บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 179 หญิงสาวในอาภรณ์สีเขียว
บทที่ 179 หญิงสาวในอาภรณ์สีเขียว
ชิวเซิ่งขมวดคิ้วกล่าวว่า “เพียงแค่วิญญาณส่วนหนึ่งที่หลงเหลืออยู่ของเซี่ยงอวิ๋นเทียนเท่านั้น แล้วเหตุใดเจ้าจึงสรุปว่า ข้าไม่ใช่บรรพชนหลินชวน?”
เห็นได้ชัดว่าเขาไม่สามารถยอมรับเรื่องนี้ได้!
ลู่เยี่ยกล่าวว่า “เจ้าตอบข้าก่อน ทำไมถึงได้จับตาดูข้าตั้งแต่แรก”
ชิวเซิ่งขมวดคิ้วเล็กน้อย “เจ้าคิดว่า เจ้ายังมีคุณสมบัติพอที่จะต่อรองกับข้าหรือ?”
น้ำเสียงของเขาฟังดูไม่ใส่ใจ แต่พร้อมกับเสียงที่ดังก้องไปมา จิตสังหารอันน่าสะพรึงกลัวได้ตรึงเป้าหมายไปที่ลู่เยี่ยอย่างแน่นหนา
ลู่เยี่ยไม่ได้แสดงท่าทีตอบสนอง
“แล้วเจ้ารู้หรือไม่ว่า ดาบพิชิตมารที่อยู่ในกล่องดาบนั้นเคยเกิดการเปลี่ยนแปลงผิดปกติในมือของข้า?”
เขาพลิกฝ่ามือขึ้น กล่องดาบเจ็ดชุ่นก็ปรากฏขึ้นมา
“การเปลี่ยนแปลงผิดปกติหรือ?”
ชิวเซิ่งรู้สึกประหลาดใจทันที “ดาบเล่มนี้นอกจากมีพลังลมปราณที่รุนแรงและดุร้าย ที่จะกัดกร่อนจิตเทวะและจิตใจแล้ว หรือว่ายังมีสิ่งอื่นอีกหรือ…”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ เขาก็ปิดปากเงียบไปทันที
ลู่เยี่ยกล่าวว่า “ดูเหมือนว่าเจ้าไม่รู้ความลับที่แท้จริงของดาบเล่มนี้จริง ๆ”
ชิวเซิ่งขมวดคิ้ว เขารู้สึกไม่สบายใจเป็นอย่างยิ่ง อดรู้สึกไม่ได้ว่าในระหว่างการสนทนาครั้งนี้ ตนเองกำลังถูกลู่เยี่ยควบคุมอยู่
แต่ในที่สุด เขาก็ยิ้มพลางกล่าวว่า “รอให้ข้าได้แย่งชิงร่างของเจ้า ความลับอะไรข้าจะไม่รู้เชียว?”
ในชั่วขณะนั้น จิตสังหารจากร่างของชิวเซิ่งก็แผ่ครอบคลุมท้องฟ้าราวกับมหาสมุทร ปกคลุมบริเวณใกล้เคียงไว้ทั้งหมด
อารมณ์ของเขาก็เปลี่ยนไปเช่นกัน ภายในดวงตาทั้งสองข้างมีแสงสีเลือดแปลกประหลาดส่องประกายออกมา ราวกับจะดึงดูดวิญญาณ
“หากเจ้าลงมือ ดาบเล่มนี้ก็จะต้องถูกทำลายลงอย่างแน่นอน!”
จู่ ๆ ลู่เยี่ยพูดประโยคนี้ออกมา ทำให้ชิวเซิ่งที่กำลังจะลงมือรู้สึกใจเต้นแรง จำต้องระงับจิตสังหารเอาไว้
ลู่เยี่ยยิ่งมั่นใจมากขึ้นว่า กล่องดาบเจ็ดชุ่นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในใจของอีกฝ่าย ดังนั้นจึงยอมอดกลั้นในตอนนี้
ชิวเซิ่งจ้องมองลู่เยี่ย” เจ้าคิดจริง ๆ หรือว่า ทำเช่นนี้จะสามารถควบคุมข้าได้ ทำให้ข้าต้องกังวลเรื่องดาบและไม่กล้าลงมือ?”
“ผิด!”
เสียงตวาดดังขึ้น ชิวเซิ่งยกมือขึ้นทันที “ดาบมา!”
ตูม!
