บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 159 ผู้ฝึกกระบี่ต้องแข็งกร้าว
ม้วนหนังสัตว์ชำรุดนี้เป็นของขวัญจากบรรพชนหลินชวน ตามที่เขากล่าวเป็นแผนที่ลับที่ขาดหายไปจากเขตหวงห้ามลึกลับที่สี่ และเกี่ยวข้องกับสถานที่แห่งโอกาสแห่งหนึ่ง
ไม่ต้องสงสัยเลยว่านั่นจะต้องเป็นหลุมพรางอย่างแน่นอน ลูเยี่ยตรวจสอบอย่างละเอียดหลายครั้งแต่ไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ
สถานที่ที่แผนที่ลับนี้ชี้ไปมีชื่อว่า ‘เขาเมฆาทมิฬ’ ตั้งอยู่ในส่วนลึกของเขตหวงห้ามลึกลับที่สี่ มีเพียงการนำทางด้วยแผนที่ลับที่ขาดหายไปนี้เท่านั้น จึงจะสามารถค้นพบภูเขาลูกนี้ได้
แต่ไม่มีการกล่าวถึงเลยว่าที่นั่นซ่อนโชคลาภอะไรไว้ หรือมีอันตรายร้ายแรงอะไรบ้าง
“ให้แค่แผนที่เก่าๆ หนึ่งใบ แต่ไม่ได้ใส่เหยื่อล่อแม้แต่น้อย ตาเฒ่าหลินชวนคิดว่าข้าจะไปได้อย่างไร?”
ลูเยี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย เขานึกถึงความเป็นไปได้อย่างหนึ่ง บางทีเขาเมฆาทมิฬที่แผนที่ลับชี้ไปอาจเกี่ยวข้องกับกล่องดาบเจ็ดชุนก็เป็นได้!
อย่างไรก็ตาม ก็ไม่สามารถตัดความเป็นไปได้อีกอย่างหนึ่งทิ้งไปได้ นั่นคือม้วนหนังสัตว์เก่าๆ ที่มีแผนที่ลับวาดอยู่บนนั้นอาจมีปัญหาในตัวมันเอง!
ลูเยี่ยได้ทดสอบแล้ว หนังสัตว์นี้แปลกประหลาดมากจริงๆ น้ำไม่เข้า ไฟไม่ไหม้ ดาบและกระบี่ทำอันตรายไม่ได้
แม้เมื่อเขาใช้ดาบเพลิงโลหิตฉางคงฟันลงไปเต็มแรง ก็ไม่สามารถทำอันตรายได้แม้แต่น้อย!
แต่นอกจากนี้ก็ไม่เห็นความพิเศษอื่นใดอีก ยิ่งเป็นเช่นนี้ลูเยี่ยกลับยิ่งไม่กล้าประมาท
ในที่สุดเขาจึงใช้เคล็ดวิชาลับที่สืบทอดมาจากบรรพจารย์กูเจียนหลู เพื่อผนึกกลิ่นอายของม้วนหนังสัตว์นี้ไว้โดยสิ้นเชิง หากเกิดความผิดปกติใดๆ ขึ้นมา ลูเยี่ยก็มีวิธีรับมือของตัวเอง
“ศิษย์น้องลู หากเจกังวลว่ากล่องดาบเจ็ดชุนมีปัญหา เจ้าสามารถมอบมันให้ข้าได้”
เยว่เหนิงจือนั่งลงข้างลูเยี่ย ส่งเสียงกระแสจิตว่า
“เจ้าสำนักบอกข้าแล้วว่า กล่องดาบเจ็ดชุนนี้เป็นตัวบ่อเกิดแห่งหายนะสำหรับเจ้า มันเป็นภัยคุกคามที่แฝงอยู่”
ภายใต้เรือนผมที่ยุ่งเหยิง แววตาของเยว่เหนิงจือใสกระจ่างบริสุทธิ์ แต่ยังคงคมกริบน่าเกรงขาม
ลูเยี่ยถามว่า “เป็นเจ้าสำนักที่สั่งให้ศิษย์พี่ทำเช่นนี้หรือ?”
