบไปในใจต่างปั่นป่วนไปหมดการประเมินของลีชิวอวี่เช่นนี้ย่อมพิสูจน์ว่าเขาถูกลูเยี่ยทำให้ยอมจำนนแล้ว!
‘น่าเสียดายที่พวกเจ้าไม่รู้ว่าศิษย์น้องลูมองทะลุความคิดของข้าในการประลองตั้งแต่แรกและในช่วงสุดท้ายเขายังช่วยเหลือข้าอย่างมากอีกด้วย!’
ลีชิวอวี่คิดในใจ
ลูเยี่ยแข็งแกร่งมาตั้งแต่ต้นจนจบทำลายพลังบำเพ็ญของเขาเจตจำนงศักดิ์สิทธิ์แห่งมหาวิถีพลังจิตวิญญาณแก่นแท้ของเขาอย่างราบคาบทำให้เขาตกอยู่ในสถานการณ์ที่พ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิงโดยเฉพาะหมัดสุดท้ายลูเยี่ยสามารถควบคุมจังหวะเวลาได้อย่างเหลือเชื่อจนน่าอัศจรรย์หมัดนั้นน่าสะพรึงกลัวถึงที่สุดแต่สำหรับลีชิวอวี่แล้วกลับเป็นหมัดที่ทำให้ตนเอง ‘ทำลายแล้วสร้างขึ้นใหม่’
ทำให้เขาได้รับการปลุกให้ตื่นทลายกำแพงที่ขวางกั้นพลังบำเพ็ญอย่างสิ้นเชิง!
เมื่อคิดถึงตอนนี้ลีชิวอวี่เพิ่งจะตระหนักได้ว่าลูเยี่ยได้มองทะลุทุกอย่างของตนมานานแล้วจึงสามารถมอบโอกาสในการ ‘ทะลวงคอขวด’ ให้ตนเองในหมัดเดียวนี้!
และนี่คือสิ่งที่ทำให้ลีชิวอวี่รู้สึกตกตะลึงอย่างแท้จริงมีผูอาวุโสคนหนึ่งถามด้วยความเป็นห่วง “ชิวอวี่อาการบาดเจ็บของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?”
ลีชิวอวี่เผยรอยยิ้ม “การทะลวงสู่ขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์เป็นสิ่งที่เห็นผลได้ในเร็ววัน!”
ลูเยี่ยไม่ทราบว่าชายหนุ่มชุดผ้าไหมที่โดนเขาซ้อมอย่างหนักนั้นจะมีความคิดเช่นไร
เขาเพียงแต่รู้สึกว่าแม้คนผู้นั้นจะน่ารำคาญแต่จำเป็นต้องยอมรับว่าพื้นฐานและความมุ่งมั่นในการต่อสู้ของเขานั้นเหนือกว่าคนทั่วไปจริงๆ
นอกเหนือจากนี้เขาก็ไม่มีความรู้สึกอื่นใดอีกลูเยี่ยออกเดินทางไปยังยอดเขาทดสอบได้เดินสำรวจสถานที่ทดสอบทุกแห่ง
‘หอคอยทดสอบ’ สำหรับทดสอบพลังบำเพ็ญ
‘ถ้ำหามังกร’ สำหรับการหลอมกายา
‘แดนมายาปีศาจใต้พิภพ’ สำหรับทดสอบจิตเทวะ
‘ภูเขาหลอมดาบ’ สำหรับการต่อสู้ฆ่าฟันทุกๆ สถานที่ล้วนทิ้งร่องรอยของลูเยี่ยไว้น่าเสียดาย…
ลูเยี่ยไปอย่างมีความหวังแต่กลับมาด้วยความผิดหวังยังคงไม่สามารถทำลายคอขวดของพลังบำเพ็ญได้!