กล่องดาบเจ็ดชุ่นในมือของลู่เยี่ยซึ่งที่เดิมทีถูกผนึกพลังไว้ กลับมีความเคลื่อนไหวผิดปกติอย่างกะทันหัน ปล่อยพลังอานุภาพที่น่าสะพรึงกลัวออกมา ทำลายผนึกได้ในคราวเดียว
กล่องดาบเปิดออกพร้อมเสียงดังกังวาน ดาบพิชิตมารพุ่งทะยานออกมาพร้อมเสียงหวีดหวิว
ชิวเซิ่งหัวเราะเสียงดัง กล้าเล่นแง่กับข้าเชียวรึ? เจ้าคิดจริง ๆ หรือว่าข้าไม่ได้เตรียมแผนสำรองไว้ในกล่องดาบ?
เจ้ามดปลวกผู้นี้ช่างโง่เขลาและไม่เจียมตัวเสียจริง… หืม?
รอยยิ้มของชิวเซิ่งหยุดชะงักทันที
ดวงตาของเขาเบิกกว้าง
เขาเห็นเพียงดาบพิชิตมารที่เพิ่งพุ่งออกไปอย่างรวดเร็ว บัดนี้ถูกลู่เยี่ยจับไว้แน่นในฝ่ามือขวา
“เป็นไปไม่ได้!?”
ชิวเซิ่งตกตะลึง ไม่อาจเชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้น
เมื่อเขากระตุ้นดาบพิชิตมาร พลังของมันควรจะทรงอานุภาพเกินกว่าที่ขอบเขตตำหนักวิญญาณจะต้านทานได้
แม้แต่บรรพชนขอบเขตแก่นศักดิ์สิทธิ์ก็ยังไม่อาจทนรับพลังอานุภาพของดาบเล่มนี้ได้
แต่ตอนนี้ ดาบเล่มนี้กลับถูกเด็กหนุ่มจากขอบเขตตำหนักวิญญาณปราบไว้ได้!
เขาจะไม่ตกใจได้อย่างไร?
“ดาบมา!”
ชิวเชิ่งตะโกนเสียงดังอีกครั้ง ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยประกายเลือดที่พลุ่งพล่าน ดูแปลกประหลาดและน่าหวาดผวา
แต่สิ่งที่น่าอับอายคือ ดาบพิชิตมารในฝ่ามือของลู่เยี่ยไม่ขยับเลยแม้แต่น้อย ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใด ๆ เลย!
ลู่เยี่ยหัวเราะ “เจ้าจะเรียกต่อไปอีกหรือไม่?”
สีหน้าของชิวเซิ่งเปลี่ยนไปหลายครั้ง ในที่สุดเขาก็ตระหนักถึงความร้ายแรงของปัญหา
เขาเอ่ยเสียงทุ้มต่ำว่า “เจ้าสยบดาบเล่มนี้ได้แล้ว และหยั่งรู้ความลับที่แท้จริงของมันเรียบร้อยแล้วกระมัง?”
ลู่เยี่ยตอบว่า “แต่เดิมข้าคิดว่าเจ้าคือเจ้าของของดาบเล่มนี้ หรือไม่ก็เป็นวิญญาณดาบ แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะไม่ใช่เช่นนั้น”
ก่อนหน้านี้ เขาได้คาดการณ์เช่นนี้จริง ๆ สงสัยว่าบรรพชนหลินชวนมีนิสัยเปลี่ยนไปอย่างมาก อาจเป็นไปได้ว่าจิตเทวะและจิตใจได้รับผลกระทบจากการย้อนกลับของดาบพิชิตมารจนถูกยึดร่างไป
แต่ดูเหมือนตอนนี้ไม่ได้เป็นเช่นนั้น
“ต้องยอมรับว่าเจ้าฉลาดมาก”
ชิวเซิ่งกล่าวด้วยความรู้สึก “อายุยังน้อย แต่เจ้ากลับมีสติปัญญา จิตใจ และความกล้าหาญที่เหนือกว่าคนธรรมดา”
ดวงตาของเขาที่เปล่งแสงสีเลือดแปลกประหลาดจ้องมองลู่เยี่ย “น่าเสียดาย พลังบำเพ็ญของเจ้าอ่อนแอเกินไป นั่นคือจุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุดของเจ้า!”
เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย “ถึงเจ้าจะมีปัญญาสูงส่งเพียงใด จิตใจมั่นคงแค่ไหน เมื่อพลังบำเพ็ญอ่อนแอเกินไป เจ้าก็ไม่ต่างอะไรจากไก่ดินหมาดิน!”
