บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 157 ความลับของขอบเขตแกนศักดิ์สิทธิ์
“ศิษย์น้องลูเจ้าจะไปที่ใดหรือ?”
หลังจากเดินออกจากเรือนเมฆาเขียวได้ไม่นาน เหมิงฮาวก็ปรากฏตัวขึ้นจากที่ใดก็ไม่รู้และทักทายอย่างเป็นกันเอง
ลูเยี่ยตอบตามปกติว่า “ไปคารวะท่านบรรพชนหลินชวน เพื่อขอคำชี้แนะเกี่ยวกับปัญหาในการฝึกฝนบางอย่างจากท่านผู้อาวุโส”
เหมิงฮาวตะลึงไปชั่วขณะและกล่าวอย่างอิจฉาว่า “ในบรรดาศิษย์หลักของสำนักทั้งหมด มีเพียงศิษย์น้องลูเท่านั้นที่ได้รับความเมตตาจากท่านบรรพชนหลินชวนมากถึงเพียงนี้”
ลูเยี่ยมองเหมิงฮาวอย่างสงสัย “มีอะไรก็พูดมาตรงๆ อย่าพะเน้าพะนอพูดเอาใจนัก”
เหมิงฮาวกระแอมทีหนึ่งแล้วกล่าวว่า “มะรืนนี้การเดินทางไปแสวงหาโชคที่เขตหวงห้ามลึกลับแห่งที่สี่ก็จะเริ่มต้นแล้ว ข้าหวังว่าศิษย์น้องลูจะช่วยดูแลข้าให้มากหน่อย”
กล่าวพลางเขาก็ล้วงถุงเก็บของออกมาส่งให้ลูเยี่ยอย่างแนบเนียนแล้วกล่าวว่า “ข้างในนี้บรรจุสมุนไพรอุ๋ยหยางพันปีที่หายากยิ่ง ถือเป็นน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ จากข้า”
ลูเยี่ยยิ้มโบกมือพลางกล่าวว่า “ศิษย์พี่ศิษย์น้องเช่นพวกเรา จะต้องเกรงใจกันเช่นนี้ไปไย?”
เหมิงฮาวกล่าวว่า “ข้าเข้าใจแล้ว! ศิษย์น้องฝึกฝนอย่างขยันขันแข็ง ข้าได้เตรียมหินวิญญาณระดับสูงมาอีกสามร้อยก้อน ก่อนขอให้ศิษย์น้องรับไว้ด้วย”
เขาหยิบถุงเก็บของอีกใบหนึ่งออกมาแล้วส่งให้ลูเยี่ย ลูเยี่ยกล่าวอย่างไม่พอใจ “ถ้าท่านยังทำเช่นนี้อีก ข้าจะโกรธเจ้าจริงๆ แล้วนะ!”
เหมิงฮาวกัดฟันแล้วหยิบถุงเก็บของอีกใบหนึ่งออกมาแล้วส่งให้ลูเยี่ย “ศิษย์น้องเป็นเพียงของเล็กน้อยเท่านั้น หากเจ้าปฏิเสธอีกก็เท่ากับไม่นับข้าเหมิงฮาวผู้นี้เป็นพี่น้องแล้ว นี่ถุงเก็บของนี้บรรจุสุราวิญญาณศักดิ์สิทธิ์อยู่ ซึ่งหมักจากสมุนไพรวิญญาณนับร้อยชนิด มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการฝึกฝน”
ลูเยี่ยถอนหายใจ “เจ้านี่นะ! คราวหน้าห้ามทำเช่นนี้อีก!”
เขาจำต้องรับถุงเก็บของทั้งสามใบไว้อย่างจำใจ
เหมิงฮาวเผยรอยยิ้มกว้างดวงตาเป็นประกายพลางกล่าวว่า “เข้าใจแล้ว!”
