บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 16 สังหารคนเพื่อความถูกต้อง
บทที่ 16 สังหารคนเพื่อความถูกต้อง
ณ ลานประลองยุทธ์
เซี่ยหลิงชิวในอาภรณ์สีแดงราวกับดอกบัวแดงที่กำลังลุกโชน สร้างความตื่นตาตื่นใจให้แก่ทุกคน
ท่าทางที่แข็งกร้าวและมีอำนาจของนางทำให้ทั่วทั้งบริเวณสั่นสะเทือน กดทับบารมีของทุกคนลงอย่างสิ้นเชิง
“ท่านแม่ทัพโปรดระงับโทสะ”
เจ้าสำนักเซวียไป๋ซงอดทนต่อความไม่สบายใจ พลางเอ่ยปากขึ้นมาอย่างขมขื่นว่า “เรื่องราวในวันนี้ที่จริงแล้วมีความลับซ่อนอยู่ ขอเชิญท่านย้ายไปที่หอซงหลาน ให้ข้าได้อธิบายให้ท่านฟังทีละเรื่อง”
บริเวณลานประลองยุทธ์มีคนพลุกพล่านและสายตามากมาย เซวียไป๋ซงได้แต่ต้องระงับความโกรธของเซี่ยหลิงชิวเอาไว้ก่อน และหวังให้เรื่องสงบลง
“เรื่องซ่อนเร้นบ้าบออันใดกัน!”
แต่เซี่ยหลิงชิวไม่ยอมรับคำพูดนี้ “ในฐานะเจ้าสำนัก กลับอาศัยอำนาจ ไม่เคารพกฎหมาย และข่มเหงศิษย์ตามอำเภอใจ สมควรตายพันครั้ง!”
“แม้ว่ากรมปราบปีศาจของข้าจะไม่สามารถแทรกแซงเรื่องของสำนักในใต้หล้าได้ แต่ข้าจะส่งสารไปยังกรมโหรหลวง ให้พวกเขาส่งคนมาจัดการ!”
ความหมายของคำพูดเหล่านี้มีมากมายเกินไป จนทำให้เซวียไป๋ซงตกใจจนตัวสั่น มือเท้าเย็นเฉียบ
เซี่ยหลิงชิวกำลังจะเล่นงานเขาถึงตาย!
ต้องรู้ไว้ว่า ในต้าเฉียนมีสามกรม กรมปราบปีศาจรับผิดชอบเรื่องการปราบปรามปีศาจและสังหารมาร
กรมตรวจการเสวียนจิ้งรับผิดชอบในการตรวจสอบและประเมินระดับของตระกูลต่าง ๆ ในทั่วทั้งแผ่นดินต้าเฉียน
ส่วนกรมโหรหลวงนั้นรับผิดชอบเรื่องการตรวจสอบและกำกับดูแลกิจการของสำนักศึกษาทั่วแผ่นดิน!
หากเซี่ยหลิงชิวใช้สถานะแม่ทัพอาภรณ์สีแดงเขียนจดหมายถึงกรมโหรหลวงด้วยตัวเอง กรมโหรหลวงย่อมต้องปฏิบัติเรื่องนี้เสมือนเป็นเรื่องสำคัญที่สุด
เมื่อถึงเวลานั้น ต่อให้เซวียไป๋ซงมีหัวแข็งเพียงใด ก็คงรับมือกับดาบประหารที่กรมโหรหลวงเงื้อขึ้นไม่ไหว!
“ท่านแม่ทัพ ข้า…”
เซวียไป๋ซงทนไม่ไหวอีกต่อไป จิตใจกระวนกระวาย กำลังจะพูดอะไรบางอย่าง
“ไสหัวไป! หลังจากนี้เจ้าจงไปอธิบายกับกรมโหรหลวงเอาเองเถิด!”
เซี่ยหลิงชิวยกมือขึ้น แสงสีแดงฉานก็พุ่งออกมาปกคลุมไปทั่วทุกหนแห่ง
ตูม!