ลู่เยี่ยกล่าวอย่างสงบ “พูดเหลวไหล หากข้ามีพลังบำเพ็ญมากพอ ข้าคงสังหารเจ้าไปนานแล้ว จะเสียเวลาพูดจาไปทำไม?”
ชิวเซิ่งหัวเราะ “เห็นได้ชัดว่าเจ้าไม่กลัวเลย แสดงว่าเจ้ายังมีไพ่ตายซ่อนอยู่ นี่คือเหตุผลที่ข้ายอมมีความอดทนคุยเรื่องไร้สาระกับเจ้าครั้งแล้วครั้งเล่า”
เขาหยุดไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวต่อว่า “แต่ตอนนี้ ความอดทนของข้าใกล้จะหมดลงแล้ว เปิดไพ่เสียที ให้ข้าดูสิว่าสำนักกระบี่เก้าสวรรค์เตรียมอะไรไว้ให้เจ้า!”
ลู่เยี่ยพยักหน้า “ก็ดีเหมือนกัน”
สิ่งที่ควรรู้ก็ได้รู้แล้ว จริง ๆ แล้วก็ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาพูดอีกต่อไป
ภายในทะเลแห่งจิตสำนึก หนึ่งในรอยประทับของบรรพจารย์ทั้งสิบเก้าได้ตื่นขึ้นอย่างเงียบ ๆ ในขณะนี้
ในชั่วพริบตาต่อมา ร่างของหญิงสาวที่งดงามแต่เลือนรางได้ปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า
ร่างของหญิงสาวสูงโปร่งมาก ยืนอยู่ตรงนั้นก็มีความสูงเท่ากับลู่เยี่ยพอดี
นางสวมชุดกระโปรงสีเขียวที่เรียบง่ายและสะอาดสะอ้าน ผมสีดำสนิทหนาและงดงามถูกเกล้าเป็นมวยเรียบ ๆ เผยให้เห็นลำคอที่เรียวเล็กและขาวผ่อง
นางเพียงแค่ยืนอยู่ตรงนั้น ด้วยบุคลิกที่ดูผุดผ่องและล่องลอย เหนือโลกีย์อย่างยิ่ง
“โอ้ เจ้าหนูเสี่ยวเยี่ยของข้า ในที่สุดก็นึกถึงพี่สาวบ้างแล้วหรือ?”
รูปร่างของหญิงสาวดูเลือนรางประหนึ่งภาพมายา ทั่วร่างไร้ซึ่งกระแสพลังอันน่าตื่นตะลึง แต่กลับคล้ายพี่สาวคนหนึ่งที่ยิ้มพลางหยอกเย้าลู่เยี่ยประโยคหนึ่ง
ลู่เยี่ยรู้สึกว่าอารมณ์พลุกพล่าน จึงกล่าวว่า “ข้าคิดถึงพี่สาวจริง ๆ”
เมื่อมีหญิงสาวในอาภรณ์สีเขียวยืนอยู่เคียงข้าง เขารู้สึกมั่นคงในใจอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน ไม่มีความกังวลใด ๆ อีกต่อไป
“เมื่อครู่เซี่ยงอวิ๋นเทียนเพิ่งตายไป แล้วยังเรียกวิญญาณที่เหลือมาอีกหนึ่งดวงแล้ว!”
ชิวเซิ่งเยาะหยัน “สำนักกระบี่เก้าสวรรค์ส่งพวกวิญญาณเร่ร่อนพวกนี้มาเป็นไพ่ตายของเจ้าหรือ?”
กล่าวจบ เขาชี้ไปที่หญิงสาวในอาภรณ์สีเขียว “ข้าจะให้ทางเลือกแก่เจ้าเช่นกัน สังหารเจ้าหนุ่มนั่นซะ แล้วข้าจะชี้ทางรอดให้เจ้า!”
“ทางรอด?”
ดวงตาของหญิงสาวในอาภรณ์สีเขียวเต็มไปด้วยความสนุกสนาน “เสี่ยวเยี่ย คนผู้นี้เป็นเทพเซียนหรือ? หากเขาสามารถช่วยให้ข้ารอดชีวิตได้ ก็จะดีเหลือเกิน”
ลู่เยี่ยกล่าวว่า “ข้าก็หวังให้เขาทำได้เช่นกัน แต่พี่สาว ท่านยังมองไม่ออกหรือว่าเขาเป็นคนประเภทใด?”