“ดูเหมือนว่าการทดสอบทั่วไปไม่สามารถทำลายคอขวดได้จริงๆ มีเพียงการฝึกฝนที่เฉียดความเป็นความตายเท่านั้นบางทีอาจจะกระตุ้นศักยภาพที่ซ่อนอยู่ของข้าได้อย่างแท้จริง”
กลับมาที่เรือนเมฆาเขียวลูเยี่ยก็จมอยู่กับความคิดพลังบำเพ็ญของเขาแตกต่างจากผู้ฝึกตนขอบเขตตำหนักวิญญาณคนอื่นๆ มากจนกระทั่งเขาแทบจะไม่สามารถมั่นใจได้ว่าพลังบำเพ็ญของตนเองนั้นอยู่ในขั้นต้นขั้นกลางหรือขั้นปลายกันแน่
“รอให้ทะลวงคอขวดนี้แล้วจึงค่อยมาดูว่าตำหนักวิญญาณในตันเถียนจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไร”
ลูเยี่ยครุ่นคิด “เช่นนั้นบางทีอาจจะสามารถตัดสินได้ว่าพลังบำเพ็ญเต๋าของข้าในขอบเขตตำหนักวิญญาณนั้นอยู่ในระดับใด”
ในวันนั้นข่าวที่น่าตกตะลึงครั้งแล้วครั้งเล่าก็แพร่สะพัดไปทั่วสำนักกระบี่เกาสวรรค์
“ลูเยี่ยใช้พลังบำเพ็ญขอบเขตตำหนักวิญญาณผ่านการทดสอบหอคอยทดสอบที่จัดไว้สำหรับขอบเขตแท่นทองคำทำลายสถิติสูงสุดที่มีมาตั้งแต่ก่อตั้งสำนัก!”
“ลูเยี่ยผ่านถ้ำหามังกรถึงชั้นสิบสองพลังร่างกายของเขาเหนือกว่าสถิติทั้งหมดของขอบเขตแท่นทองคำไม่มีใครเทียบได้”
“ลูเยี่ยสามารถทำลายค่ายกลมายาสำหรับจิตเทวะสามสิบสามชั้นในแดนมายาปีศาจใต้พิภพใช้เวลาเพียงไม่ถึงหนึ่งเค่อนับเป็นความเร็วที่สุด!”
“ลูเยี่ยบุกเข้าไปในภูเขาหลอมดาบคนเดียวกับดาบเล่มเดียวทำลายสถิติทั้งหมดที่ผู้ฝึกฝนขอบเขตแท่นทองคำเคยทำไว้”
เมื่อข่าวเหล่านี้แพร่กระจายออกไปทั่วทั้งสำนักกระบี่เกาสวรรค์ต่างพากันตะลึงงันนี่ยังเป็นมนุษย์อยู่หรือ?
เมื่อได้รับข่าวเจ้าสำนักเวินชิวเจวี่ยรู้สึกปวดหัวอย่างหนักอดไม่ได้ที่จะนวดขมับของตัวเอง
ตกลงว่าจะเก็บตัวเงียบๆ สักพักหนึ่งแต่เหตุใดเพิ่งผ่านไปแค่ครึ่งเดือนก็สร้างความวุ่นวายใหญ่โตเช่นนี้อีกแล้ว
“การมีศิษย์ที่เก่งเกินไปก็ไม่ดีเหมือนกันต้องคอยระวังไม่ให้ถูกคนจับตามองทุกวัน”
เวินชิวเจวี่ยถอนหายใจเบาๆ แล้วออกคำสั่งให้ปิดกั้นข่าวนี้ไว้
“น่าเสียดายที่ลูเยี่ยไม่ได้เป็นศิษย์ของข้า”
ผู้อาวุโสใหญ่ว่านกุยหยวนถอนหายใจยาวเจ้าสำนักได้รับฉินชิงหลีเป็นศิษย์สายตรงแล้วส่วนลูเยี่ยก็เป็นผู้ที่เจ้าสำนักรับเข้าสำนักด้วยตัวเองย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะมาเป็นศิษย์ของเขา
ต้องยอมรับว่าแม้แต่ว่านกุยหยวนก็อดที่จะอิจฉาในโชคลาภของเจ้าสำนักไม่ได้แล้วหลังจากนั้นว่านกุยหยวนก็ขมวดคิ้วอย่างเงียบๆ นึกถึงเรื่องที่คิดเท่าใดก็ไม่เข้าใจเรื่องนั้นเหตุใดบรรพชนหลินชวนถึงได้ยืนกรานมอบกล่องดาบเจ็ดชุนให้แก่ลูเยี่ย?