เซวียไป๋ซงร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด ร่างทั้งร่างลอยกระเด็นออกไป กระแทกลงบนพื้นอย่างรุนแรง
ภาพน่าอนาถนั้นทำให้ผู้คนไม่รู้มากเท่าใดต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
“สิ่งที่ข้าเกลียดที่สุดก็คือพวกที่ชอบหักหลัง ทรยศคำสัญญา และเนรคุณบุญคุณผู้อื่นเช่นเจ้า!”
เซี่ยหลิงชิวกวาดตามองดูเซวียไป๋ซงอย่างรังเกียจ ก่อนจะกวาดสายตามองพวกผู้อาวุโสเหล่านั้น “พวกเจ้ามีใครที่ยังไม่พอใจอีกหรือไม่?”
พวกผู้อาวุโสทั้งหลายตกใจกลัวไปนานแล้ว จึงพากันส่ายหน้าไปตาม ๆ กัน
เซี่ยหลิงชิวอยู่ในขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์และปรมาจารย์ยุทธ์แห่งโลกมนุษย์ที่แท้จริง พลังการต่อสู้ของนางช่างน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง!
เจ้าสำนักและผู้อาวุโสสูงสุดยังไม่มีกำลังต้านทานได้เลย ใครกันจะไปกล้าต่อกร?
“ลู่เยี่ย เจ้าตามข้ามา”
เซี่ยหลิงชิวหันกลับมามองลู่เยี่ย “วันนี้ ผู้ใดกล้าขวางทาง ข้าจะสังหารคนผู้นั้น!”
ทั่วทั้งลานประลองยุทธ์เงียบกริบ ผู้คนต่างหวาดกลัวจนไม่มีใครกล้าส่งเสียง
“ขอท่านแม่ทัพโปรดรอสักครู่”
ลู่เยี่ยประสานมือคารวะ แล้วเดินมาหยุดอยู่เบื้องหน้าของหานซานเชวี่ยที่กำลังคุกเข่าอยู่
“ลู่เยี่ย เจ้าคิดจะทำอะไร?”
หานซานเชวี่ยรู้สึกใจหายวาบ เขาเอ่ยด้วยเสียงร้อนรนว่า “เจ้าอย่าได้ทำอะไรหุนหันพลันแล่นเชียว ข้าเคยเป็นพี่เขยเจ้ามาก่อน...”
ลู่เยี่ยเอ่ยตัดบทว่า “ข้าถามเจ้า พี่สาวลูกพี่ลูกน้องลู่ชิงเค่อของข้าตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง?”
ลู่ชิงเค่อเป็นภรรยาของหานซานเชวี่ย และเป็นพี่สาวร่วมตระกูลของลู่เยี่ย
เมื่อวานนี้ ลู่ชิงเค่อถูกหานซานเชวี่ยเขียนหนังสือหย่าและขับไล่ออกจากบ้าน
หานซานเชวี่ยรีบกล่าวว่า “ข้าขอสาบาน ลู่ชิงเค่อไม่ได้รับอันตรายเลยแม้แต่น้อย! นางกลับไปที่ตระกูลลู่ตั้งแต่คืนวานแล้ว…”
ฉัวะ!
แสงดาบวูบไหว ศีรษะของหานซานเชวี่ยหลุดออกจากบ่า เลือดสาดกระเซ็นไปทั่วทั้งท้องฟ้า
ภาพเหตุการณ์อันเต็มไปด้วยโลหิตนี้ ทำให้เกิดความโกลาหลในลานประลองยุทธ์ทันที
ไม่มีใครคาดคิดว่าลู่เยี่ยจะโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้ ถึงกับกล้าตัดศีรษะหานซานเชวี่ยต่อหน้าบรรดาใต้เท้าทั้งหลายของสำนักศึกษา!
“ลู่เยี่ย! เจ้ากล้าสังหารผู้ดูแลของหอลงทัณฑ์ของเรา ช่างเป็นอาชญากรรมที่ชั่วร้ายนัก!”
