บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 167 การสอดแนม
สายลมพัดผ่านเหนือหน้าผา ชุดคลุมของลูเยี่ยสะบัดพลิ้ว เหนือร่างที่สูงสง่ามีแสงรุ้งสีครามสายหนึ่งแปรเปลี่ยนเป็นวงแหวนศักดิ์สิทธิ์โอบล้อมอยู่ด้านหลัง
พร้อมกับเสียงกระบี่ที่ดังกังวาน พลังปราณรอบตัวลูเยี่ยก็คำรามราวกับห้วงโกลาหล ปลดปล่อยเจตจำนงดาบแห่งวิถีและพลังลมปราณแห่งการทำลายล้างอันทรงอำนาจ ห้วงอากาศสั่นสะเทือน เสียงกระบี่ร้องกึกก้องราวกับคลื่นซัดเข้าฝั่ง พลังกดดันอันน่าสะพรึงกลัวที่แผ่ออกมาจากร่างของฮวาเทียนเฟิ่งถูกต้านทานไว้ด้วยพลังของลูเยี่ยอย่างแข็งแกร่ง
เมื่อพลังปราณทั้งสองปะทะกัน ทำให้บนหน้าผาดังเสียงราวกับฟ้าร้องกึกก้องกัมปนาทสนั่นหวั่นไหว ดวงตาของฮวาเทียนเฟิ่งฉายแววคมกริบ แล้วชักดาบออกทันที
ขณะที่ดาบยักษ์ที่มีนามว่า ยมทูตพิโรธ ในมือของเขาถูกฟันออกไป เจตจำนงดาบที่สะสมมานานบนตัวดาบก็ระเบิดออกมาอย่างรุนแรง บนหน้าผาปรากฏปราณดาบยาวร้อยจั้งขึ้น ปราณนั้นเต็มไปด้วยแสงสีแดงฉานราวกับเลือดพุ่งเข้าโจมตี เสียงดาบคำรามดังมังกรคำราม พลังสังหารอันน่าสะพรึงกลัวสั่นสะเทือนไปทั่วทิศทาง
คลื่นปราณดาบยาวร้อยจั้งยังไม่ได้ฟันลงมา แต่พื้นดินใต้เท้าของลูเยี่ยก็แตกร้าวระเบิดออกทีละนิด แม้แต่ห้วงอากาศโดยรอบก็ถูกฉีกออกเป็นรอยแยกนับไม่ถ้วน
ลูเยี่ยสะบัดชายเสื้อคลุม เหวี่ยงกระบี่ฟันออกไป กระบี่เมฆาสีชาดที่ใสสะอาดและสว่างไสวแผ่รัศมีราวกับแสงอาทิตย์อัสดงอันงดงามตระการตา เมื่อมองจากระยะไกลบนยอดหน้าผาราวกับมีแสงสีแดงเพลิงลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า ส่องสว่างนภาบริเวณนั้น ปราณกระบี่อันไร้เทียมทานดูประหนึ่งจะเผาผลาญทุกสิ่ง หลอมละลายสรรพสิ่งให้เป็นเถ้าถ่าน!
ในชั่วพริบตา ดาบและกระบี่ก็ปะทะกัน บนยอดหน้าผาเกิดการระเบิดของเปลวไฟแสงจ้าอย่างรุนแรง แต่กลับปรากฏเป็นภาพสองฉากที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แสงดาบเหมือนเป็นนรกสีเลือดที่กำลังพลุ่งพล่าน แผ่ขยายย้อมห้วงอากาศให้แดงฉาน ส่วนปราณกระบี่ราวกับดาวตกที่ระเบิดและร่ายรำในท้องฟ้ายามค่ำคืน โปรยปรายเส้นไฟที่งดงามและเจิดจรัสออกมานับไม่ถ้วน
ฮวาเทียนเฟิ่งยืนนิ่งอยู่กับที่ไมขยับเขยื้อน มีเพียงดาบยมทูตพิโรธในมือที่ส่งเสียงครางต่ำคล้ายเสียงหวีดร้อง ส่วนร่างของลูเยี่ยนั้นถูกกระแทกถอยหลังไปกว่าสิบก้าว ทุกย่างก้าวที่เหยียบลงไปบนพื้นก็จะปรากฏรอยเท้าที่จมลึกอย่างรุนแรง เมื่อยืนมั่นแล้วพลังเลือดลมก็พลุ่งพล่าน หน้าผานั้นดูเหมือนจะทนต่อแรงกระแทกไม่ไหวก็ถล่มลงไปส่วนหนึ่ง
หนึ่งคนไม่ขยับเขยื้อน อีกคนถูกกระแทกถอยหลังไปกว่าสิบก้าว ความแตกต่างเห็นได้ชัด
แต่ที่ระหว่างคิ้วของฮวาเทียนเฟิ่งกลับปรากฏแววตกใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่แทบจะไม่เคยเห็น ดาบแรกของเขาไม่ได้เก็บพลังไว้เลย เคยมีปีศาจไม่น้อยที่แข็งแกร่งเทียบเท่าขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์ล้วนทนรับไม่ไหวและถูกสังหารทันที ลูเยี่ยเด็กหนุ่มขอบเขตตำหนักวิญญาณเช่นนี้กลับสามารถต้านไว้ได้ แม้จะดูเหมือนถูกแรงกระแทกจนต้องถอยร่นไป แต่มันก็เกินความคาดหมายของฮวาเทียนเฟิ่งไปมาก
“มาอีก!”
