บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 160 โชคดีเหลือเกิน
“คนผู้นั้นคือลูเยี่ยหรือ?”
“หาโอกาสสังหารเขาซะ!”
“เขาแค่มีพลังบำเพ็ญขอบเขตตำหนักวิญญาณ แต่กลับกล้ามาที่เขตหวงห้ามลึกลับที่สี่ สำนักกระบี่เก้าสวรรค์บ้าไปแล้วหรือไร?”
ทางฝั่งสำนักเต๋าหลิงซู สายตาที่มองมาทางลูเยี่ยล้วนไม่เป็นมิตร
โดยเฉพาะชายวัยกลางคนเคราแพะผู้นั้น สายตาของเขาเย็นชาและแฝงไว้ด้วยเจตนาสังหาร
เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ่มต่ำว่า
“ฉือเซียว ตราบใดที่เจ้ายอมมอบลูเยี่ยให้เราจัดการ ทางสำนักเต๋าหลิงซูยินดีที่จะชดเชยให้เจ้า
รับรองว่าจะทำให้พวกเจ้าพอใจ เป็นอย่างไร?”
คำพูดนั้นก้องกังวานไปทั่วฟ้าดิน ทำให้บรรยากาศกดดันลงไปอีก
เหมิงฮ่าวรีบส่งเสียงกระแสจิตว่า
“ศิษย์น้องลู เฒ่าผู้นี้ชื่อพานอวิ๋นจง มาจากตระกูลพาน เป็นผู้อาวุโสสำนักในแห่งสำนักเต๋าหลิงซู”
ตระกูลพาน?
ลูเยี่ยพลันรู้แจ้งทันที ไม่แปลกใจเลย
ฉือเซียวเอ่ยเสียงเย็นชา “หากเจ้ายอมส่งตัวเนี่ยเหวินชวนออกมา สำนักกระบี่เก้าสวรรค์จะชดเชยให้พวกเจ้า เป็นอย่างไร?”
สีหน้าของพานอวิ๋นจงเคร่งขรึมลงทันที ผ่านไปครู่ใหญ่เขาจึงเอ่ยทีละคำ
“ถ้าเช่นนั้น เจ้าก็ต้องดูแลเขาให้ดี!”
ฉือเซียวกล่าวอย่างเฉยเมย
“หากสำนักเต๋าหลิงซูของเจ้ากล้าทำผิดกฎ ก็อย่าโทษว่าสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ของข้าไม่เกรงใจ!”
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ในการปฏิบัติการภายในเขตหวงห้ามลึกลับ มีกฎที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรอยู่ข้อหนึ่ง
ว่าการแข่งขันระหว่างศิษย์ของกองกำลังใหญ่ต่างๆ จะนับเพียงแค่แพ้ชนะเท่านั้น ไม่อาจเอาชีวิตกันได้!
หากกองกำลังใดฝ่าฝืนกฎนี้ จะถูกมองว่าเป็นศัตรูร่วมกันของกองกำลังอื่นๆ
พานอวิ๋นจงเพียงแค่หัวเราะเยาะเบาๆ ไม่ได้พูดอะไรเพิ่มเติมอีก
เมื่อได้เห็นทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ในที่สุดลูเยี่ยก็รู้สึกถึงแนวทางของสำนักกระบี่เก้าสวรรค์
ผู้อาวุโสห้าเห็นได้ชัดว่าเป็นคนของผู้อาวุโสใหญ่ แต่เมื่อออกมาข้างนอก ยังคงให้ความสำคัญกับสำนักเป็นอันดับแรก และเลือกที่จะรวมใจเป็นหนึ่งเดียวต่อต้านศัตรูภายนอก!
“ไม่มีใครกล้าตามจับศิษย์น้องลูของข้ารึ?”
ลิ่วชิวอวี่แสดงความเหยียดหยาม “ไม่มีใครมีความกล้าเลยแม้แต่คนเดียวหรือ!”
ทางฝั่งสำนักเต๋าหลิงซูโกรธมาก ต่างพากันด่าว่าลิ่วชิวอวี่ว่าหยิ่งผยองเกินไป
หลายคนถึงขั้นก้าวออกมาข้างหน้าหมายจะสั่งสอนลิ่วชิวอวี่ แต่ทุกคนก็ถูกห้ามเอาไว้
“หากสุนัขกัดเจ้า เจ้าจะกลับไปกัดมันตอบหรือ?”
