บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 166 การแย่งชิงโอกาส
ลูเยี่ยพกสมบัติล้ำค่าจากเขตหวงห้ามลึกลับที่สี่ติดตัวมาด้วยสองชิ้น
หนึ่งคือกล่องดาบเจ็ดชุน อีกหนึ่งคือจานดาราอำพรางเวหา
และสิ่งที่เกิดความผิดปกติในตอนนี้ก็คือ จานดาราอำพรางเวหา นั่นเอง
สมบัติล้ำค่าที่ทำมาจากกระดองเต่า ‘เต๋าวิญญาณแห่งสุญญากาศ’ ตัวจานเป็นสีดำขนาดเท่าฝ่ามือ มีรูปร่างคล้ายเข็มทิศ บนผังมีลวดลายเต็มไปด้วยรอยจารึกวิถีซับซ้อนที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
เมื่อลูเยี่ยถือสมบัติชิ้นนี้ไว้ในมือ รอยจารึกวิถีบนพื้นผังเข็มทิศก็เรืองแสงเป็นจุดๆ คล้ายดวงตารวมตัวกันเป็นรูปลูกศรหมุนไปมา
ในที่สุดลูกศรก็ชี้ไปยังทิศทางลึกเข้าไปในภูเขา ลูเยี่ยอดประหลาดใจไม่ได้
เจ้าสำนักเวินซิวเจวียเคยกล่าวไว้ว่า การถือสมบัติล้ำค้านี้จะสามารถผ่านทะลวงเข้าไปในพื้นที่หมอกที่แปลกประหลาดผิดธรรมดาบางแห่งในเขตหวงห้ามลึกลับที่สี่ได้ แม้จะถูกขังอยู่ในที่ใดก็ตาม ด้วยสมบัติล้ำค้านี้ย่อมสามารถค้นหาเส้นทางเพื่อเอาชีวิตรอดได้
แต่ตอนนี้พวกเขากำลังอยู่ในหุบเขาสมุนไพรวิญญาณ ทิศทางที่เข็มทิศซ่อนเร้นชี้ไปนี้บ่งบอกถึงอะไรกันแน่?
ลูเยี่ยถาม “ศิษย์พี่เหมิง ในหุบเขาสมุนไพรวิญญาณนี้มีที่อันตรายใดๆ หรือไม่?”
เหมิงฮ่าวส่ายหน้าและให้คำตอบที่ยืนยัน “ไม่มี”
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ดินแดนลับหุบเขาสมุนไพรวิญญาณจะเปิดทุกๆ สิบปีครั้ง และถูกสำรวจซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนนับไม่ถ้วน อย่าว่าแต่อันตรายเลย แม้แต่ ‘วิญญาณราตรีพิศวง’ ที่เคยอาศัยอยู่ในดินแดนลับก็ถูกสังหารไปจนหมดสิ้นแล้ว
เหมิงฮ่าวกล่าวว่า
“ศิษย์น้องลู เจ้าสามารถถือว่าที่นี่เป็นสวนสมุนไพรธรรมชาติได้ ทุกๆ สิบปีจะมีสมุนไพรวิญญาณเกิดใหม่หนึ่งชุด อันตรายที่แท้จริงมีเพียงคู่แข่งคนอื่นๆ เท่านั้น”
ลูเยี่ยพยักหน้าเล็กน้อย
“ถ้าเช่นนั้นก็ทำตามแผนเดิม ทุกคนแยกกันปฏิบัติการ หากเผชิญกับการคุกคามจากคู่ต่อสู้คนอื่นๆ ก็ให้ใช้สัญลักษณ์ประจำสำนักติดต่อกัน”
ทุกคนในสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ต่างพากันตอบรับ ข้อเสียของการเคลื่อนไหวรวมกันคือเป็นการยากที่จะเก็บสมุนไพรวิญญาณได้มากพอ
ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นศิษย์ของสำนักใดก็ตาม เมื่อออกตามหาสมุนไพรวิญญาณ พวกเขาล้วนแยกย้ายกันปฏิบัติการ
“อีกสามวันพวกเราจะมารวมตัวกันที่ทางเข้า”
เมื่อกล่าวจบทุกคนก็แยกย้ายกันต่างคนต่างลงมือปฏิบัติการ ขุนเขาทอดยาวต่อเนื่องกันมองไปสุดสายตาก็ไม่เห็นปลายทาง