ทันใดนั้นลูเยี่ยที่อยู่ห่างออกไปก็หัวเราะเบาๆ แล้วพุ่งเข้าโจมตี เขาก้าวเหยียบบนเศษหินที่แตกร้าวพลางพุ่งเข้าใส่ ทุกย่างก้าวที่ก้าวออกไป เจตจำนงกระบี่บนร่างเขาก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้นอีกส่วนหนึ่ง เมื่อก้าวเท้าถึงก้าวที่เก้า ร่างทั้งร่างของเขาได้แปรเปลี่ยนกลายเป็นสายฟ้าแห่งเจตจำนงกระบี่ที่แหลมคม ทะลุทะลวงฟ้าดิน! แข็งแกร่งกว่าเมื่อครู่อีก!
ฮวาเทียนเฟิ่งเต็มไปด้วยความประหลาดใจแต่ไม่ลังเลแม้แต่น้อย เขาเหวี่ยงดาบฟาดฟันออกไป ดาบยมทูตพิโรธได้วาดเป็นปราณดาบอันคมกริบและหาที่เปรียบไม่ได้ออกมา เจตจำนงดาบประหนึ่งนรกอเวจีเต็มไปด้วยเจตนาสังหารที่บริสุทธิ์และดุดัน ส่วนกระบี่ของลูเยี่ยราวกับดวงอาทิตย์ที่กำลังลุกไหม้ร่วงหล่นจากขอบฟ้า แผดเผาอย่างรุนแรง ปลดปล่อยแสงเจิดจ้าออกมานับหมื่นจั้ง
บนหน้าผาเสียงดาบครวญครางราวกับน้ำเดือด เสียงกระบี่ดังเป็นระลอกคลื่น เสียงปะทะอันดังสนั่นหูแผ่ขยายออกไปทั่วทุกทิศจากบนหน้าผา ก้องกังวานอยู่ระหว่างหุบเขาและเทือกเขา เมื่อทั้งหมอกควันและแสงสีแดงกลับคืนสู่ความเงียบสงบ บริเวณบนหน้าผาเต็มไปด้วยร่องรอยของดาบและกระบี่ตัดกันไปมาเหมือนร่องลึก พลังลมปราณของฮวาเทียนเฟิ่งยิ่งแหลมคมและดุดันมากขึ้น ผมสีเทายาวปลิวไสว เขายืนนิ่งอยู่กับที่
ส่วนกระบี่ในมือของลูเยี่ยสั่นสะท้าน มุมปากมีเลือดไหลซึมออกมาเล็กน้อย ครั้งนี้เขาไม่ได้แสร้งทำ ในการประลองครั้งนี้เขายังคงอยู่ในสถานะเสียเปรียบ ถูกปราณดาบทำร้ายอวัยวะภายในจนบาดเจ็บ!
ฮวาเทียนเฟิ่งจ้องมองลูเยี่ยอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “สมุนไพรวิญญาณต้นนั้นเป็นของท่านแล้ว”
ด้วยพลังบำเพ็ญขอบเขตแท่นทองคำขั้นปลาย ถึงแม้จะชักดาบติดต่อกันถึงสองครั้ง แต่ก็ยังไม่สามารถเอาชนะลูเยี่ยที่อยู่ในขอบเขตตำหนักวิญญาณได้ ทำให้ฮวาเทียนเฟิ่งรู้สึกไม่สงบในใจ ตั้งแต่ฝึกฝนมาจนถึงตอนนี้เขายังไม่เคยพบคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งที่ท้าทายสวรรค์เช่นนี้มาก่อน ไม่มีใครเทียบได้ ไม่ต้องคิดเลยหากลูเยี่ยมีพลังบำเพ็ญขอบเขตแท่นทองคำ เขาจะต้องพ่ายแพ้อย่างแน่นอน!