หลังจากแยกกับเหมิงฮาวได้ไม่นาน ก็มีศิษย์หลักคนหนึ่งที่ลูเยี่ยไม่รู้จักมาหา
“ศิษย์น้องลู ขอให้ท่านรับหินวิญญาณเหล่านี้ไว้สำหรับการเดินทางไปยังเขตหวงห้ามลึกลับที่สี่ในครั้งนี้ ข้าหวังว่าศิษย์น้องจะช่วยดูแลด้วย”
คนผู้นี้ล้วงเอาถุงเก็บของออกมาสีหน้าจริงจัง และพยายามยัดใส่มือลูเยี่ยอย่างเอาเป็นเอาตาย
สิ่งที่ทำให้ลูเยี่ยหัวเราะไม่ออกก็คือตลอดทางที่เดินไป มีศิษย์หลักทยอยมา ‘มอบของขวัญ’ ให้เขาเรื่อยๆ โดยหวังว่าจะได้รับการดูแล
แต่นอกจากเหมิงฮาวแล้ว คนอื่นๆ ต่างถูกลูเยี่ยปฏิเสธ กินของคนอื่นแล้วยากจะปฏิเสธ รับของแล้วต้องทำงาน ลูเยี่ยอยากรับของแต่ไม่อยากทำงาน จึงจำเป็นต้องปฏิเสธไป
“ศิษย์ลูเยี่ยประสบปัญหาในการฝึกฝน หวังว่าจะได้รับคำชี้แนะจากท่านบรรพชนด้วยตนเอง”
เมื่อมาถึงหน้าถ้ำพำนักของบรรพชนหลินชวน ลูเยี่ยก็ประสานมือคำนับพลางเอ่ยปาก
ครู่หนึ่งผ่านไป เสียงของบรรพชนหลินชวนจึงค่อยๆ ดังขึ้น “โอ้ เป็นลูเยี่ยนี่เอง นานทีปีหนที่เจ้าจะมาขอคำชี้แนะ รีบเข้ามาเร็วเข้า”
ค่ายกลของถ้ำเปลี่ยนแปลงไป ประตูใหญ่ก็เปิดออกต่อหน้าลูเยี่ย หลังจากลูเยี่ยเดินเข้าไปในถ้ำประตูใหญ่ก็ปิดลงตามหลัง ถูกค่ายกลปกคลุมเอาไว้
“นั่งเถิด”
บรรพชนหลินชวนยิ้มพลางรินน้ำชาถ้วยหนึ่งให้ลูเยี่ยด้วยสีหน้าอ่อนโยน
ลูเยี่ยนั่งลงอย่างสบายๆ แล้วกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ท่านบรรพชน ข้ามีนิสัยตรงไปตรงมา ขออนุญาตพูดตรงๆ ข้าอยากจะขอคำชี้แนะจากท่านสักหน่อย หากบรรพชนขอบเขตแกนศักดิ์สิทธิ์ผู้หนึ่ง ทะลวงขอบเขตล้มเหลวเหลือเพียงเศษเสี้ยวจิตวิญญาณ จะยังมีโอกาสฟื้นฟูคืนมาได้หรือไม่?”
บรรพชนหลินชวนดวงตาหรี่ลงเล็กน้อยแล้วกล่าวอย่างประหลาดใจ “ลูเยี่ย เหตุใดเจ้าถึงสนใจเรื่องนี้ขึ้นมาทันทีเล่า?”
ลูเยี่ยพลิกฝ่ามือ มียันต์ลับสีดำปรากฏขึ้น “ไม่ขอปิดบังท่านบรรพชน ภายในยันต์ลับในมือข้านี้ ได้ผนึกเศษเสี้ยวจิตวิญญาณดังกล่าวไว้”
บรรพชนหลินชวนจ้องมองยันต์ลับสีดำนั้น สีหน้าค่อยๆ เปลี่ยนเป็นจริงจัง “ผู้ใดกัน?”
ลูเยี่ยตอบอย่างไม่คิดมาก “ราชวงศ์ต้าเฉียน เซี่ยงอวิ๋นเทียน”
บรรพชนหลินชวนตกตะลึงและหลุดปากออกมาว่า “เขาก็ทะลวงขอบเขตล้มเหลวเช่นกันหรือ?”
เห็นได้ชัดว่าบรรพชนหลินชวนมีอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด
“เขาทะลวงขอบเขตล้มเหลวเช่นกันหรือ?” ลูเยี่ยครุ่นคิด “ท่านบรรพชน ท่านรู้ด้วยหรือว่ามีบรรพชนขอบเขตแกนศักดิ์สิทธิ์คนอื่นล้มเหลวในการทะลวงขอบเขตอีกหรือ?”