ลูเยี่ยเดินทางไปตามภูเขา ใช้ ‘เคล็ดวิชาลับฮวงจุ้ย’ ดูตำแหน่งดวงดาวบนท้องฟ้าพิจารณาทิศทางฮวงจุย ระหว่างทางเขาก็พบสมุนไพรวิญญาณมากมาย
จริงอยู่ที่ทั้งหมดล้วนหายากแทบจะไม่พบเห็นในโลกภายนอก แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่ถึงกับมีค่ามากนัก
หากแบ่งตามระดับขั้นก็จัดอยู่ในสมุนไพรวิญญาณระดับตำหนักวิญญาณเท่านั้น
ไม่น่าแปลกใจเลยที่ผู้อาวุโสจากแต่ละสำนักล้วนเลือกที่จะรออยู่ข้างนอก
ชัดเจนว่าพวกเขาถือว่า ‘หุบเขาสมุนไพรวิญญาณ’ เป็นเพียงสถานที่สำหรับให้ศิษย์ของแต่ละฝ่ายมาฝึกฝนเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้ ลูเยี่ยจึงมุ่งหน้าไปยังใจกลางภูเขาลึก บางครั้งก็เก็บเกี่ยวสมุนไพรวิญญาณได้หนึ่งต้น
ในระหว่างนั้น ลูเยี่ยก็ยังบังเอิญเจอกับบรรดาศิษย์ของสำนักวิญญาณราชันย์ดาราและตระกูลเซี่ยบางคน
สิ่งที่ทำให้ลูเยี่ยพูดไม่ออกก็คือ เพียงแค่พวกนั้นเห็นเขาแต่ไกล พวกเขาก็รีบถอยหนีไปอย่างไม่ลังเล
ดูเหมือนพวกเขาจะเห็นตนเป็นอสูรร้าย พยายามหลีกเลี่ยงให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้
ภายในเวลาเพียงครึ่งวัน ลูเยี่ยก็เก็บสมุนไพรวิญญาณที่หายากได้เกือบร้อยชนิดแล้ว!
ผลลัพธ์เช่นนี้ทำให้ลูเยี่ยรู้สึกติดใจในรสชาติความสำเร็จ ไม่มีอันตรายและไม่มีใครแข่งขันกับเขา ใครพบก็เป็นของคนนั้น เป็นธรรมชาติที่จะยิ่งมากยิ่งดี!
“หืม? นี่มันสมุนไพรเถาเงินมรกตชั้นดีนี่นา!”
ใกล้หน้าผาชันแห่งหนึ่ง ดวงตาของลูเยี่ยเปล่งประกาย เขามองเห็นสมุนไพรวิญญาณต้นหนึ่งที่หยั่งรากลึกลงไปในรอยแยกของหน้าผา
“ดูจากอายุแล้ว อย่างน้อยอายุก็ต้องร้อยปี!”
ลูเยี่ยพุ่งทะยานไปที่นั่นทันที การฝึกฝนในสำนักกระบี่เก้าสวรรค์เจริญ ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องทรัพยากรในการฝึกฝนจริงๆ
แต่ท้ายที่สุดแล้วก็เป็นเพียงชั่วคราวเท่านั้น เขานั่งสมาธิฝึกฝนในเรือนเมฆาเขียว เพียงแค่การดูดซับปราณวิญญาณที่รวมตัวกันในสายแร่พลังวิญญาณก็ไม่เพียงพอแล้ว
ทุกวันยังต้องใช้หินวิญญาณระดับสูงราวสามสิบก้อน
จนถึงตอนนี้ หินวิญญาณระดับสูงที่สะสมไว้ติดตัวก็ถูกใช้ไปเกือบหมดแล้ว
ส่วนของรางวัลที่ได้มาจากการเอาชนะศัตรูก่อนหน้านี้ ส่วนใหญ่เป็นสมบัติล้ำค้าระดับแกนทองคำ และสมุนไพรวิญญาณที่จำเป็นสำหรับการรักษาบาดแผล
หินวิญญาณและสมุนไพรวิญญาณที่จำเป็นสำหรับการฝึกฝนนั้น มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้น
ลูเยี่ยก็เข้าใจดี ใครเล่าจะนำทรัพย์สมบัติทั้งหมดติดตัวมาเวลาออกไปฝึกฝน
โดยเฉพาะครั้งนี้ที่มาที่เขตหวงห้ามลึกลับที่สี่ ทุกคนล้วนมาเพื่อแสวงหาโชควาสนา จนแทบอยากถือเพียงกระสอบเปล่ามาเท่านั้น
ใครเล่าจะนำทรัพยากรฝึกฝนที่ไม่จำเป็นมากมายเหล่านั้นมาด้วย?