ลูเยี่ยเช็ดคราบเลือดที่มุมปากและกล่าวว่า “อีกครั้ง!”
“ยังจะเอาอีกหรือ?”
ฮวาเทียนเฟิ่งรู้สึกแปลกใจ แต่เมื่อมองสบกับดวงตาที่แน่วแน่และเจิดจ้าของลูเยี่ยเขาก็เข้าใจ ไม่จำเป็นต้องถามอีก ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรอีก นี่คือการต่อสู้เพื่อมหาวิถี! ผู้ฝึกกระบี่ไม่ยอมแพ้หรือ? ผู้ฝึกดาบย่อมไม่มีทางถอยใดเช่นกัน!
พลังลมปราณทั่วร่างของฮวาเทียนเฟิ่งแข็งแกร่งขึ้นอีกครั้ง ชูดาบฟันออกไป บนหน้าผาภาพนองเลือดปรากฏขึ้น แสงดาบที่สว่างวาบราวกับผ้าไหมก็พุ่งผ่านไปในพริบตา ในเวลาเดียวกันเจตจำนงกระบี่แห่งวิถีสายหนึ่งพลันพุ่งขึ้นสูง หนักแน่นราวกับภูเขากระบี่อันสูงตระหง่านที่ผุดขึ้นมาจากพื้นดิน ดาบและกระบี่ปะทะกัน เสียงคำรามดังสนั่นฟ้า ท่ามกลางควันและแสงสีที่โหมกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง ร่างของลูเยี่ยลอยกระเด็นออกไป แต่ยังไม่ทันจะกระแทกพื้นเขาก็ใช้มือข้างหนึ่งยันกระบี่ไว้ พยุงร่างกายไว้ไม่ยอมล้มลง
เพียงแต่ใบหน้าหล่อเหลาของเขากลับซีดขาวไปมาก นิ้วมือที่กุมกระบี่มีเลือดไหลจนชุ่มโชกไปทั่วด้ามกระบี่ ในทางกลับกันฮวาเทียนเฟิ่งยังคงแข็งแกร่งเหมือนเดิม! เพียงแต่ระหว่างคิ้วและดวงตาของเขาปรากฏแววซับซ้อนขึ้นเล็กน้อย มีทั้งความชื่นชมและความสับสน เพราะการโจมตีครั้งที่สามนี้เขาไม่ได้เก็บพลังไว้เลย ใช้พลังทั้งหมดอย่างเต็มที่! และเขายังใช้เคล็ดวิชาสังหารที่แท้จริง ฮวาเทียนเฟิ่งจะสู้แบบเอาเป็นเอาตายเช่นนี้ก็ต่อเมื่อต่อสู้กับศัตรูระดับหัวหน้าเท่านั้น แต่ลูเยี่ยเป็นเพียงแค่ผู้ฝึกกระบี่ที่มีพลังบำเพ็ญของขอบเขตตำหนักวิญญาณ กลับรับมือดาบนี้ได้อย่างยากลำบาก!
แน่นอนว่าลูเยี่ยได้รับบาดเจ็บไม่น้อยแต่ก็ยังไม่ถึงกับพ่ายแพ้ นี่แทบจะพลิกความเข้าใจของฮวาเทียนเฟิ่งโดยสิ้นเชิง! จะให้เขาไม่ชื่นชมได้อย่างไร?
“การมีศิษย์เช่นท่าน ถือเป็นโชคดีของสำนักกระบี่เกาสวรรค์!” ฮวาเทียนเฟิ่งเก็บดาบเข้าฝัก ประสานมือและกล่าวว่า “ข้าได้รับการชี้แนะมากมายแล้ว”
“ได้รับการชี้แนะหรือ?” ลูเยี่ยค่อยๆ ยืดตัวตรง กล่าวว่า “ผู้ฝึกดาบทั้งหมดล้วนถ่อมตัวเช่นนี้เหมือนกันหมดหรือ?” นัยน์ตาของเขาเปล่งประกายพร้อมที่จะลงมือ “อยากจะลองอีกสักตั้งหรือไม่?”