พานอวิ๋นจงกล่าวเสียงเย็นชา “เพียงคิดว่าเป็นเสียงสุนัขเห่าก็พอแล้วไม่ใช่หรือ?”
ทุกคนหัวเราะครืน
ลิ่วชิวอวี่รู้สึกไม่พอใจอย่างมาก เขาหันไปเอ่ยกับลูเยี่ยว่า
“ศิษย์น้องลู เจ้าวางใจเถิด รอให้มีโอกาสเมื่อใด ข้าจะช่วยเจ้าจัดการเจ้าพวกนั้นเอง!”
เยว่เหนิงจือที่ไม่ได้เอ่ยปากมาตลอด อยู่ๆ ก็เอ่ยขึ้น “หาโอกาสอะไร ลงมือตอนนี้เลย!”
พลังปราณทั่วร่างของนางพลุ่งพล่าน ชุดผ้าป่านทั้งชุดของนางพองขึ้น
เจตจำนงดาบที่เกรี้ยวกราดก็พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าเหมือนพายุ
ในช่วงเวลาถัดมา นางก้าวออกไปหนึ่งก้าวแล้วฟันดาบออกไป
เจตจำนงดาบสายหนึ่งเจิดจ้าประดุจผ้าแพรที่พุ่งลงมาจากฟากฟ้า
ดูราวกับทางช้างเผือกอันเจิดจ้าที่ทอดตัวลงมาสู่โลกมนุษย์
ไม่ได้รังแกศิษย์เหล่านั้นของสำนักเต๋าหลิงซู แต่กลับฟันตรงไปที่พานอวิ๋นจง ผู้ที่มีพลังบำเพ็ญแข็งแกร่งที่สุด!
พานอวิ๋นจงสะบัดแขนเสื้อต้านรับ เจตจำนงดาบที่ดังน้ำตกแตกกระจายสลายหายไป
แต่ร่างของพานอวิ๋นจงกลับสั่นสะท้าน
เขาตกตะลึง “นึกเลยว่าเจ้าที่เคยเป็นเทพธิดาศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ กลับได้ก้าวเข้าสู่ขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์แล้ว!”
ทางฝั่งสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ต่างก็ตกตะลึงเช่นกัน พวกเขาต่างรู้ดีว่าเยว่เหนิงจือเพิ่งทะลวงขอบเขตเมื่อวานนี้เอง
แต่ไม่นึกว่าเพียงแค่หนึ่งกระบวนท่าของนาง จะสามารถสั่นคลอนผู้ที่มีพลังบำเพ็ญขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์ขั้นปลายอย่างพานอวิ๋นจงได้
นั่นเป็นถึงผู้อาวุโสสำนักในผู้มีชื่อเสียงมายาวนานของสำนักเต๋าหลิงซู!
ลูเยี่ยอดที่จะมองลิ่วชิวอวี่ด้วยสายตาใหม่ไม่ได้ และยังมองเยว่เหนิงจือด้วยความนับถือมากขึ้นไปอีก
ทั้งสองคนต่างไม่ลังเลที่จะก้าวออกมาปกป้องเขา!
“มีเรื่องไรสาระมากมายนัก!”
ผมยาวที่ยุ่งเหยิงของเยว่เหนิงจือพลิ้วไหว และนางลงมือโจมตีอีกครั้งทันที
แต่กลับถูกผู้อาวุโสห้าฉือเซียวห้ามไว้ “ไม่ถูกกฎ อย่าได้ใจร้อน!”
การปฏิบัติภารกิจของกองกำลังใหญ่ต่างๆ ในเขตหวงห้ามลึกลับ สิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยงที่สุดคือการฆ่ากันเอง
เพราะเรื่องแบบนี้อาจจะนำไปสู่ความอาฆาตแค้นที่รุนแรง ไม่เป็นผลดีกับใครทั้งนั้น
ดังนั้นหากไม่จำเป็นจริงๆ ผู้นำของแต่ละฝ่ายต่างก็จะควบคุมคนในฝ่ายของตน ไม่ให้ก่อเรื่องวุ่นวายใดๆ
“ในเขตเขตหวงห้ามลึกลับที่สี่นี้ ยังต้องรักษากฎระเบียบอีก ช่างน่ารำคาญจริงๆ”
เยว่เหนิงจือขมวดคิ้ว แต่สุดท้ายก็อดกลั้นไว้ได้
“เฒ่าฉือเซียว เจ้าห้ามไว้ทำไม?”
พานอวิ๋นจงแค่นเสียงเย็นชา
“หากนางไม่พอใจก็เข้ามาสังหารข้าได้เลย ข้าจะมอบความพ่ายแพ้ให้นาง! รับรองว่าข้าจะไม่สังหารนาง!”
ฉือเซียวไม่สนใจ เพียงกวาดตามองคนรอบข้างแวบหนึ่ง แล้วกล่าวว่า
“เมื่อดินแดนลับหุบเขาสมุนไพรวิญญาณปรากฏขึ้น ข้าเชื่อว่าด้วยความสามารถของลูเยี่ย เขาจะสามารถระบายความแค้นได้ด้วยตัวเอง!”
นั่นก็จริง ทุกคนต่างพยักหน้า ใครก็ตามที่เคยเห็นฝีมือของลูเยี่ย ย่อมรู้ดีว่าลูเยี่ยน่าสะพรึงกลัวเพียงใด
แต่คำพูดนี้กลับเรียกเสียงเยาะเย้ยจากฝั่งสำนักเต๋าหลิงซู
ลูเยี่ยเป็นเพียงผู้ฝึกตนขอบเขตตำหนักวิญญาณ ยังกล้าคิดที่จะระบายความแค้น?
พวกคนจากสำนักกระบี่เก้าสวรรค์นั้นช่างวิปลาสจริงๆ!
ไม่ใช่ว่าคนของสำนักเต๋าหลิงซูโง่เขลา
แต่เรื่องราวเกี่ยวกับลูเยี่ยที่สำนักกระบี่เก้าสวรรค์นั้นถูกปิดกั้นมานานแล้ว ไม่เคยรั่วไหลออกสู่โลกภายนอก
ทำให้ความเข้าใจของผู้คนที่มีต่อลูเยี่ย ยังคงหยุดอยู่กับความเข้าใจในอดีต
ลูเยี่ยเองก็ยินดีที่จะถูกเข้าใจผิดเช่นนั้น
ในความมืดมิดที่ห่างไกล มีกลุ่มผู้แข็งแกร่งอีกกลุ่มหนึ่งกำลังมาถึง
นี่คือขบวนของ สำนักวิญญาณราชันย์ดารา
เมื่อพวกเขามาถึง ก็ดึงดูดความสนใจของสำนักกระบี่เก้าสวรรค์และสำนักเต๋าหลิงซูทันที
ลูเยี่ยสังเกตเห็นว่า ผูเหิงเยว่ที่เคยมาปิดล้อมหน้าประตูสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ ก็อยู่ในกลุ่มคนเช่นกัน!
“ลูเยี่ย เป็นเจ้าหรือ!?”
ผูเหิงเยว่โพล่งออกมาทันที สีหน้าแปรเปลี่ยนไปมา ช่างน่ามองยิ่งนัก
เขาเคยปิดล้อมหน้าประตูสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ถึงเก้าวัน
ทำให้คู่ต่อสู้ในขอบเขตตำหนักวิญญาณไม่มีผู้ใดกล้าออกมาต่อสู้
แต่สุดท้ายเขากลับถูกลูเยี่ยปราบปรามด้วยมือเดียว ความพ่ายแพ้อย่างยับเยินเช่นนี้เขาจะลืมได้อย่างไร?
ในเวลาเดียวกัน เมื่อได้เห็นผูเหิงเยว่ บรรดาคนจากสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ต่างมีสีหน้าไม่สบายใจอยู่บ้าง
การถูกคนปิดล้อมอยู่หน้าประตูสำนักถึงเก้าวัน นับเป็นความอับอายขายหน้าอย่างใหญ่หลวง!