เยว่เหนิงจือส่ายหน้า
“เป็นความคิดของข้าเอง ขาสัมผัสได้ว่าเจ้าสำนักให้ความสำคัญกับเจ้ามาก ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ข้าย่อมไม่อยากให้เจ้าเกิดเรื่องขึ้น”
ลูเยี่ยกล่าวอย่างซาบซึ้ง “ศิษย์พี่ช่างดีกับข้าจริงๆ”
เยว่เหนิงจือแก้ไขว่า
“ข้าเติบโตในสำนักมาตั้งแต่เด็ก สำนักก็คือบ้านของข้า ข้าไม่ได้ใส่ใจแค่เจ้าคนเดียว แต่ใส่ใจศิษย์ทุกคนของสำนัก!”
ดูเหมือนว่าตนเองจะเข้าใจผิดไปเอง
เยว่เหนิงจือกล่าว “เป็นอย่างไร? เจ้าจะลองพิจารณาข้อเสนอของข้าหรือไม่?”
ลูเยี่ยส่ายหน้าปฏิเสธ ไม่ใช่ว่าเขาให้ความสำคัญกับกล่องดาบเจ็ดชุนมากเกินไป แต่เพราะไม่ต้องการให้เยว่เหนิงจือ ‘รับเคราะห์’ แทนตนเอง!
เยว่เหนิงจือไม่ได้เกลี้ยกล่อมอีก นางลุกขึ้นแล้วเดินจากไปไม่ไกลนัก
ผู้อาวุโสห้าฉือเซียวมองเห็นทุกอย่างอยู่เงียบๆ แต่ก็ไม่ได้ส่งเสียงอะไร
ในช่วงเย็นของวันนั้น เรือสมบัติได้ลอยมาถึงด้านนอกของเขตหวงห้ามลึกลับที่สี่
“ในสถานที่แห่งนี้ไม่สามารถบินได้ ทุกคนจงตามข้ามาให้ดี”
“จงจำไว้ให้มั่น หากไม่มีคำสั่งจากข้า ห้ามลงมือทำอะไรโดยพลการเด็ดขาด!”
ผู้อาวุโสห้าฉือเซียว นำทางอยู่ด้านหน้า ลูเยี่ยพร้อมเหล่าศิษย์ทั้งหมดเดินตามอยู่ด้านหลัง
เยว่เหนิงจือกับลิ่วชิวอวี่ เดินตามอยู่ด้านหลังสุด
“สถานที่นี้ไม่มีอะไรแตกต่างจากเขตหวงห้ามลึกลับที่หกเลย…”
ลูเยี่ยสังเกตเห็นว่า เขตหวงห้ามลึกลับที่สี่ก็ถูกปกคลุมด้วยเงามืดที่แปลกประหลาดชนิดหนึ่งเช่นกัน
ท้องฟ้าและแผ่นดินที่กว้างใหญ่และรกร้าง การเดินเข้าไปก็เหมือนกับการเดินเข้าสู่โลกในยุคดึกดำบรรพ์ คล้ายคลึงกับเขตหวงห้ามลึกลับที่หกเหลือเกิน!
ในห้วงความคิดของลูเยี่ย เขาอดนึกถึงผู้พิทักษ์สุสานแห่งเทือกเขาเฉียนเฟิงและอีกาหัวขาว
อดไม่ได้ที่จะนึกถึงพวกวิญญาณราตรีพิศวงที่อาศัยอยู่ในเขตหวงห้ามลึกลับที่หก!
เทพวานรทมิฬสูงหมื่นจั้ง พยัคฆ์ขาวแบกดาบ เลือดปักษาดุร้ายที่มีปีกสีทองเปล่งประกาย…
อีกทั้งยังนึกถึงชายในอาภรณ์สีเขียว และบรรดาบุคคลลึกลับที่มาจากห้วงมิติกาลเวลา
“เพียงแต่ไม่รู้ว่าในห้วงลึกของเขตหวงห้ามลึกลับที่สี่นี้ จะมีอันตรายร้ายแรงคล้ายกันอยู่หรือไม่…”
ลูเยี่ยรำพึงเสียงต่ำ ตอนที่ชายในอาภรณ์สีเขียวจากไป เขาก็ได้เอ่ยเตือนเป็นพิเศษ
ว่าเขตหวงห้ามลึกลับที่หกมีภัยพิบัติแปลกประหลาดมากมาย บอกให้เขาอย่าได้เข้าไปโดยง่ายอีก
ลูเยี่ยย่อมไม่ลืมคำเตือนนี้ แต่ที่นี่เป็นเพียงเขตหวงห้ามลึกลับที่สี่ ลูเยี่ยก็ไม่แน่ใจว่าการมาครั้งนี้ของตน จะเผชิญกับเหตุผันผวนที่คาดไม่ถึงหรือไม่
“ศิษย์น้องลู ข้าเห็นเจ้าเงียบไป ไม่ใช่ว่ากำลังกังวลอยู่ในใจกระมัง?”