ยามค่ำคืนลูเยี่ยกำลังพลิกอ่านเคล็ดวิชาลับสามแขนงที่ยืมมาจากตำหนักคัมภีร์หลัก
‘เคล็ดวิชาดาบเผาผลาญสุริยัน’ ‘คัมภีร์หมัดเจ็ดสังหาร’ และ ‘เคล็ดวิชาดรรชนีโรยรา’
พวกมันไม่ได้นับว่าเป็นเคล็ดวิชาที่ร้ายกาจอะไรแต่เป็นวิชาการต่อสู้ที่มีเฉพาะในสำนักกระบี่เกาสวรรค์เท่านั้นเป็นประเภทที่คนนอกเห็นแล้วสามารถจดจำได้ทันทีอย่างไรก็ตามในฐานะศิษย์ของสำนักกระบี่เกาสวรรค์เวลาต่อสู้เพื่อสังหารศัตรูจำเป็นต้องใช้วิชาประจำสำนักเท่านั้นจึงจะสามารถแสดงให้เห็นถึงเกียรติของสำนักได้ดียิ่งขึ้นแน่นอนว่าแม้ว่าจะก่อเรื่องศัตรูก็ต้องคิดให้หนักถึงผลลัพธ์ที่จะตามมาหากกล้าล่วงเกินสำนักกระบี่เกาสวรรค์
“อีกสิบวันการออกเดินทางเพื่อแสวงหาโชคลาภในเขตหวงห้ามลึกลับที่สี่จะเริ่มขึ้นแล้ว…”
ลูเยี่ยครุ่นคิดเขาตัดสินใจไปเองตั้งแต่แรกแล้วหวังจะใช้โอกาสนี้ลองดูว่าบรรพชนหลินชวนและผู้อาวุโสใหญ่มีแผนอะไรกันแน่เขาย่อมไม่พลาดโอกาสนี้อย่างแน่นอนพลิกฝ่ามือขึ้นกล่องดาบยาวเจ็ดชุนปรากฏขึ้นลูเยี่ยหยิบสมบัติล้ำค่าระดับตำหนักวิญญาณที่เหลืออยู่ทั้งหมดออกมาป้อนให้กับดาบพิชิตมารหลังจากนั้นก็เริ่มนั่งขัดสมาธิเพื่อฝึกฝน
แม้ว่าพลังบำเพ็ญจะติดอยู่ในช่วงคอขวดแต่ลูเยี่ยก็ไม่ได้ย่อท้อยังคงนั่งสมาธิต่อไปเพื่อหล่อหลอมและเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้พลังบำเพ็ญความพยายามเล็กน้อยสะสมเป็นผลสำเร็จในระยะยาวบนเส้นทางแห่งมหาวิถีไม่อาจยอมให้มีความเกียจคร้านได้!
เมื่อลูเยี่ยนึกถึงท่วงท่าอันสง่างามของ ‘ชายในอาภรณ์สีเขียว’ ในครั้งก่อนเขาก็รู้สึกเต็มไปด้วยพลังและแรงใจยามค่ำคืนเงียบสงัดเงาร่างหนึ่งเคลื่อนไหวอย่างไร้เสียงผ่านค่ายกลที่ล้อมรอบเรือนเมฆาเขียวมาถึงด้านนอกห้องที่ลูเยี่ยกำลังนั่งสมาธิอยู่
นี่คือร่างที่ห่อหุ้มด้วยเสื้อคลุมสีเทาตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าเหมือนกับเงาไม่ได้ส่งเสียงใดๆ เลยเขายืนนิ่งอยู่ตรงนั้นเป็นเวลานานก่อนจะยกมือขึ้นโบกค่ายกลที่ปกคลุมรอบเรือนเมฆาเขียวก็เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเงียบงันตัดขาดจากความเคลื่อนไหวทั้งหมดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิงและร่างในชุดคลุมสีเทาก็หายไปจากที่เดิมราวกับทรายที่ไหลลงมา