บรรพชนหลินชวนถอนหายใจยาว “เจ้าไม่ได้อยู่ในขอบเขตแกนศักดิ์สิทธิ์ เจ้าไม่เข้าใจอันตรายและการทดสอบของขอบเขตแกนศักดิ์สิทธิ์ ในโลกมนุษย์นี้ บรรพชนขอบเขตแกนศักดิ์สิทธิ์ดูเหมือนจะรุ่งโรจน์ไร้ขีดจำกัด แต่บนมหาวิถี ทุกย่างก้าวล้วนเป็นการทดสอบ หากไม่ระวังเพียงนิด ก็จะเป็นจุดจบของวิถีและชีวิตดับสลายได้!”
ดวงตาของเขาลึกล้ำแล้วกล่าวว่า “ตั้งแต่โบราณกาลจนถึงปัจจุบัน บรรพชนขอบเขตแกนศักดิ์สิทธิ์ที่ทะลวงขอบเขตล้มเหลวนั้นพบเห็นได้ไม่น้อย และจุดจล้วนเลวร้ายมาก”
“เช่นสำนักกระบี่เกาสวรรค์ของพวกเรา ในบรรดาบรรพบุรุษแต่ละรุ่น มีบรรพชนขอบเขตแกนศักดิ์สิทธิ์ที่ล้มเหลวในการทะลวงขอบเขตจนต้องสังเวยชีวิตนับได้ถึงเก้าคนแล้ว!”
“สำนักอื่นก็เช่นกัน ทุกคนล้วนเหมือนกันทั้งสิ้น”
บรรพชนหลินชวนถอนหายใจ “การที่เซี่ยงอวิ๋นเทียนล้มเหลวก็ไม่นับว่าแปลกอะไร แต่ว่า…”
เขาเงยหน้าจ้องลูเยี่ยอย่างพินิจพิเคราะห์ “เศษเสี้ยวจิตวิญญาณของเซี่ยงอวิ๋นเทียน ตกไปอยู่ในมือเจ้าได้อย่างไร?”
ลูเยี่ยตอบอย่างไม่ใส่ใจ “คนผู้นี้เคยพยายามยึดครองร่างของข้า แต่ถูกข้าปราบปรามแล้ว”
บรรพชนหลินชวนมีสีหน้าแข็งทื่อ “เจ้าหรือ?”
ลูเยี่ยยิ้มเล็กน้อย “มีความลับซ่อนอยู่ ขออภัยที่ข้าไม่สามารถบอกได้อย่างชัดเจน”
บรรพชนหลินชวนมองลูเยี่ยอย่างลึกซึ้ง “ช่างเถิด นี่เป็นความลับของเจ้า ข้าเข้าใจ”
หลังจากนั้นบรรพชนหลินชวนก็เงียบไป ราวกับกำลังคิดอะไรอยู่ในใจ
ลูเยี่ยนั่งเงียบๆ อยู่ตรงนั้นไม่ได้พูดอะไรอีก
เขาได้เปิดไพ่ของตัวเองแล้ว ตราบใดบรรพชนหลินชวนไม่โง่ ก็ควรจะรู้ว่าทำไมเขาถึงได้พูดถึงเรื่องของเซี่ยงอวิ๋นเทียน
เวลาค่อยๆ ผ่านไปทีละน้อย ในที่สุดบรรพชนหลินชวนก็เป็นฝ่ายทำลายความเงียบ
“การที่เซี่ยงอวิ๋นเทียนสามารถเหลือเศษเสี้ยวจิตวิญญาณไว้ได้ ก็ถือเป็นโชคดีในความโชคร้ายแล้ว แต่การจะฟื้นคืนให้เป็นเหมือนเดิมนั้น ยากยิ่งกว่าการขึ้นสวรรค์เสียอีก!”
ลูเยี่ยตอบรับเบาๆ “เข้าใจแล้วท่านบรรพชน ข้าได้คำตอบแล้ว จะไม่รบกวนท่านแล้ว ขอลา”
เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง
บรรพชนหลินชวนพลันเรียกเขาไว้ ใบหน้าแสดงความลังเลอย่างมาก ลูเยี่ยแสร้งทำหน้าสงสัย “ท่านบรรพชนยังมีธุระอื่นหรือ?”