ผู้อาวุโสสูงสุดหลี่ฉางเฟิงตวาดขึ้นมาเสียงดัง
เขาจ้องมองไปที่เซี่ยหลิงชิว “ท่านแม่ทัพ ท่านก็เห็นแล้ว เด็กคนนี้ไม่เกรงกลัวฟ้าดิน เหยียบย่ำกฎระเบียบของสำนักศึกษา โทษทัณฑ์ไม่สามารถอภัยให้ได้!”
เซี่ยหลิงชิวเอ่ยอย่างเรียบเฉย “หนี้แค้นย่อมมีเจ้าของ พวกเจ้าข่มเหงรังแกลู่เยี่ย แล้วจะไม่อนุญาตให้ลู่เยี่ยป้องกันตัวเองเลยหรือ?”
ป้องกันตัวเอง?
หลี่ฉางเฟิงอัดอั้นจนเกือบจะกระอักเลือด นี่เรียกว่าการป้องกันตัวเองได้อย่างไร?
คนอื่น ๆ ก็ตะลึงงัน พวกเขาเห็นได้ชัดเจนว่าวันนี้ต่อให้ลู่เยี่ยจะทำลายฟ้าทิ้ง เซี่ยหลิงชิวก็จะช่วยเขาแบกรับไว้
แย่แล้ว!
หลี่ฉางเฟิงเห็นอย่างชัดเจนว่าลู่เยี่ยถือดาบยาวเข้ามาอยู่ตรงหน้าของหลี่ทั่ว
“ลู่เยี่ย เจ้ากล้าลงมือกับหลานชายข้าหรือ ทั้งตระกูลหลี่ของข้าจะต้องตอบแทนเจ้าอย่างสาสมเป็นสิบเท่าร้อยเท่า!”
หลี่ฉางเฟิงตวาดอย่างโกรธเกรี้ยว เขาตกใจจนรีบพุ่งตัวออกไปเป็นลำดับแรก ต้องการไปขัดขวางลู่เยี่ยไม่ให้ก่อเหตุร้าย
ปัง!
เซี่ยหลิงชิวสะบัดแขนเสื้อ แสงสีแดงสดเจิดจ้าพุ่งออกมา กดทับหลี่ฉางเฟิงลงอย่างง่ายดาย กระแทกร่างของเขาลงบนพื้นจนเป็นรูปคน ทั้งร่างบิดเกร็งไม่หยุดด้วยความเจ็บปวดอย่างรุนแรง
ยอดฝีมือขอบเขตแท่นทองคำผู้หนึ่ง กลับเปราะบางราวกับมดตัวน้อยที่พยายามโค่นต้นไม้ต่อหน้าเซี่ยหลิงชิวผู้เป็นปรมาจารย์ยุทธ์แห่งโลกมนุษย์ที่อยู่ในขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์ ทำให้ผู้คนมากมายต้องตกตะลึงด้วยความหวาดกลัว
“เจ้าวางแผนให้คนไปรังแกตระกูลลู่ แต่กลับไม่ยอมให้ลู่เยี่ยไปเอาเรื่องหลานชายของเจ้า นี่มันเหตุผลอันใดกัน?”
เซี่ยหลิงชิวเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “หากมีครั้งที่สอง อย่าโทษข้าที่จะเด็ดหัวเจ้าทิ้งเสีย!”
คำพูดที่แฝงไปด้วยการสังหารรุนแรงนั้น ทำให้ร่างที่กำลังบิดเกร็งของหลี่ฉางเฟิงแข็งทื่อ ใบหน้าซีดเผือดราวกับคนตาย
“ลู่เยี่ย! ข้าผิดไปแล้ว! ข้าขอร้องเจ้า โปรดเห็นแก่ที่พวกเราเคยเป็นสหายร่วมสำนักศึกษา ให้โอกาสข้าได้ไถ่บาปสักครั้งเถิด!”
หลี่ทั่วเอ่ยวิงวอน ใบหน้านั้นเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและความสิ้นหวัง
แต่ลู่เยี่ยกลับไม่สนใจ
เขาค่อย ๆ กวาดสายตามองทุกคนในที่นั้น แล้วกล่าวว่า “สำนักศึกษาเทียนเหอเป็นสถานที่ที่ราชสำนักต้าเฉียนก่อตั้งขึ้น แต่บัดนี้กลับถูกใช้เป็นเครื่องมือส่วนตัว ละเลยกฎหมาย ทำร้ายศิษย์ตามอำเภอใจ! พวกเจ้าคิดว่านี่…”
“ถูกต้องหรือไม่! ! ?”
ร่างของเด็กหนุ่มสูงสง่า มือถือดาบยาวที่เปื้อนเลือด กวาดสายตามองไปทั่วลานประลองยุทธ์ เสียงของเขาแพร่กระจายไปทั่วทั้งลานราวกับลมหนาวที่เย็นยะเยือก
ลานประลองยุทธ์ทั้งสี่ด้านถูกล้อมไปด้วยศิษย์มากมายแล้ว เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้ หลายคนก็รู้สึกเห็นอกเห็นใจ และรู้สึกว่าไม่ยุติธรรมอย่างมาก
การกลั่นแกล้งเช่นนี้ในวันนี้เกิดขึ้นกับศิษย์ตระกูลลู่ แต่ในอนาคตหากเกิดขึ้นกับพวกเขาบ้างล่ะ พวกเขาควรทำเช่นไร?
“ศิษย์ลู่เยี่ยพูดได้ดี!”
ทันใดนั้นก็มีคนก้าวออกมา แล้วเอ่ยอย่างโกรธเกรี้ยวว่า “แนวคิดที่ชั่วร้ายและไม่ยุติธรรมเช่นนี้ ต้องไม่ปล่อยให้เติบโตอีกเด็ดขาด!”
มีคนอื่นเดินออกมาอีก แล้วกล่าวอย่างฮึกเหิมว่า “ทุกท่านอย่าได้ลืม สามปีก่อน ก็เพราะมีศิษย์พี่ลู่เยี่ยที่เป็นอัจฉริยะหาได้ยากในโลกเช่นนี้ ทำให้สำนักศึกษาเทียนเหอมีชื่อเสียงโด่งดัง และดึงดูดสายตาผู้คนจากทั่วทุกสารทิศ!”
“และเช่นเดียวกัน เพราะศิษย์พี่ลู่เยี่ย หลังจากที่ได้รับตำแหน่งจ้วงหยวนด้านวิถียุทธ์แล้ว ฝ่าบาทองค์ปัจจุบันได้ออกพระราชโองการเป็นกรณีพิเศษให้เลื่อนระดับของสำนักศึกษาเทียนเหอขึ้นสองระดับ! ในบรรดาสำนักศึกษาทั้งสิบสามแห่งในเขตชางโจว ทำให้เลื่อนจากอันดับที่เก้าขึ้นมาเป็นอันดับที่สี่ในคราวเดียว!”
“กล่าวอย่างไม่เกินจริงเลย หากไม่มีศิษย์พี่ลู่เยี่ย จะมีสำนักศึกษาเทียนเหอในวันนี้ได้อย่างไร?”
“แต่ทว่าบัดนี้ ดูสิว่าศิษย์พี่ลู่เยี่ยต้องเผชิญกับอะไร ใครเล่าจะไม่รู้สึกหนาวยะเยือกใจ? ใครเล่าจะไม่โกรธแค้น?”
คำพูดเหล่านี้ดังก้องไปรอบ ๆ ลานประลองยุทธ์เป็นเวลานาน และยังปลุกความทรงจำมากมายของผู้คน ก่อให้เกิดความรู้สึกร่วมอย่างแรงกล้า
ใช่แล้ว หากไม่มีลู่เยี่ย แล้วจะมีสำนักศึกษาเทียนเหอในวันนี้ได้อย่างไร?
เซวียไป๋ซงและเหล่าผู้อาวุโสของสำนักศึกษาต่างก็มีสีหน้าเปลี่ยนไป ใจของพวกเขาจมดิ่งลงสู่ก้นเหว
พวกเขาคำนวณไว้มากมาย แต่ไม่คิดเลยว่าเรื่องราวจะพัฒนาไปถึงขั้นนี้!