แต่สิ่งที่ทำให้สำนักกระบี่เก้าสวรรค์งุนงงคือ แม้จะผ่านไปกว่าหนึ่งเดือนแล้ว
เรื่องน่าอับอายนี้ก็ยังไม่ได้แพร่ออกไปข้างนอก แม้แต่ทางฝั่งสำนักวิญญาณราชันย์ดาราก็ไม่ได้ฉวยโอกาสเยาะเย้ยหรือเหยียบย่ำสำนักกระบี่เก้าสวรรค์แต่อย่างใด
แต่ถึงอย่างไรก็เป็นเรื่องที่ไม่น่าภูมิใจ
ดังนั้นเมื่อได้เห็นผูเหิงเยว่ ทุกคนต่างเกรงว่าผูเหิงเยว่จะไม่รู้กาลเทศะ แล้วจงใจเอ่ยถึงเรื่องนี้ขึ้นมา
หากเป็นเช่นนั้น จะถูกสำนักเต๋าหลิงซูหัวเราะเยาะเอาได้ นี่คือสาเหตุที่ทำให้คนจากสำนักกระบี่เก้าสวรรค์รู้สึกอึดอัดใจ
“ลูเยี่ย เรื่องที่ข้าปิดล้อมหน้าประตูสำนักกระบี่เก้าสวรรค์นั้น ไม่เคยรั่วไหลออกไปแม้แต่น้อย แม้แต่สำนักของข้าก็ไม่รู้เรื่องนี้”
ผูเหิงเยว่ส่งเสียงกระแสจิตทันที
“เจ้าก็อย่าได้พูดถึงเรื่องที่ข้าพ่ายแพ้ให้แก่เจ้า! มิเช่นนั้น… ข้าจะไม่จบเรื่องนี้กับเจ้าง่ายๆ!”
ลูเยี่ยมองด้วยสายตาแปลกประหลาด ในที่สุดก็เข้าใจว่าเหตุใดเรื่องที่สร้างความอัปยศให้กับสำนักกระบี่เก้าสวรรค์จึงไม่ได้แพร่กระจายออกไป
สาเหตุหลักคือเป็นเพราะผูเหิงเยว่ผู้นี้ช่างรักศักดิ์ศรีเสียจริง!
“วางใจเถอะ ข้าไม่ใช่คนประเภทนั้นหรอก” ลูเยี่ยรับรองอย่างหนักแน่น
ผูเหิงเยว่แอบถอนหายใจโล่งอก
“นั่นคือลูเยี่ย ผู้ที่ถูกสำนักเต๋าหลิงซูออกประกาศจับตัวใช่หรือไม่?”
“ได้ยินว่าเขายังเป็นคู่หมั้นของฉินชิงหลี อิจฉาจะตายอยู่แล้ว”
“ให้ตายสิ ใครบ้างจะไม่อิจฉา? ข้าอิจฉาจนเกือบจะบ้าแล้ว! เมื่อมีโอกาส ข้าต้องลองวัดฝีมือกับเขาดูบ้างแล้ว!”
ที่ทางฝั่งสำนักวิญญาณราชันย์ดารา ทุกคนต่างวิพากษ์วิจารณ์ลูเยี่ย
มีคนอดไม่ไหวถามผูเหิงเยว่ “ศิษย์น้องผู สีหน้าเจ้าไม่ค่อยดีนะ หรือว่าเจ้ารู้จักลูเยี่ยมาก่อนหรือ?”
ผูเหิงเยว่กลั้นความอัปยศในใจไวอย่างสุดกำลัง แล้วกล่าวอย่างสงบว่า
“ฟังข้าเตือนสักคำ ถึงแม้พวกเจ้าจะคิดว่าเขาไม่คู่ควรกับเทพธิดาชิงหลี แต่ก็ห้ามดูแคลนเขาเด็ดขาด!”
พวกเขาต่างมองหน้ากันไปมา รู้สึกว่าผูเหิงเยว่มีบางอย่างไม่ถูกต้องแต่ก็บอกไม่ถูก
“ศิษย์น้องผู เมื่อเจ้าพูดเช่นนี้ ข้ากลับยิ่งรู้สึกอยากรู้ขึ้นมา”
หญิงสาวในชุดสีสันสดใสผู้มีรูปโฉมงดงามเย้ายวน ดวงตาสุกใสและฟันขาวสะอาด เอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า
“บุรุษที่ฉินชิงหลีเลือก คงต้องมีความสามารถเหนือคนแน่ ข้าอยากใช้โอกาสนี้ ลองดูความสามารถของเขาดูสักหน่อย!”
เทพธิดาศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักวิญญาณราชันย์ดารา เมื่อนางแสดงความสนใจในตัวลูเยี่ยมากขึ้น
บรรดาศิษย์ของสำนักวิญญาณราชันย์ดาราก็รู้สึกไม่สบอารมณ์ยิ่งขึ้น
เจ้าสุนัขลูเยี่ยนั่นโชคดีเช่นนี้ได้อย่างไร!
ได้รับความโปรดปรานจากเทพธิดาชิงหลีแล้ว บัดนี้กลับยังสามารถดึงดูดความสนใจของเทพธิดาศักดิ์สิทธิของสำนักพวกข้าได้อีก!
ช่าง… ช่างน่าสาปแช่งยิ่งนัก!