บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 158 เย่วหนิงจือ
สองวันต่อมา นอกประตูสำนัก บรรดาศิษย์ทั้งหมดที่เตรียมเดินทางไปแสวงหาโชคที่เขตหวงห้ามลึกลับที่สี่ ต่างมารวมตัวกันครบถ้วนแล้ว ศิษย์สำนักในยี่สิบคน ศิษย์หลักเก้าคน
ลูเยี่ยสังเกตเห็นว่า นอกจากคนคุ้นเคยอย่างเหมิงฮาวแล้ว ยังมีอวี๋อีและชิวเซิงที่เคยพ่ายแพ้ให้เขาปรากฏอยู่ในกลุ่มด้วย
“ศิษย์น้องลู ท่านผู้นั้นคือผู้อาวุโสฉือเซียว การเดินทางครั้งนี้มีเขาเป็นผู้นำ”
เหมิงฮาวส่งเสียงกระแสจิตมาให้ลูเยี่ยจากด้านข้าง ฉือเซียวอยู่ในชุดคลุมสีเทา ใบหน้ามีร่องรอยผ่านร้อนหนาวมาก โครงกระดูกใหญ่ กำลังสะพายฝักกระบี่สีดำไว้ด้านหลัง บุคลิกหนักแน่นเยือกเย็น ในบรรดาผู้อาวุโสของสำนักกระบี่เกาสวรรค์ ฉือเซียวในฐานะผู้อาวุโสห้า มีพลังความสามารถไม่ถึงขั้นแข็งแกร่งที่สุด
แต่เขาเคยเข้าออกเขตหวงห้ามลึกลับที่สี่หลายครั้ง มีประสบการณ์อย่างมากมาย
“ข้าได้ยินมาว่าคนผู้นี้เป็นพวกฝ่ายเดียวกับท่านผู้อาวุโสใหญ่ใช่หรือไม่?” ลูเยี่ยส่งเสียงกระแสจิตถามอย่างไม่แสดงอารมณ์
เหมิงฮาวพยักหน้า “ในสำนักทุกคนรู้ดีว่าผู้อาวุโสฉือเซียวกับผู้อาวุโสใหญ่ มีความสัมพันธ์ที่ดีที่สุดราวกับพี่น้องร่วมสายเลือด ว่ากันว่าผู้อาวุโสใหญ่เคยช่วยชีวิตผู้อาวุโสฉือเซียวมาแล้วไม่ต่ำกว่าหนึ่งครั้ง”
ลูเยี่ยพยักหน้าเล็กน้อย
“ศิษย์น้องลูไม่ต้องกังวล แม้ในสำนักจะมีการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย แต่เมื่ออยู่ภายนอก พวกเราจะรวมใจกันต่อสู้กับศัตรูภายนอก” เหมิงฮาวส่งเสียงกระซิบ “อีกอย่างหนึ่ง ผู้อาวุโสฉือเซียวก็เป็นผู้มีชื่อเสียงมานานแล้ว แม้ในใจอาจไม่ชอบเจ้า แต่ก็จะไม่เล่นงานเจ้า”
ลูเยี่ยยิ้มเล็กน้อยไม่ได้กล่าวอะไร
“ศิษย์พี่เย่วมาแล้ว!”
ทันใดนั้นก็มีคนอุทานออกมาด้วยความตื่นเต้น ทำให้เกิดความวุ่นวายเล็กน้อยในกลุ่มคน ลูเยี่ยรู้สึกกระฉับกระเฉงและเงยหน้าขึ้นมองไปทางนั้นด้วย แล้วก็เห็นว่ามีร่างสูงใหญ่ของสตรีนางหนึ่งเดินออกมาจากประตูใหญ่
นางสวมชุดผ้าป่าน รองเท้าฟาง ผมยาวรุ่งริ่ง ร่างที่สูงโปร่งของนางดูโดดเด่นเป็นพิเศษ ใบหน้าทีซ่อนอยู่ใต้เรือนผมยุ่งเหยิงนั้นงดงามอย่างยิ่ง เพียงแต่แววตาดุดันเกินไป หากพูดให้ถูกต้อง สตรีร่างสูงคนนี้ทั้งตัวแผ่ซ่านด้วยกลิ่นอายที่เฉียบคมราวกับคมดาบ ราวกับเป็นดาบล้ำค่าที่เผยความแหลมคมโดยไม่มีการปิดบังแม้แต่น้อย เย่วหนิงจือ!