และเพราะมีเซี่ยหลิงชิวอยู่ พวกเขาจึงไม่มีทางไปขัดขวางได้เลย
เซี่ยหลิงชิวอดไม่ได้ที่จะมองลู่เยี่ยมากขึ้นอีกหน่อย
นางสามารถคาดการณ์ได้ว่า ลู่เยี่ยมีเจตนาจะทำให้เรื่องนี้ใหญ่โตในวันนี้ แต่ไม่คาดคิดว่าแม้จะหลับไหลไปถึงสามปี ลู่เยี่ยก็ยังคงได้รับความนิยมสูงเช่นนี้
“เช่นนั้นพวกเจ้าคิดว่าสมควรประหารหลี่ทั่วผู้นี้หรือไม่?” ลู่เยี่ยถามเสียงดังฟังชัด
“ประหาร!” ลู่ผิงเป็นคนแรกที่ตะโกน เลือดลมพลุ่งพล่าน
“สังหาร!”
“สังหาร!”
“สังหาร!”
เสียงตะโกนดังสนั่นขึ้นจากทุกสารทิศรอบลานประลองยุทธ์
แม้จะมีเสียงคัดค้าน แต่ก็ถูกกลืนหายไปในเสียงอึกทึกที่ร้อนระอุเดือดพล่านนั้น
หลี่ทั่วตกตะลึงไปโดยสิ้นเชิง ตัวเองไม่ได้ทำสิ่งใดที่ผิดต่อฟ้าดิน แล้วเหตุใดตนเองจึงกลายเป็นคนผิดที่ถูกคนนับหมื่นชี้หน้าด่าทอ?
ฉัวะ!
ลู่เยี่ยเงื้อดาบขึ้นแล้วฟันลงไป ตัดศีรษะของหลี่ทั่วออกจากบ่า
ทันใดนั้น เสียงปรบมือและเสียงโห่ร้องชื่นชมก็ดังขึ้นมาอีกครั้งในลานประลองยุทธ์
“หลานชาย หลานชาย”
หลี่ฉางเฟิงดวงตาแทบหลุดออกจากเบ้า นัยน์ตาเต็มไปด้วยเส้นเลือด เปล่งเสียงคร่ำครวญราวกับสัตว์ป่า
เซวียไป๋ซงใบหน้าเขียวคล้ำ เม้มริมฝีปากไม่พูดจา
ในใจของเหล่าผู้อาวุโสต่างรู้สึกปั่นป่วนไม่สงบ รู้สึกไม่สบายใจอย่างยิ่ง
“การสังหารคนโดยอ้างกฎของสำนักศึกษาและความยุติธรรม แม้จะถูกกรมโหรหลวงสอบสวน ก็ยังสามารถรอดพ้นได้ ตรงกันข้าม เซวียไป๋ซงและพวกเขาจะหนีไม่พ้นชะตากรรมที่ถูกลงโทษแน่นอน”
เซี่ยหลิงชิวเผยแววประหลาดในดวงตางดงามคู่นั้น “ฝีมือของเจ้าหนูคนนี้ ร้ายกาจกว่าที่ข้าคาดไว้มากนัก”
ในขณะเดียวกัน ลู่เยี่ยก็ยังไม่ยอมหยุด
เขาเดินตรงไปหยุดอยู่ไม่ไกลจากเซวียไป๋ซง จากนั้นก็กล่าวว่า “เซวียไป๋ซง ข้าจำได้ว่าในหมู่ชาวบ้านมีคำกล่าวว่า ผู้ที่ทรยศคำสัตย์และละทิ้งคุณธรรม หลังตายไปย่อมต้องตกนรกขุมที่ถูกถอนลิ้น”
สีหน้าของเซวียไป๋ซงพลันเปลี่ยนเป็นน่าเกลียดอย่างยิ่ง “เจ้า… กำลังข่มขู่ข้างั้นหรือ?”