ฮวาเทียนเฟิ่งส่ายหน้า “ดาบสามกระบวนท่าก็เพียงพอแล้ว หากยังจะประมือกันอีกก็จะเป็นการต่อสู้เพื่อความเป็นความตาย ข้าไม่มีความแค้นกับท่านจึงไมอาจลงมือได้”
ลูเยี่ยยังคงไม่ยอมแพ้ กล่าวว่า “ไม่เป็นไร การต่อสู้เพื่อความเป็นความตายก็ได้ ผลที่ตามมาทั้งหมดข้าจะรับผิดชอบเอง!” นับตั้งแต่ที่เขาตื่นจากภวังค์หลับใหลจนถึงบัดนี้ เขายังไม่เคยพบคู่ต่อสู้ที่คู่ควรให้ประลองฝีมือจริงๆ เลยสักคน มีเพียงครั้งนี้เท่านั้นที่ประลองกับฮวาเทียนเฟิ่งที่ทำให้เขารู้สึกถึงความพ่ายแพ้และความยากลำบากที่แท้จริง ในใจของเขากลับไม่ตกใจ แต่กลับยินดี เขาย่อมไม่อยากปล่อยโอกาสนี้ให้เปล่าประโยชน์
ฮวาเทียนเฟิ่งยิ้มพลางส่ายหน้า “เอาไว้มีโอกาสค่อยว่ากันอีกที” เขาหันตัวจากไป เพียงชั่วพริบตาก็หายลับไปจากสายตา ลูเยี่ยเดิมทีตั้งใจจะลงมือทันที ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องประลองกับฮวาเทียนเฟิ่งอีกครั้ง แต่เห็นได้ชัดว่าฮวาเทียนเฟิ่งมองทะลุความคิดของเขา จึงเดินหนีไปอย่างรวดเร็ว
“ถ้ามีโอกาสลงมืออีกในอนาคต คงจะไม่เหมือนเดิมแล้ว” ลูเยี่ยพึมพำกับตัวเองแล้วก็ยิ้มออกมา การต่อสู้ครั้งนี้ทำให้เขารู้สึกอย่างชัดเจนว่า ศักยภาพที่ซ่อนอยู่ภายในตัวได้ถูกขุดค้นออกมาเพิ่มมากขึ้น! หากไม่มีอะไรผิดพลาด เมื่ออาการบาดเจ็บหายดีแล้ว พลังบำเพ็ญของตนเองจะต้องมีความก้าวหน้าอย่างเห็นได้ชัด นี่คือข้อดีของการประลองกับผู้แข็งแกร่ง!
“พักรักษาบาดแผลก่อนดีกว่า” หลังจากที่ลูเยี่ยเก็บสมุนไพรเถาเงินมรกตไปแล้ว เขาก็หาถ้ำหนึ่งบนภูเขาและนั่งขัดสมาธิเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บ เวลาค่อยๆ ผ่านไปทีละน้อย
ส่วนบนหน้าผาแห่งนั้น ก้อนหินและพืชพรรณที่ถูกทำลายในการต่อสู้ก่อนหน้านี้ก็กลับฟื้นคืนสภาพอย่างเงียบๆ โดยไม่มีใครรับรู้ ในที่สุดก็ไม่เหลือร่องรอยความเสียหายใดๆ เลยแม้แต่น้อย ราวกับว่าการต่อสู้ระหว่างลูเยี่ยกับฮวาเทียนเฟิ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ในขณะที่ลูเยี่ยกำลังนั่งสมาธิฝึกฝนอยู่ จู่ๆ หัวใจของเขาก็เกิดความรู้สึกสั่นสะท้านขึ้นมา ราวกับมีดวงตาคู่หนึ่งจากที่ใดที่หนึ่งที่ไม่สามารถรับรู้ได้ กำลังจ้องมองมาที่เขาจากระยะไกล!
ลูเยี่ยค่อยๆ ลืมตาขึ้น ความรู้สึกสั่นสะท้านนั้นก็หายไปในทันที แต่ลูเยี่ยแน่ใจว่าเมื่อครู่ไม่ใช่ภาพหลอนอย่างแน่นอน เขายกมือขึ้นหยิบเข็มทิศออกมา ปรากฏว่าเข็มทิศนี้เกิดความผิดปกติอีกครั้ง ‘ลูกศร’ ที่รวมตัวกันจากแสงสีจางๆ บนพื้นผิว ชี้ไปที่ส่วนลึกของภูเขาหุบเขาสมุนไพรวิญญาณอีกครั้ง