บรรพชนหลินชวนกล่าวอย่างระมัดระวัง “เรื่องของเซี่ยงชิงโจวข้าก็ได้ยินมาแล้ว ข้าขอรับรองว่าต่อไปในสำนักจะไม่มีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก!”
น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นอ่อนโยน “ต่อไปเจ้าเพียงตั้งใจฝึกฝนก็พอแล้ว”
ลูเยี่ยรู้สึกผิดหวังในใจ ชายชราผู้นี้ยังคงเก็บงำความลับไว้ ดูเหมือนว่ายังไม่ยอมแพ้!
ลูเยี่ยขี้เกียจที่จะแสร้งทำเป็นไม่รู้แล้ว จึงกล่าวอย่างเปิดเผยว่า “ท่านบรรพชน อีกสองวันข้าจะเดินทางไปยังเขตหวงห้ามลึกลับที่สี่แล้ว ว่ากันว่ากล่องดาบเจ็ดชุนก็มาจากที่นั่น ไม่ทราบว่าท่านมีคำชี้แนะสำหรับข้าหรือไม่?”
บรรพชนหลินฉวนกล่าวอย่างจริงจัง “ไม่ถึงกับชี้แนะ แต่ต้องระวังให้มาก!”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ เขาดูเหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้ “อ้อ ใช่ ข้ามีม้วนแผนที่ลับที่ไม่สมบูรณ์อยู่ม้วนหนึ่ง ซึ่งมาจากสถานที่แห่งโอกาสในเขตหวงห้ามลึกลับที่สี่ หากเจ้าสนใจข้าก็มอบให้เจ้าได้”
บรรพชนหลินชวนหยิบม้วนหนังสัตว์ที่เก่าแก่และผุพังออกมา ยิ้มแล้วส่งให้ลูเยี่ย
ลูเยี่ยมองดูม้วนหนังสัตว์นั้น แล้วมองไปที่บรรพชนหลินชวน ความอดทนในใจของเขาก็หมดลงโดยสิ้นเชิง
“ถ้าเช่นนั้นก็ขอบคุณท่านบรรพชนมาก”
ลูเยี่ยไม่ได้ปฏิเสธ รับม้วนหนังสัตว์มาแล้วก็หมุนตัวเดินจากไป ขณะที่ในใจก็บ่นพึมพำ ‘เฒ่าสารเลว ให้โอกาสเจ้าแล้วเจ้าไม่รู้จักหวงแหน เช่นนั้นก็อย่าโทษว่าข้าไม่สุภาพเสียละ!’
ขณะที่มองตามเงาร่างของลูเยี่ยที่จากไป สีหน้าของบรรพชนหลินชวนก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นมืดครึ้ม ในห้วงลึกของดวงตาปรากฏแสงสีเลือดอันแปลกประหลาดวาบขึ้นเล็กน้อย
“เจ้าเด็กน้อย เจ้ากล้าที่จะมาเปิดไพ่กับข้าอย่างนั้นหรือ ดีมาก มีความกล้า!”
บรรพชนหลินชวนค่อยๆ ลุกขึ้นยืน ปลายนิ้วไปกรีดเบาๆ ที่หว่างคิ้วของตนเอง ราวกับกำลังถอดเสื้อผ้า เขาค่อยๆ ลอกผิวหนังทั้งตัวออก ใต้ผิวหนังคนของบรรพชนหลินชวน คือร่างของชายผู้หนึ่งที่มีรูปร่างสง่างาม ดวงตาเป็นสีเลือด และระหว่างคิ้วมีรูเลือดที่น่าสยดสยองอันประหลาดอยู่
“น่าเสียดายเจ้าเดาผิดแล้ว บรรพชนหลินชวนในสายตาของเจ้านั้น ทะลวงขอบเขตล้มเหลวไปนานแล้ว”
บุรุษผู้นั้นหัวเราะขึ้น ระหว่างดวงตาและคิ้วเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความอ่อนโยนและเย้ายวนที่ชั่วร้าย