เหมิงฮ่าวกล่าวด้วยรอยยิ้มในน้ำเสียงของรุ่นพี่ที่ผ่านประสบการณ์มาแล้ว
“ไม่ต้องกลัวหรอก ในอาณาจักรต้าเฉียนนั้น เขตหวงห้ามลึกลับที่สี่ปลอดภัยที่สุด ตลอดหลายพันปีที่ผ่านมา กองกำลังใหญ่ต่างๆ ได้ทำความเข้าใจสถานการณ์ในเขตหวงห้ามนี้อย่างชัดเจนแล้ว”
“ตราบใดที่ไม่เข้าไปในสถานที่หวงห้าม อันตรายก็จะไม่เกิดเรื่องไม่คาดฝันอย่างแน่นอน”
ลูเยี่ยชำเลืองมองเหมิงฮ่าวแวบหนึ่ง
“ในเมื่อท่านมั่นใจถึงขนาดนั้น ข้าควรจะคืนถุงเก็บของสามใบที่ท่านให้ข้าดีหรือไม่?”
สีหน้าของเหมิงฮ่าวแข็งทื่อไป รีบกล่าวว่า
“อย่าเลย! ขากังวลว่าจะเกิดเรื่องไม่คาดฝัน เมื่อต้องต่อสู้กับกองกำลังอื่น!”
จากนั้นเขาก็หัวเราะคิกคัก
“อีกอย่าง ตราบใดที่ขากอดขาของศิษย์น้องลูไว้แน่น เมื่อออกไปแสวงหาโชค จะกลัวว่าจะไม่มีซุปให้ดื่มได้อย่างไร?”
ลูเยี่ยตบไหล่ของเหมิงฮ่าว “มีความทะเยอทะยานดี!”
ด้วยมีผู้อาวุโสห้าฉือเซียวผู้มากประสบการณ์เป็นผู้นำทาง ตลอดทางก็ไม่มีอุบัติเหตุใดๆ เกิดขึ้น
หลังจากผ่านไปหนึ่งก้านธูป พวกเขาก็มาถึงนอกหุบเขาสมุนไพรวิญญาณอย่างราบรื่น
หุบเขาแห่งนี้ตั้งอยู่ระหว่างเนินเขาเตี้ยสองลูก ทางเข้าถูกปกคลุมไปด้วยหมอกหนาทึบ
เมื่อลูเยี่ยและคณะมาถึง ก็มีกลุ่มคนจำนวนหนึ่งรออยู่ที่ด้านนอกหุบเขาอยู่แล้ว
“ฮ่าฮ่าฮ่า ฉือเซียว คราวนี้เป็นเจ้านำทีมอีกแล้วสินะ!”
ในกลุ่มคนเหล่านั้น มีชายวัยกลางคนเคราแพะในชุดนักพรตเดินออกมา หัวเราะพลางทักทายฉือเซียว
“โอ้ ที่แท้ก็เจ้าผู้พ่ายแพ้ใต้น้ำมือขานี่เอง สำนักเต๋าหลิงซูไม่มีคนแล้วหรือไร?”
ฉือเซียวมีสีหน้าเย็นชา เย้ยหยันอย่างไม่เกรงใจแต่อย่างใด
ในชั่วขณะนั้น สองกลุ่มคนจากสำนักกระบี่เก้าสวรรค์และสำนักเต๋าหลิงซู ต่างจ้องมองประเมินซึ่งกันและกัน
“ชายผู้นั้นคือ ‘เนี่ยเหวินชวน’ บุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักเต๋าหลิงซู ว่ากันว่าพื้นฐานของเขาลึกล้ำเกินหยั่งถึง เป็นอัจฉริยะที่หาตัวจับยากบนเส้นทางแห่งการฝึกฝน”
“แม้เขาจะเก่งกาจเพียงใด ก็ยังด้อยกว่าศิษย์น้องชิงหลีอยู่หนึ่งส่วน”
“จริงด้วย!”
ศิษย์ของสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ต่างพูดคุยกัน เกือบทั้งหมดมองไปที่คนคนเดียว นั่นคือเนี่ยเหวินชวน
บุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักเต๋าหลิงซู ชายหนุ่มในชุดนักพรตที่ดูอ่อนเยาว์
เขามีดวงตาและคิ้วที่สงบนิ่ง แววตาเปี่ยมด้วยพลัง รูปร่างสง่างามตรงตระหง่าน
เมื่อยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชนเหมือนนกกระเรียนที่โดดเด่นท่ามกลางฝูงไก่
แม้แต่บรรดาศิษย์จากสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ก็ยังต้องยอมรับว่า เนี่ยเหวินชวนเป็นผู้แข็งแกร่งที่พวกเขาไม่อาจมองข้าม ไม่มีใครกล้าที่จะดูแคลน
มีเพียงลิ่วชิวอวี่ที่หัวเราะเย็นชาออกมา
“ก็แค่ระดับที่สามารถต่อสู้กับข้าในอดีตได้แบบห้าสิบห้าสิบเท่านั้น!”
ส่วนในตอนนี้ อีกฝ่ายย่อมไม่คู่ควรเป็นศัตรูกับเขาผู้อยู่ในขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์
ในเวลาเดียวกัน ที่สำนักเต๋าหลิงซูก็มีการถกเถียงเกี่ยวกับศิษย์ของสำนักกระบี่เก้าสวรรค์
วาจาของพวกเขานั้นไม่สุภาพและเต็มไปด้วยกลิ่นอายของการปะทะ
เรื่องนี้เป็นเรื่องปกติระหว่างเจ็ดสำนักใหญ่แห่งต้าเฉียน ความสัมพันธ์ของพวกเขามักเป็นไปในรูปแบบของการแข่งขันและการเผชิญหน้ากันเสมอ
สำนักบางแห่งยังมีความขัดแย้งรุนแรงเหมือนน้ำกับไฟ!
“ฉือเซียว พวกเจ้าสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ช่างไร้มารยาทเหลือเกิน
ก็รู้แล้วว่าสำนักเต๋าหลิงซูของข้ากำลังติดตามจับกุมลูเยี่ย แต่พวกเจ้ากลับรับเขาเป็นศิษย์
นี่เป็นการไม่เห็นสำนักเต๋าหลิงซูของข้าอยู่ในสายตาเลย!”
ทางฝั่งสำนักเต๋าหลิงซู ชายวัยกลางคนเคราแพะพูดด้วยน้ำเสียงที่แข็งกร้าวราวกับกำลังตำหนิ
ฉือเซียวกล่าวเรียบเฉย
“สำนักกระบี่เก้าสวรรค์ของข้า เคยเห็นพวกเจ้าอยู่ในสายตาตั้งแต่เมื่อใดกัน?”
ช่างหยิ่งผยองยิ่งนัก!
แต่ลูเยี่ยกลับชอบมาก ผู้ฝึกกระบี่ต้องแข็งกร้าวเช่นนี้จึงจะถูกต้อง!
“ออกประกาศจับศิษย์น้องลูของข้ารึ?”
ลิ่วชิวอวี่เดินออกมาทันที และกล่าวอย่างดุดัน
“ศิษย์น้องลูของข้าอยู่ตรงนั้น พวกเจ้าสำนักเต๋าหลิงซูหากมีความกล้า ก็ลองมาจับเขาดูสิ”
ลูเยี่ยก็อยู่ที่นี่ด้วยหรือ?
ทางฝั่งสำนักเต๋าหลิงซูก็วุ่นวายขึ้นทันที เห็นได้ชัดว่ารู้สึกประหลาดใจ สายตาของพวกเขาทั้งหมดมองมา
ต้องยอมรับว่าศิษย์พี่ลิ่วผู้นี้เป็นผู้เชี่ยวชาญในการสร้างศัตรูจริงๆ!