ในชั่วพริบตา ลูเยี่ยก็มาถึงด้านหนึ่งของหน้าผานั้น
“สหายเต๋าลู ข้าก็หมายตาสมุนไพรเถาเงินมรกตนี้เช่นกัน”
ทันใดนั้น เสียงหนึ่งก็ดังมาจากบนหน้าผา ลูเยี่ยเงยหน้าขึ้นมอง เห็นชายหนุ่มผมสีเทาปรากฏตัว
ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากฮวาเทียนเฟิ่ง ศิษย์หลักแห่งสำนักดาบพันราตรี!
“ช่างบังเอิญเหลือเกิน” ลูเยี่ยหัวเราะพลางกล่าว
“ถ้าเช่นนั้น ท่านคิดว่าควรจะแบ่งกันอย่างไรดี?”
ดวงตาของฮวาเทียนเฟิ่งฉายแววคมกริบราวสายฟ้า กล่าวว่า
“ต่อสู้กันสักตั้งดีหรือไม่?”
ลูเยี่ยนวดคิ้วของตนเอง ถอนหายใจพลางกล่าวว่า
“ท่านให้ความเคารพตระกูลลู และเคารพนับถือท่านอารองของข้าแล้ว ข้าจะกล้าลงมือกับท่านได้อย่างไร?”
เขาชี้ไปที่สมุนไพรวิญญาณต้นนั้น “ท่านเอาไปเถิด”
ฮวาเทียนเฟิ่งส่ายหน้าพลางกล่าว
“โอกาสไม่ใช่สิ่งที่ควรจะมอบให้กัน ข้าไม่ยอมรับการเสียสละเช่นนี้”
ลูเยี่ยหัวเราะพลางกล่าว “มองออกแล้ว ท่านแค่อยากต่อสู้เท่านั้น!”
เขากระโดดขึ้นไปบนหน้าผา กล่าวว่า “ถ้าเช่นนั้นก็มาประลองกันหน่อย!”
เมื่อเพิ่งได้พบกับฮวาเทียนเฟิ่ง ลูเยี่ยก็สังเกตเห็นแล้วว่า ผู้ฝึกดาบที่สังหารปีศาจมาสิบเก้าปีผู้นี้ไม่ธรรมดาอย่างยิ่ง
เป็นผู้ฝึกดาบที่มีพรสวรรค์แต่กำเนิด พลังดาบอันแข็งแกร่งและดุดันของเขาถูกเก็บซ่อนไว้ภายใน ราวกับดาบที่ถูกเก็บไว้ในฝัก
คนอื่นอาจมองไมออก แต่ลูเยี่ยกลับรู้สึกได้ว่า กลิ่นอายแห่งความโหดร้ายรุนแรงบนร่างของคนผู้นี้น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง!
ฮวาเทียนเฟิ่งชักดาบออกจากฝัก สายตาเยือกเย็น “เชิญ!”
ในชั่วขณะนั้น ร่างกายของเขาก็ราวกับกลายเป็นดาบสวรรค์คมกริบ พุ่งทะลุฟ้าฉีกทำลายเมฆหมอกบนท้องฟ้า
พลังบำเพ็ญขอบเขตแกนทองคำขั้นปลายนั้น แม้แต่ปรมาจารย์ยุทธแห่งโลกมนุษย์บางคนที่อยู่ในขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์ ก็ยังไม่น่าสะพรึงกลัวเท่า!