ศิษย์หลักที่จัดอันดับอยู่ในอันดับที่สอง ก่อนที่ฉินชิงหลีจะทะลวงเข้าสู่ขอบเขตแท่นทองคำ เย่วหนิงจือก็คือเทพธิดาศักดิ์สิทธิ์ของสำนักกระบี่เกาสวรรค์
เมื่อช่วงเช้าวานนี้ เย่วหนิงจือที่ปิดด่านมานานหนึ่งปี ได้ก้าวเข้าสู่ขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์และออกจากการปิดด่าน ฉินชิงหลีคือผู้อยู่ในขอบเขตแท่นทองคำที่อายุน้อยที่สุด ไม่เพียงแค่ในสำนักกระบี่เกาสวรรค์ แต่รวมถึงทั่วทั้งต้าเฉียนด้วย ส่วนเย่วหนิงจือเป็นผู้อยู่ในขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์ที่อายุน้อยที่สุดของสำนักกระบี่เกาสวรรค์!
หากเทียบกับทั่วหล้าต้าเฉียน อาจจะไม่ใช่ผู้อายุน้อยที่สุดแต่ก็นับว่าหาได้ยากยิ่ง ในการเดินทางครั้งนี้ เย่วหนิงจือก็จะเข้าร่วมด้วย โดยจะประสานงานกับผู้อาวุโสห้าฉือเซียว ทำหน้าที่ผู้คุ้มกัน
‘ช่างเป็นเจตจำนงดาบที่น่าตกใจจริงๆ ศิษย์พี่เย่วผู้นี้ไม่ธรรมดาเลย’ ลูเยี่ยรู้สึกประหลาดใจในใจ
ด้วยสายตาของเขา พลังลมปราณในร่างของเย่วหนิงจือนั้น บริสุทธิและแข็งแกร่งอย่างยิ่ง ทั้งยังพิเศษและหายากมาก ตามคำกล่าวของบรรพจารย์โมเฉิน ในโลกนี้มีสิ่งแปลกประหลาดและผู้คนพิเศษมากมาย บางคนถึงกับเป็นผู้ที่เกิดมาเพื่อวิถีดาบ มีพรสวรรค์พิเศษติดตัวมาแต่กำเนิด เย่วหนิงจือเป็นหนึ่งในนั้นอย่างแน่นอน!
“เห็นหรือไม่ ศิษย์พี่เย่วไม่เคยใส่ใจเรื่องรูปลักษณ์และการแต่งกาย แต่เมื่อนางยืนอยู่ตรงนั้นก็งดงามจนน่าตกตะลึง” เหมิงฮาวเผยแววตาที่เต็มไปด้วยความหลงใหล ไม่เพียงแค่เหมิงฮาวเท่านั้น บรรดาศิษย์ชายหลายคนในบริเวณใกล้เคียงก็เป็นเช่นนั้น
แม้แต่อวี๋อีผู้มีนิสัยเก็บตัวและแปลกแยก เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเย่วหนิงจือ ก็ยังแสดงความตื่นเต้นออกมาให้เห็นอย่างไม่เคยมีมาก่อน เห็นได้ชัดว่าเย่วหนิงจือมีฐานะสูงส่งเพียงใดในใจของเหล่าศิษย์ในสำนัก
‘รูปโฉมของศิษย์พี่เย่วงดงามยิ่งนัก แต่ดูเหมือนว่านางจะเป็นคนที่ไม่ควรยุ่งเกี่ยวด้วยเลย’ ลูเยี่ยคิดในใจ
ทันใดนั้นเย่วหนิงจือก็เดินตรงมาทางลูเยี่ย โดยไม่จำเป็นต้องพูดอะไร ทุกคนต่างพากันเปิดทางให้โดยไม่ได้นัดหมาย
“เจ้าคือลูเยี่ยหรือ?”
ดวงตาของเย่วหนิงจือคมกริบราวกับคมดาบจ้องมองที่ลูเยี่ย น้ำเสียงของนางเหมือนเสียงดาบที่ดังก้องกังวานแต่ทว่าทุ้มต่ำ ลูเยี่ยประสานมือคารวะ “ศิษย์พี่มีอะไรจะชี้แนะหรือ?”
เย่วหนิงจือกล่าว “ไม่ใช่การชี้แนะหรอก ข้าเพียงแคอยากดูว่าเจ้าเป็นคนเช่นไร”
ลูเยี่ยชะงักไปครู่หนึ่ง ยังไม่ทันที่เขาจะได้พูดอะไร เย่วหนิงจือก็ถอนหายใจกล่าวว่า “น่าเสียดายที่ข้าได้ทะลวงขอบเขตไปแล้ว มิเช่นนั้นข้าก็อยากจะประลองกับเจ้าสักตั้ง”
ลูเยี่ยอดไม่ไหวต้องกล่าวว่า “แม้จะทะลวงขอบเขตก็ไม่เป็นไร หากศิษย์พี่มีความสนใจเมื่อใด ข้าไม่รังเกียจที่จะขอประลองวิชากับศิษย์พี่สักหนึ่งถึงสองกระบวนท่า”
เย่วหนิงจือส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า “ช่างมันเถอะ เมื่อวานข้าเพิ่งทะลวงขอบเขต ยังควบคุมพลังใหม่ทั้งหมดไม่ได้จริงๆ ข้ากลัวว่าจะพลั้งมือสังหารเจ้าตาย”
นางพลันชี้ไปยังลีชิวอวี่ที่อยู่ไกลออกไป “เมื่อวานตอนที่ข้าออกจากการปิดด่าน เขาเป็นฝ่ายมาโอ้อวดข้าก่อน บอกว่าเขาก้าวเข้าสู่ขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์ก่อนข้าหนึ่งก้าว”
“แต่มันมีประโยชน์อันใด? สุดท้ายก็เกือบถูกข้าซ่อมจนพิการไม่ใช่หรือ?”
สายตาของทุกคนดูแปลกประหลาด เมื่อครึ่งเดือนก่อน ศิษย์หลักลีชิวอวี่ผู้ถูกจัดอยู่อันดับที่สาม หลังจากพ่ายแพ้ลูเยี่ยในวันที่สองก็ได้ทะลวงขอบเขตและก้าวเข้าสู่ขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์ และทันทีที่เย่วหนิงจือออกมาจากปิดด่านเมื่อวานนี้ ลีชิวอวี่ก็ได้ไปเยี่ยมเยียน ‘แสดงความยินดี’ ด้วยความกระตือรือร้น ผลลัพธ์คือเขาถูกซ่อมอย่างหนัก ตอนนี้ลีชิวอวี่ก็ยังเต็มไปด้วยบาดแผลภายนอก ใบหน้าฟกช้ำดำเขียว
“ศิษย์พี่ ข้ายอมแพ้แล้วไม่ได้หรือ?” ลีชิวอวี่ยิ้มอย่างขมขื่น
การเดินทางครั้งนี้เขาก็จะเข้าร่วมด้วย และรับหน้าที่เป็นผู้คุ้มกันร่วมกับเย่วหนิงจือ ลูเยี่ยอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา ในที่สุดเขาเข้าใจเสียทีว่าลีชิวอวี่คนนี้ ดูภายนอกเย่อหยิ่งจองหอง แต่ในส่วนลึกของกระดูกก็เป็นคนที่น่าจะโดนซัดซักหมัดสองหมัด ชอบความเจ็บปวดนี้!
“ศิษย์น้องลูเจ้าหัวเราะอะไร” ลีชิวอวี่กล่าวอย่างหงุดหงิด “รอให้ข้าหายดี พวกเรามาลองประลองกันอีกดีหรือไม่?”
ลูเยี่ยเลิกคิ้ว คิดในใจ ‘เจ้านี่อยากโดนซ่อมอีกแล้วสินะ!’
“ลูเยี่ย หากเจ้าสามารถเอาชนะเจ้านี่ได้ ข้าจะยอมทำลายกฎเกณฑ์ประลองกับเจ้าหนึ่งยก” ทันใดนั้นเย่วหนิงจือก็เอ่ยขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว “เมื่อถึงเวลานั้น ข้าก็จะได้รู้ว่าเจ้าสมควรคู่ควรกับศิษย์น้องชิงหลีหรือไม่”
กล่าวจบเย่วหนิงจือก็หมุนตัวเดินจากไป การกระทำเช่นนี้ของนางเมื่อตกอยู่ในสายตาของผู้คนทั้งหลาย ชั่วขณะหนึ่งพวกเขาไม่อาจแยกแยะได้ว่านางมีท่าทีอย่างไรต่อลูเยี่ยกันแน่
ส่วนลูเยี่ยรู้สึกว่าศิษย์พี่เย่วเป็นคนบริสุทธิ์ บริสุทธิ์ถึงขนาดที่ในสมองไม่มีเรื่องซับซ้อนใดๆ อยากทำอะไรก็ทำเลย
“ลูเยี่ย ท่านบรรพชนหลินชวนยังคงปิดด่านอยู่ในถ้ำพำนัก ไม่ได้จากไปไหน ข้าจะคอยจับตาดูเขาอยู่ในสำนักตลอดเวลา” ทุกคนกำลังจะออกเดินทาง เจ้าสำนักเวินชิวเจวี่ยมาส่งด้วยตนเองและหาเวลาส่งเสียงกระแสจิตเตือนลูเยี่ยเล็กน้อย
“อย่างไรก็ตาม เขาจะต้องมีการเตรียมการล่วงหน้า เจ้าอย่าได้ประมาทเป็นอันขาด”
ลูเยี่ยพยักหน้า ไม่นานผู้อาวุโสฉือเซียวก็เรียกเรือลำหนึ่งออกมา บรรทุกทุกคนเหาะทะยานทะลุเมฆออกไป สิ่งที่ทำให้ลูเยี่ยรู้สึกเสียดายก็คือ เขาเข้าร่วมสำนักกระบี่เกาสวรรค์มากว่าหนึ่งเดือนแล้วแต่ก็ยังไม่เคยพบฉินชิงหลีเลย หญิงสาวผู้นี้ปิดด่านฝึกฝนอยู่ในเขตต้องห้ามของสำนักตลอด ไม่รู้ว่าเมื่อใดจะออกมา
เขตหวงห้ามลึกลับที่สี่ตั้งอยู่ในใจกลางดินแดนต้าเฉียน ห่างจากเมืองหลวงไปกว่าหกร้อยลี้ ตามความเร็วของเรือสมบัติ วันนี้พอถึงช่วงเย็นก็น่าจะเดินทางไปถึงแล้ว
บนเรือวิเศษทุกคนต่างสนทนากันถึงภารกิจในครั้งนี้
“ได้ยินมาว่าในบรรดาเจ็ดสำนักใหญ่แห่งต้าเฉียน มีสี่สำนักที่จะเข้าร่วมภารกิจในครั้งนี้”
“ใช่แล้ว มีข่าวว่าบุตรศักดิ์สิทธิ์ของสำนักเต๋าหลิงซู และเทพธิดาศักดิ์สิทธิ์ของสำนักวิญญาณราชันย์ดาราก็จะเข้าร่วมด้วย”
“ราชวงศ์เซี่ยงและแปดตระกูลผู้พิทักษ์แผ่นดินก็ได้เริ่มปฏิบัติการแล้ว”
“พวกเราต้องเตรียมพร้อมให้ดี พยายามที่จะชิงสมุนไพรวิญญาณให้ได้มากที่สุด ในการแข่งขันที่ ‘หุบเขาสมุนไพรวิญญาณ’!”
ทุกคนกำหมัดเตรียมความพร้อม ต่างก็รู้สึกตื่นเต้นและรอคอย
สิ่งที่เรียกว่า ‘หุบเขาสมุนไพรวิญญาณ’ นั้นตั้งอยู่ในเขตหวงห้ามลึกลับที่สี่ เป็นดินแดนลับที่แปลกประหลาดอย่างยิ่ง จะปรากฏเพียงหนึ่งครั้งในทุกๆ สิบปีเท่านั้น และทุกครั้งที่ปรากฏขึ้น มันจะทำให้เกิดการแย่งชิงอย่างบ้าคลั่งจากกลุ่มอำนาจใหญ่ต่างๆ ก่อให้เกิดการต่อสู้ที่ดุเดือดมากมายนับครั้งไม่ถ้วน กองกำลังใหญ่ต่างๆ ยังถือว่า ‘หุบเขาสมุนไพรวิญญาณ’ เป็นสถานที่ทดสอบ หวังว่าศิษย์ของตนจะสามารถแสดงความสามารถและโดดเด่นออกมาได้
ส่วนลูเยี่ยนั่งอยู่ที่นั่นเพียงลำพัง มือถือม้วนหนังสัตว์ที่เก่าแก่ชำรุดและจมอยู่ในห้วงความคิด