หญิงสาวในอาภรณ์สีเขียวถอนหายใจเบา ๆ กล่าวด้วยความรู้สึก “เจ้าพูดถูก ต่อให้เขาเป็นเทพเซียนต้าลัว ข้าก็คงหวังพึ่งไม่ได้อยู่ดี”
ชิวเซิ่งขมวดคิ้ว รู้สึกคลางแคลงใจว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล แต่กลับพูดไม่ออกว่าคืออะไร
เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เป็นอย่างไร เจ้าตั้งใจจะไม่มีชีวิตอยู่แล้วใช่หรือไม่? จำเป็นต้องตายตามเจ้าหนุ่มนั่นด้วยหรือ?”
หญิงสาวในอาภรณ์สีเขียวหันกาย ในที่สุดก็สบตากับชิวเซิ่งอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก
เมื่อถูกดวงตาที่ใสสะอาดราวกับหงส์ของนางจ้องมอง ชิวเซิ่งก็รู้สึกใจเต้นแรงอย่างไม่มีสาเหตุ
“เป็นของสกปรกที่มองไม่เห็นแสงสว่างอีกแล้ว ออกมาเดี๋ยวนี้!”
หญิงสาวในอาภรณ์สีเขียวยกมือขวาขึ้น นิ้วมือเรียวบางราวกับคมดาบ ลากเป็นเส้นตรงจากบนลงล่าง
ฉึก!
เส้นเลือดปรากฏขึ้นจากศีรษะของชิวเซิ่ง ไหลลงมาตามกลางคิ้ว สันจมูก…
ร่างหนังหุ้มทั้งใบแตกออกจากตรงกลาง
ร่างสีเลือดสายหนึ่งพุ่งออกมาจากร่างหนังที่แตกออกอย่างรวดเร็ว
“ท่านคือผู้ใดกัน?!”
นั่นคือชายหนุ่มที่มีดวงตาสีเลือด กลางหน้าผากมีรูสีเลือดที่แปลกประหลาดและน่าขนลุก
ทันทีที่เขาปรากฏตัว กลิ่นอายของเลือดที่น่าสะพรึงกลัวและชั่วร้ายก็แพร่กระจายออกไป สั่นสะเทือนไปทั่วฟ้าดิน
ในที่สุดลู่เยี่ยก็เข้าใจ
ที่แท้นี่คือมารสวรรค์จากนอกภพตนหนึ่ง มาจากสายมารวิญญาณพันลักษณ์
ไม่น่าแปลกใจที่สามารถหลบซ่อนจากการรับรู้ทั้งหมดของตนได้
เพราะผู้แข็งแกร่งจากสายมารวิญญาณพันลักษณ์นี้ไม่มีร่างกายที่แท้จริง
เทพมารสายนี้ล้วนก่อเกิดจากพลังวิญญาณเท่านั้น สิ่งที่พวกเขาชำนาญที่สุดคือการซุ่มซ่อน ปลอมตัว และการอำพรางร่องรอย!
เสียงของชายหนุ่มดวงตาสีเลือดนั้นอ่อนโยนและแปลกประหลาด “พูดมา เจ้าเป็นใครกันแน่? ทำไมถึงมองทะลุตัวตนของข้าได้?”
เห็นได้ชัดว่าเขาตกใจมากและหวาดกลัว ตระหนักได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ
หญิงสาวในอาภรณ์สีเขียวไม่สนใจ เพียงยกมือขึ้นชี้ไป
ร่างของชายหนุ่มดวงตาสีเลือดก็ระเบิดออกทันที กลายเป็นแสงสีเลือดแตกกระจายมากมาย
หญิงสาวในอาภรณ์สีเขียวกำนิ้วทั้งห้าเข้าหากัน
เห็นเพียงแสงสีเลือดที่แตกกระจายมากมายรวมตัวกันเป็นก้อน ตกลงบนฝ่ามือของหญิงสาวในอาภรณ์สีเขียว
เมื่อพิจารณาอย่างละเอียด ภายในก้อนแสงสีเลือดนั้น มีเงาร่างอันริบหรี่ของชายหนุ่มดวงตาสีเลือดอยู่
เขากำลังดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง ตะโกนร้องเสียงดัง
แต่ก็ไม่สามารถหลุดพ้นจากฝ่ามือของหญิงสาวในอาภรณ์สีเขียวได้เลย
หญิงสาวในอาภรณ์สีเขียวถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เสี่ยวเยี่ย จะฆ่าหรือจะไว้ชีวิต?”