“ข้าก็ชำนาญวิชาดาบเช่นกัน แต่ในฐานะศิษย์ของสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ ข้าย่อมต้องใช้วิถีกระบี่เข้าสู้”
ลูเยี่ยยกมือขึ้น กระบี่เล่มหนึ่งก็ปรากฏออกมา กระบี่ยาวสามฉือสองชุน ตัวกระบี่ใสสะอาดราวหิมะ เหมือนน้ำใสในฤดูใบไม้ร่วง
เมื่อถูกจับอยู่ในมือของลูเยี่ย ประกายคมกระบี่อันบางราวกับปีก ก็แผ่รัศมีสีแดงเพลิงอันเจิดจ้าออกมาอย่างเงียบๆ
กระบี่เล่มนี้มีชื่อว่า ‘เมฆาสีชาด’ เช่นเดียวกับดาบซิงหลิว ทั้งสองล้วนเป็นผลงานฝีมือของเฒ่าจ้าว
เป็นที่น่าเสียดาย ในคืนที่ผู้อาวุโสใหญ่นอกสำนักเซี่ยงชิงโจวพยายามลอบสังหารลูเยี่ยนั้น ดาบซิงหลิวได้ถูกทำลายไปแล้ว
ฮวาเทียนเฟิ่งอดไมไหวจึงถามว่า “สรุปท่านเป็นผู้ฝึกดาบ หรือว่าเป็นผู้ฝึกกระบี่กันแน่?”
ลูเยี่ยหัวเราะและตอบว่า “หากท่านชนะได้ ข้าจะบอกท่านเอง”
ฮวาเทียนเฟิ่งพยักหน้า “ได้!”
ทั้งสองยืนเผชิญหน้ากันบนหน้าผา ห่างกันสิบจั้ง ชั้นเมฆลอยอยู่กลางอากาศอย่างสวยงามนั้น ทันใดนั้นก็แตกสลายหายไปอย่างไร้เสียง
และฮวาเทียนเฟิ่งค่อยๆ ยกดาบยาวในมือขึ้น
ปัง!
ห้วงอากาศก็แตกออกราวกับผืนผ้าที่ฉีกขาด เผยให้เห็นรอยแยกขนาดมหึมา
ภาพนรก กองศพ และทะเลเลือดก็ปรากฏขึ้น ย้อมทั่วทุกสารทิศให้เป็นสีแดง
นี่คือพลังอาถรรพ์ที่แปรสภาพมาจากกลิ่นอายสังหารบนตัวฮวาเทียนเฟิ่ง!
พลังสังหารที่ทั้งเฉียบขาดและไร้เทียมทาน ได้แผ่ซ่านออกมาจากตัวของฮวาเทียนเฟิ่ง ตรึงเป้าหมายไปที่ลูเยี่ยอย่างแน่นหนา
แรงกดดันนั้นทำให้ลูเยี่ยอดไม่ได้ที่จะนึกถึงคนคนหนึ่ง…
ผู้อาวุโสใหญ่นอกสำนักเซี่ยงชิงโจวแห่งสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ ในคืนที่ถูกลอบสังหารนั้น
เชี่ยงชิงโจวผู้อยู่ในขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์ขั้นปลาย ได้บดขยี้ลูเยี่ยอย่างสิ้นเชิง!
และในตอนนี้ ขอบเขตแกนทองคำขั้นปลายผู้ฝึกดาบอย่างฮวาเทียนเฟิ่ง กลับมีพลังอำนาจเทียบเท่ากับเชี่ยงชิงโจว ช่างน่าหวาดกลัวเหลือเกิน!
บุตรศักดิ์สิทธิ์เนี่ยเหวินชวนแห่งสำนักเต๋าหลิงซู และเชี่ยงเจียนซงแห่งราชวงศ์เซี่ยง ไม่สามารถเทียบกับฮวาเทียนเฟิ่งได้เลย
ลูเยี่ยรู้สึกแสบร้อนที่ผิวหนังเล็กน้อย ขณะที่ดวงตาของเขาลุกโชนและเปล่งประกายสว่างไสว
เป็นไปตามที่เขาคาดไว้ ฮวาเทียนเฟิ่งมีพรสวรรค์พิเศษและมีรากฐานอันแข็งแกร่ง
หากถูกบรรพจารย์เหล่านั้นได้พบเห็น ก็คงจะให้ความสนใจเป็นพิเศษอย่างแน่นอน!
ในขณะที่ความคิดผุดขึ้นมา ลูเยี่ยก็หมุนข้อมือที่กำด้ามกระบี่ ปลายคมกระบีวาดผ่านอากาศ ชี้ตรงไปยังฮวาเทียนเฟิ่ง
ในชั่วขณะนี้ บรรยากาศรอบกายลูเยี่ยก็เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน